หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับ”กาแฟโบราณ”"ขนมครกโบราณ”"วุ้นโบราณ”"ทองม้วนโบราณ” หรือ”ขนมเบื้องโบราณ”ที่ตั้งร้านขายอยู่ตามย่านตรอก ซอก ถนนต่างๆ จนราวกับว่าชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ ต้องพบเจอกับ “…โบราณ” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
มีข้อสังเกตของหลายต่อหลายคนที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย “โบราณ” ว่าเป็นสิ่งที่แพร่หลายอย่างมากหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา และส่วนใหญ่มักพบตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทว่ามักไม่พบตามต่างจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่และไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แม้ต่างจังหวัดเหล่านี้ จะมีอาหารที่เหมือนกับอาหาร “…โบราณ” ก็ตาม แต่ก็ไม่เรียกต่อท้ายด้วยคำว่า “โบราณ” ข้อเขียนสั้นๆ ชิ้นนี้ เป็นความพยายามในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์และสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านของชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย “โบราณ”
มีแนวคิดทางสังคมวิทยาจำนวนหนึ่ง ที่พยายามอธิบายสินค้าและระบบการแลกเปลี่ยนในโลกสมัยใหม่ทุกวันนี้ ว่า นอกจากสินค้าจะมีมูลค่า “การใช้สอย (Use Value)” ที่ส่งผลให้เกิดมูลค่า “การแลกเปลี่ยน (Exchange Value)” ดังที่เป็นมาในอดีตแล้ว สินค้าสมัยใหม่ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามูลค่า “ทางสัญญะ (Sign Value)” ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิเช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง หรือกระโปรงนั้น มูลค่าการใช้สอยของสิ่งเหล่านี้ คือ การสวมใส่ไปทำงาน ส่วนมูลค่าทางการแลกเปลี่ยน ก็คือ ตัวเงินหรือทรัพย์สินที่เรานำไปแลกเปลี่ยนสินค้านี้มา ซึ่งเกิดจากประโยชน์ของการใช้สอย ต้นทุนทางการผลิต และกำไร (ถ้ามี) อย่างไรก็ดี ถ้าในกรณีที่เสื้อเชิ้ต กางเกงหรือกระโปรง มียี่ห้อหรือแบรนด์ดังที่พบกันทั่วไปในปัจจุบัน จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง คือ “มูลค่าทางสัญญะ” ที่นอกจากจะส่งผลให้มูลค่าทางการแลกเปลี่ยนสูงขึ้น จากการมี “ยี่ห้อ” แล้ว ยังส่งผลให้ผู้สวมใส่รู้สึกหรือมีอัตลักษณ์ที่ต่างออกไปจากคนอื่นด้วย ดังคำพูดของนักคิดท่านหนึ่งที่ว่า “เราได้กลืนกินสัญญะของสินค้าเข้าไป”
ย้อนกลับมาที่ประเด็นอาหารซึ่งลงท้ายด้วยคำว่าโบราณ แน่นอนอาหารที่ขายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ย่อมมีมูลค่าการใช้สอย คือ การตอบสนองต่อความอยากกินและความหิว รวมถึงมีมูลค่าทางการแลกเปลี่ยนที่สะท้อนผ่านราคาของอาหารอยู่แล้ว แต่อาหารที่มีคำว่าโบราณเพิ่มเข้าไปนั้น ดูเหมือนจะส่งผลให้เกิดมูลค่าทางสัญญะเข้ามาด้วย มุมหนึ่งในแง่ของการขาย การกินขนมครกโบราณ วุ้นโบราณ กาแฟโบราณ ฯลฯ ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของอาหารเหล่านี้ กับอาหารประเภทอื่นๆ ความโบราณได้ถูกนำมาเป็นจุดขาย ทำนองเดียวกับ “ความเป็นอิตาลี” หรือ “ความเป็นฝรั่งเศส” ส่วนในอีกมุมหนึ่งผู้ซื้อบางคนก็อาจจะเสพสัญญะของความโบราณดังกล่าว ที่ส่งผลให้รู้สึกว่าตัวเองมีอัตลักษณ์ต่างจากคนอื่น
เป็นที่น่าสังเกตว่า “เทรนด์” ของการใช้ความโบราณมาเป็นจุดขาย และการนิยมความโบราณนี้มิได้มีแต่อาหารหรือบรรดาของกินเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่ดูจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดของบรรดาตลาดโบราณร้อยปี และร้านอาหารร่วมสมัยที่ใช้บ้านเก่ามาดัดแปลง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน และดูจะไม่น่าแปลกใจเลยที่ในสถานที่อย่างตลาดโบราณร้อยปี จะเต็มไปด้วยอาหารที่มีคำว่าโบราณต่อท้าย
สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อไป คือ ทำไมความโบราณ จึงได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆ อย่างมากมายในปัจจุบัน
แม้สินค้าในโลกสมัยใหม่จะมีมูลค่าทางสัญญะปรากฏอยู่ หากแต่มูลค่าทางสัญญะหรือความรู้สึกต่อตัวสินค้าไม่ว่าจะเป็นความหรูหรา ทันสมัยหรืออินเทรนด์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้คนในสังคมไม่มีสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าทางสัญญะที่แฝงอยู่ ซึ่งสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าและนัยที่แฝงอยู่กับสินค้าต่างๆ นี้ ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ผ่านกลไกของสังคมสมัยใหม่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลข่าวสาร การโฆษณา และการมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่คนกล่าวถึงสัญญะของสินค้าต่างๆ (“นี่เธอเคยลองไปกินอาหารสุดฮิปที่ร้านนี้แล้วหรือยัง”)









