Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับ”กาแฟโบราณ”"ขนมครกโบราณ”"วุ้นโบราณ”"ทองม้วนโบราณ” หรือ”ขนมเบื้องโบราณ”ที่ตั้งร้านขายอยู่ตามย่านตรอก ซอก ถนนต่างๆ จนราวกับว่าชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ ต้องพบเจอกับ “…โบราณ” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

มีข้อสังเกตของหลายต่อหลายคนที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย “โบราณ” ว่าเป็นสิ่งที่แพร่หลายอย่างมากหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา และส่วนใหญ่มักพบตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทว่ามักไม่พบตามต่างจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่และไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แม้ต่างจังหวัดเหล่านี้ จะมีอาหารที่เหมือนกับอาหาร “…โบราณ” ก็ตาม แต่ก็ไม่เรียกต่อท้ายด้วยคำว่า “โบราณ” ข้อเขียนสั้นๆ ชิ้นนี้ เป็นความพยายามในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์และสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านของชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย “โบราณ”

มีแนวคิดทางสังคมวิทยาจำนวนหนึ่ง ที่พยายามอธิบายสินค้าและระบบการแลกเปลี่ยนในโลกสมัยใหม่ทุกวันนี้ ว่า นอกจากสินค้าจะมีมูลค่า “การใช้สอย (Use Value)” ที่ส่งผลให้เกิดมูลค่า “การแลกเปลี่ยน (Exchange Value)” ดังที่เป็นมาในอดีตแล้ว สินค้าสมัยใหม่ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามูลค่า “ทางสัญญะ (Sign Value)” ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิเช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง หรือกระโปรงนั้น มูลค่าการใช้สอยของสิ่งเหล่านี้ คือ การสวมใส่ไปทำงาน ส่วนมูลค่าทางการแลกเปลี่ยน ก็คือ ตัวเงินหรือทรัพย์สินที่เรานำไปแลกเปลี่ยนสินค้านี้มา ซึ่งเกิดจากประโยชน์ของการใช้สอย ต้นทุนทางการผลิต และกำไร (ถ้ามี) อย่างไรก็ดี ถ้าในกรณีที่เสื้อเชิ้ต กางเกงหรือกระโปรง มียี่ห้อหรือแบรนด์ดังที่พบกันทั่วไปในปัจจุบัน จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง คือ “มูลค่าทางสัญญะ” ที่นอกจากจะส่งผลให้มูลค่าทางการแลกเปลี่ยนสูงขึ้น จากการมี “ยี่ห้อ” แล้ว ยังส่งผลให้ผู้สวมใส่รู้สึกหรือมีอัตลักษณ์ที่ต่างออกไปจากคนอื่นด้วย ดังคำพูดของนักคิดท่านหนึ่งที่ว่า “เราได้กลืนกินสัญญะของสินค้าเข้าไป”

ย้อนกลับมาที่ประเด็นอาหารซึ่งลงท้ายด้วยคำว่าโบราณ แน่นอนอาหารที่ขายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ย่อมมีมูลค่าการใช้สอย คือ การตอบสนองต่อความอยากกินและความหิว รวมถึงมีมูลค่าทางการแลกเปลี่ยนที่สะท้อนผ่านราคาของอาหารอยู่แล้ว แต่อาหารที่มีคำว่าโบราณเพิ่มเข้าไปนั้น ดูเหมือนจะส่งผลให้เกิดมูลค่าทางสัญญะเข้ามาด้วย มุมหนึ่งในแง่ของการขาย การกินขนมครกโบราณ วุ้นโบราณ กาแฟโบราณ ฯลฯ ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของอาหารเหล่านี้ กับอาหารประเภทอื่นๆ ความโบราณได้ถูกนำมาเป็นจุดขาย ทำนองเดียวกับ “ความเป็นอิตาลี” หรือ “ความเป็นฝรั่งเศส” ส่วนในอีกมุมหนึ่งผู้ซื้อบางคนก็อาจจะเสพสัญญะของความโบราณดังกล่าว ที่ส่งผลให้รู้สึกว่าตัวเองมีอัตลักษณ์ต่างจากคนอื่น

เป็นที่น่าสังเกตว่า “เทรนด์” ของการใช้ความโบราณมาเป็นจุดขาย และการนิยมความโบราณนี้มิได้มีแต่อาหารหรือบรรดาของกินเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่ดูจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดของบรรดาตลาดโบราณร้อยปี และร้านอาหารร่วมสมัยที่ใช้บ้านเก่ามาดัดแปลง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน และดูจะไม่น่าแปลกใจเลยที่ในสถานที่อย่างตลาดโบราณร้อยปี จะเต็มไปด้วยอาหารที่มีคำว่าโบราณต่อท้าย

สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อไป คือ ทำไมความโบราณ จึงได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆ อย่างมากมายในปัจจุบัน

แม้สินค้าในโลกสมัยใหม่จะมีมูลค่าทางสัญญะปรากฏอยู่ หากแต่มูลค่าทางสัญญะหรือความรู้สึกต่อตัวสินค้าไม่ว่าจะเป็นความหรูหรา ทันสมัยหรืออินเทรนด์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้คนในสังคมไม่มีสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าทางสัญญะที่แฝงอยู่ ซึ่งสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าและนัยที่แฝงอยู่กับสินค้าต่างๆ นี้ ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ผ่านกลไกของสังคมสมัยใหม่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลข่าวสาร การโฆษณา และการมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่คนกล่าวถึงสัญญะของสินค้าต่างๆ (“นี่เธอเคยลองไปกินอาหารสุดฮิปที่ร้านนี้แล้วหรือยัง”)

อ่านต่อ »

เมื่อไม่นานมานี้มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนหวนระลึกถึงเรื่องเรื่องหนึ่งอีกครั้ง

เหตุการณ์แรก แม่ครัวคนหนึ่งได้เปรยขึ้นมากับลูกมือของเขาขณะเตรียมอาหารว่า “อาหารไทยต้องหวานนำ” และเหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นขณะผู้เขียนไปกินข้าวกับรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งซึ่งทุกคนต่างลงความเห็นว่า “ยำสามกรอบที่สั่งมาช่างหวานเสียนี่กระไร” เหตุการณ์ทั้งสองได้ชวนให้หวนระลึกประเด็นความหวานของอาหารไทยประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอาหารคาว ที่ได้ทวีความหวานมากขึ้นกว่าแต่ในอดีต ซึ่งผู้เขียนก็ได้ลองตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอาหารไทยอันสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศ
หากเราลองพิจารณาทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า “อ้อย” อันเป็นวัตถุหลักในการผลิตน้ำตาลในปัจจุบัน เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างความหวานหรือผลิตน้ำตาลมาเป็นเวลาช้านาน อย่างไรก็ดี แม้อ้อยจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในละแวกประเทศไทยและถูกนำมาเพาะปลูกตั้งแต่ในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่าน้ำตาลจากอ้อยจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเฉกเช่นในปัจจุบัน เพราะสังคมแทบนี้มีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถให้ความหวานได้ เช่น มะพร้าว และตาล ดังที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าน้ำตาลปี๊บ ซึ่งคำเรียก “น้ำตาล” ในภาษาไทยปัจจุบันก็มีความเป็นไปได้ว่ามีต้นตอมาจากการเรียกสารให้ความหวานจาก “ต้นตาล”
กระนั้นก็ดี แม้สังคมต่างๆ จะมีพืชให้ความหวานหลายชนิด แต่ก็มิอาจกล่าวได้อีกเช่นกันว่า คนในแถบประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้น้ำตาลในการประกอบอาหารหรือนิยมอาหารคาวที่มีรสหวาน เพราะจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการผลิตน้ำตาลจากพืชต่างๆ ในอดีตเป็นสิ่งที่มีความยุ่งยากและมีวัตถุดิบที่ไม่มากนัก ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีจำนวนไม่มาก
ในงานวิจัย “การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคที่มีผลต่อสุขภาพ : ศึกษากรณีน้ำตาลระหว่าง พ.ศ.2504-2539” โดย ชาติชาย มุกสง ได้แสดงให้เห็นการเพิ่มผลผลิตน้ำตาลที่เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ชาวยุโรปนำ “อ้อย” มาปลูกในไร่ที่มีระบบการจัดการในพื้นที่เขตร้อนชื้นของอาณานิคมต่างๆ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มจากพื้นที่ในแถบอเมริกาและละตินอเมริกา จนถึงพื้นที่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะหมู่เกาะที่เป็นประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรสำหรับชาวยุโรปแล้ว น้ำตาลยังเป็นสิ่งที่หายากและราคาสูงจนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่น้ำตาลถึงกลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ

อ่านต่อ »

ข่าวคราวเกี่ยวกับพม่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดูจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความมั่นคง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ชายอเมริกันว่ายน้ำเข้าไปในบ้านของออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน อันเป็นเหตุทำให้มีการพิจารณากักบริเวณเธอต่อไปในบ้านพัก หรือข่าวลือเรื่องแผนการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของพม่าที่สัมพันธ์กับการเดินทางของเรือสินค้าจากเกาหลีเหนือ ที่คาดว่าได้บรรทุกอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะได้ส่งผลให้หลายประเทศในโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และหลายชาติในยุโรปตะวันตกเกิดความหวาดระแวง และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่า
 

อย่างไรก็ดี มีอีกข่าวหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ที่แทบไม่เป็นที่รับรู้ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยเท่าใดนัก นั่นก็คือ รายงานข่าวจากสำนักข่าว Xinhua ของจีน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.  2009 ที่อ้างข้อมูลจาก Weekly Eleven News หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของพม่าที่กล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศในพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 15.77 พันล้านดอลลาร์ จาก 31 ประเทศใน 424 โครงการ โดยไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุดประมาณ 7.41 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 46.98 ของการลงทุนต่างชาติ 
 

สำหรับผู้เขียน ตัวเลขการลงทุนในพม่าที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องเพราะหลังจากการเปิดประเทศของพม่าในปี ค.ศ. 1988 ไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนติดต่อเป็นแนวยาวกับพม่าเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้นำพม่าชุดใหม่ และเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าหลายกิจการ ภายใต้บริบทของนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสนามการค้า” ส่งผลให้นักธุรกิจไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับผู้นำและนักธุรกิจพม่าและสานสัมพันธ์เรื่อยมา แม้ในช่วงหลังความสัมพันธ์อาจมีปัญหาไปบ้างพร้อมกับการที่ประเทศอื่นเข้าไปลงทุนในพม่ามากขึ้น แต่การลงทุนของไทยดำเนินมาตั้งแต่ช่วงแรก ดูจะทำให้ตัวเลขการลงทุนยังคงครองอันดับหนึ่ง
 

ความสนใจและแปลกใจของผู้เขียนอยู่ที่ตัวเลขการลงทุนของอังกฤษในพม่าที่สูงเป็นอันดับสอง มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.86 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 11.8 ของการลงทุนต่างชาติ ผู้เขียนฉงนเป็นอย่างยิ่งว่าอังกฤษในฐานะประเทศแรกๆ ที่ออกมาสนับสนุนนโยบายแซงแทรกทางเศรษฐกิจกับประเทศพม่า ภายหลังการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่พรรค NLD ได้คะแนนเสียงสูงสุดของคณะนายทหาร ในปี ค.ศ. 1990 และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่าเรื่อยมา แต่การมีตัวเลขการลงทุนในพม่าสูงเป็นอันดับสองดูเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ค่อนข้างยาก 
 

อ่านต่อ »

เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานประชุมวิชาการเรื่อง “ถอดมายาคติ สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ : กรณีบังคับทำหมันผู้หญิงพิการ” ซึ่งในตอนหนึ่งของการประชุม นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวถึงรายงานขององค์การอนามัยโลก ว่า “ปัจจุบันมีหญิงพิการทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้หญิงทั่วโลก หญิงพิการในประเทศกำลังพัฒนาได้ถูกเลือกปฏิบัติเป็น 3 เท่าของหญิงพิการในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย 2 ใน 3 คน จะเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและละเมิดสิทธิ ซึ่งน้อยรายที่ปกป้องสิทธิตัวเองได้ เพราะขาดความรู้ในกระบวนการยุติธรรม และผู้กระทำส่วนใหญ่ คือ คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดปัญหาการถูกบังคับทำแท้งตามมา ซึ่งบางครั้งผู้ที่แนะนำการทำแท้ง คือ เจ้าหน้าที่รัฐ” (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2552)

 

จากสภาพของโลกปัจจุบันที่หลายพื้นที่ได้ก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่และทุนนิยม ส่งผลให้การทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน กลายมาเป็นสิ่งที่สังคมหลายแห่งล้วนให้คุณค่า เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าหากคนทำงานมีประสิทธิภาพก็จะนำมาสู่ผลของงานหรือผลผลิตที่ดีและคุ้มค่ากับทุนและเวลาที่เสียไป โลกสมัยใหม่จึงเป็นโลกที่เสรีและสะดวกสบายสำหรับคนไม่พิการ แต่สำหรับคนพิการแล้ว โลกสมัยใหม่และทุนนิยมกลับยิ่งไปเพิ่มให้เกิดกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ผ่านกลไกการผลิตแบบสมัยใหม่ เทคโนโลยีและความรู้สมัยใหม่

อ่านต่อ »

กลับไม่ได้ไปไม่ถึง

สงกรานต์ปีนี้ จากข่าว จากคนรอบข้าง และอะไรอีกมากมาย ที่พยายามยุยง ส่งเสริม เชิดชู ให้เล่นสงกรานต์กันอย่างไทย รักษาจารีตประเพณี ทำให้นึกถึงข้อเขียนอันนึงจากนักคิดแดนไกล ที่อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกรณีนี้ก็ได้ นั่นก็คือ Walter Benjamin

Benjamin ได้บรรยายภาพ Angelus Novus ของ Paul Kสee (ด้านบนไว้ว่า)
“There is a painting by Klee called Angelus Novus. It shows an angel who seems about to move away from something he stares at. His eyes are wide, his mouth is open, his wings are spread. This is how the angel of history must look. His face is turned toward the past. Where a chain of events appears before us, he sees on single catastrophe, which keeps piling wreckage upon wreckage and hurls it at his feet. The angel would like to stay, awaken the dead, and make whole what has been smashed. But a storm is blowing from Paradise and has got caught in his wings; it is so strong that the angel can no longer close them. This storm drives him irresistibly into the future to which his back is turned, while the pile of debris before him grows toward the sky. What we call progress is this storm.”

“ดูเหมือนกับว่าเทพเจ้าองค์นี้ กำลังจะเคลื่อนตัวออกไปจากบางสิ่งที่ท่านกำลังเพ่งพินิจอยู่ ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปเบื้องหน้า ริมฝีปากเปิดอ้าและปีกกางสะบัดอยู่ นี่คือจินตนาการที่คนเรามีต่อเทพแห่งประวัติศาสตร์ ใบหน้าของเทพหันไปสู่ทิศทางของอดีต ซึ่งเรามองเห็นเหตุการณ์ในอดีตเชื่อมโยงกันเป็นสายโซ่ เทพแห่งประวัติศาสตร์มองเห็นกลียุคหนึ่งที่สร้างความพินาศให้สังคมครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทับถมกันเป็นกองพะเนิน แล้วปลิวมากองอยู่ที่เบื้องหน้า เทพองค์นี้ต้องการที่จะอยู่ตรงนี้เพื่อปลุกคนที่ตายแล้วให้ตื่นขึ้นมา แล้วสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกทำลายขึ้นมาดังเดิม แต่แล้วก็มีพายุพัดกระหน่ำจากสวรรค์อย่างรุนแรง กระทั่งเทพเจ้าไม่สามารถหุบปีกทั้งสองลงได้ เจ้าพายุนี้ไม่มีใครอาจหยุดยั้ง ได้หอบเอาเทพแห่งอดีตปลิวไปสู่อนาคต ซึ่งอยู่ด้านหลังของเทพ ในขณะเดียวกันกับเศษซากและผงฝุ่นของความพินาศที่กองอยู่เบื้องหน้าปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า เจ้าพายุนี้เองที่เราเรียกว่า ความก้าวหน้า”

 
นอกจากข้อความข้างต้นแล้ว ขอแนะนำทัศนวิจารณ์จาก นิ้วกลม เกี่ยวกับ สงกรานต์แบบไทยเล่นอย่างไรหรอ >>

http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรอ

จบลงด้วยประการนี้

 

กระเป๋าที่หายไป

 

-1-

“ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยที กระเป๋าๆ”

หญิงสาวกรีดร้องลั่นตลาด แฟนหนุ่มที่ยืนดูของอยู่ไม่ไกลรีบวิ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้น?”

“กระเป๋า กระเป๋า มันฉุดเอาไปแล้ว” หญิงสาวตอบด้วยเสียงอันสั่นเครือจากความตกใจ

“มันไปทางไหน”

หญิงสาวชี้นิ้วไปตรงปากทางเข้าตลาด ชายหนุ่มกำลังจะลุกวิ่งไปตามนิ้วของเธอ แต่ว่าหญิงสาวฉุดตัวเขาไว้

“ไม่ต้องหรอก เงินไม่ได้เยอะอะไร มีแค่พวกบัตร เรากลับบ้านกันเถอะ” หญิงสาวกล่าว แต่ในใจเธอยังคงนึกเสียดายกระเป๋าราคาแพงระยับที่เพิ่งซื้อมาไม่นาน

หญิงสาวเดินกลับบ้านพร้อมแฟนหนุ่ม เธอยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปากยังคงสั่นเครือ

วันต่อมาทั้งสองไปแจ้งตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางตลาด

“คุณเห็นหน้าคนร้ายหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ”

“กระเป๋าสีอะไร แล้วมีรูปร่างประมาณไหนครับ”

“สีน้ำตาลค่ะ ใบก็ขนาดประมาณเท่านี้” หญิงสาวตอบพรางทำมือบอกขนาดกระเป๋า

“มียี่ห้อ?”

“ค่ะ” เธอบอกยี่ห้ออันแพงระยับให้ตำรวจฟัง

“ทางเราจะพยายามติดตามให้นะครับ แต่ไม่รู้จะได้แน่หรือเปล่า เพราะของชิ้นไม่ใหญ่และที่สำคัญมีการก๊อปปี้กันเกลื่อนเมือง”

“ขอบคุณมากค่ะ”

-2-

“ที่รักจ๊ะ เรามีของขวัญวันเกิดมาให้ตัวเอง” หนุ่มวัยรุ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน

“อะไรคะที่รัก”เธอตอบด้วยเสียงนิ่งเฉย

“นี่ไงจ๊ะ ลองแกะดูก่อน” เขายื่นของที่ห่อมาอย่างดีให้เธอ

“โอ้ว กระเป๋ายี้ห้อนี้ ลายนี้อยากได้มานานแล้ว ที่รักซื้อให้จริงๆ หรอค่ะนี่”

“อืม” เขาตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบา

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ที่รักฉันมีอะไรบางอย่างจะบอกคุณ” เธอกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบา

“อะไรจ๊ะ” เขาทำท่าทีอยากรู้

อ่านต่อ »

อุทัยธานี

p2240285.jpg

p2240283.jpg

 

 

p2240284.jpg

 

ห่างหายไปนานแต่ก็กลับมาแล้ว ไม่รู้ว่ายังมีคนอ่านอยู่หรือป่าว 5555

พอดีไปเจอ บทความ อันหนึ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และสังคมการเมืองไทยในขณะนี้ ลองอ่านดูแล้วกันนะ

 ——————————————————————————-

ประวัติศาสตร์บาดแผลเดือนตุลาและพฤษภา : ระหว่างความตายที่ฟื้นได้ กับ ความตายที่ไม่มีวันฟื้น
 
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ชื่อบทความเดิม – ประวัติศาสตร์บาดแผลเดือนตุลาและพฤษภา :

ระหว่างความตายที่ฟื้นขึ้นมาได้กับความตายที่ไม่มีวันฟื้นคืนขึ้นมา

หมายเหตุ-ผู้เขียนปรับปรุงจากปาฐกถาพิเศษ พฤษภาเลือด-อีกหนึ่งบท (ที่ไม่) เรียนของสังคมไทย ในงานสัมมนาเรื่อง จาก 14 ถึง 6 ตุลา และพฤษภาเลือดประวัติศาสตร์บาดแผล กับบท (ไม่) เรียนของเรา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

——————————–

หัวข้อของปาฐกถานี้คือประวัติศาสตร์บาดแผล และ บท (ไม่) เรียนของสังคมไทย แต่ประวัติศาสตร์บาดแผลหมายถึงอะไรนั้นก็เป็นเรื่องที่มีความหมายคลุมเครืออยู่มาก ธงชัย วินิจจะกูล ใช้คำๆ นี้เพื่ออธิบายสภาวะความรู้สึกที่ “ก่อความทุกข์ระทมเจ็บปวดต่อร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ” จนยากจะเยียวยารักษาได้แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทั้งหมดจะเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ไม่ได้หมายความว่าประวัติศาสตร์บาดแผลคือประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดเหลือคณานับ แต่ประวัติศาสตร์บาดแผลคือประวัติศาสตร์ที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวถึงขั้นที่ไม่มีวันเยียวยา

แต่สภาวะแห่งความไม่มีวันเยียวยาคืออะไร?

สลาโวจ ซิเซ็ค กล่าวไว้ใน For They Know What They Do ว่า “สารัตถะของความเจ็บปวดเกินเยียวยาคือสภาวะที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะจดจำไว้ ในแง่นี้แล้ว ความเจ็บปวดเกินเยียวยาจึงเป็นสภาวะที่น่าสะพรึงกลัวจนเกินที่วิสัยของจักรวาลวิทยาแห่งความหมาย (symbolic universe) จะเข้าใจมันได้” [1] ประวัติศาสตร์ที่เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลจึงเป็นประวัติศาสตร์ที่วางอยู่บนจุดตัดของ ความรุนแรง (violence), ความเจ็บปวดจนเกินเยียวยา (Trauma) และชุมชนการเมือง (political community) หรือพูดอีกอย่างคือ การพิจารณาประวัติศาสตร์บาดแผลหมายถึงการพิจารณาประวัติศาสตร์โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรง, ผลของความเจ็บปวดเกินเยียวยา, และรูปแบบของชุมชนการเมือง

น่าสนใจว่าซิเซกกล่าวต่อไปด้วยว่าหน้าที่ของ “เรา” คือการพูดถึงประวัติศาสตร์บาดแผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเด็นนี้สำคัญเพราะทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์บาดแผลมีมิติของความเป็นการเมืองในเรื่องการต่อสู้เรื่องความทรงจำ การโต้เถียงเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการจดจำเรื่องที่ลืมเลือนไปแล้ว แต่คือการจดจำเรื่องที่จดจำได้เพื่อให้เห็นบทเรียนและความเปลี่ยนแปลง

นักวิชาการไทยจำนวนไม่น้อยถือว่า 14 ตุลา, 6 ตุลา และพฤษภาคม 2535 เป็นตัวอย่างของ “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ในสังคมไทย แต่ทรรศนะนี้ลดทอนความหลากหลายและลักษณะเฉพาะของเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ลงไปมาก แม้จะเป็นความจริงว่าเหตุการณ์ทั้งสามคล้ายคลึงกันในแง่ “การจัดการกับผู้ชุมนุมด้วยวิธีรุนแรงของรัฐไทย” แต่ทว่าแต่ละเหตุการณ์ก็มีรูปแบบความรุนแรง ความเจ็บปวด และผลต่อชุมชนการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ปาฐกถาครั้งนี้รวมศูนย์อยู่ที่การอภิปรายเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลกรณีเหตุการณ์เดือนพฤษภา และเพื่อให้ข้อคิดเห็นในการอภิปรายคมชัดขึ้น จึงขออภิปรายประเด็นนี้โดยวิธีเทียบเคียงปฏิกริยาที่สังคมไทยมีต่อความตายในกรณีนี้เทียบกับความตายในเหตุการณ์หกตุลา

ปาฐกถานี้พาดพิงถึงคุณสมัคร ไม่ใช่เพราะเกลียดคุณสมัคร แต่เพราะคุณสมัครป็นตัวละครทางการเมืองไม่กี่ตัวที่มีบทบาทจัดจ้าในที่สาธารณะ ทั้งในเหตุการณ์หกตุลาและเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม

พูดอีกอย่างคือปาฐกถานี้ไม่ได้สนใจที่จะถกเถียงว่าคุณสมัครเป็น “ฆาตกรมือเปื้อนเลือด” หรือ “ฆาตกรตัวจริง” หรือไม่ อันเป็นประเด็นที่มีผู้ศึกษาไว้มากแล้ว แต่สนใจที่จะพิจารณาปฏิกริยาที่สังคมไทยมีต่อคุณสมัครเป็นตัวเดินเรื่องเพื่ออภิปรายปัญหาการเขียนประวัติศาสตร์พฤษภาและประชาธิปไตยไทย

อนึ่ง ควรระบุด้วยว่าผู้พูดเห็นด้วยกับการอภิปรายบทบาทคุณสมัครในเหตุการณ์หกตุลา แต่ไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายถึงคุณสมัครเพื่อฆ่าตัดตอนความจริง 6 ตุลา

  อ่านต่อ »

….

ความสุขในชีวิตหาใช่สิ่งอื่นใด

หากแต่คือ การได้ทำงานที่ตัวเองรัก

ได้รักใครสักคน

อยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์

และพ้นจากความทะเยอทะยาน

Albert Camus

       

        หากใครอยู่ในแวดวงการอ่าน การซื้อหรือการบริโภคหนังสือ ก็คงจะได้ไปหรือได้ข่าวคราวกับงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติมาบ้าง เราก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนหลายหมื่น หลายแสนคน ที่เข้าไปแวะเวียนในงานนี้อยู่เกือบทุกครั้ง

        อย่างไรก็ดีดูเหมือนการไปครั้งนี้ของเราจะทำให้ได้ข้อสังเกตใหม่ที่ได้ถูกเพิ่มเติมยิ่งขึ้นหลังการอ่านบทความในหนังสือยุให้รำตำให้รั่ว ของ “ฮิมิโตะ ณ เกียวโต” (ที่ซื้อมาด้วยราคาครึ่งหนึ่ง) นั่นก็คือเรื่องของการบริโภคหนังสือ ที่สัมพันธ์กับเรื่องของชนชั้นอย่างแยกไม่ออก

      คำถามและข้อสังเกต ของเริ่มแรกเกิดจากการมองฝูงคนที่เดินไปมาในงานหนังสือที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยชนชั้นกลางหรือชนชั้นที่สูงขึ้นไปอันมีเงินเดือนที่แน่นอน มีงานทำที่ค่อนข้างมั่นคง ในทางกลับกันเรากลับมองไม่เห็น “คนรากหญ้า” หรือ “รากแก้ว” (ตามทีรัฐเรียก) เท่าไร รวมไปถึงแม้กระทั่งคนขายก็ตาม ที่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีฐานะทางสังคมในระดับที่มีกิน และศึกษาอยู่ในสถาบันชั้นนำของประเทศทั้งหลายโดยเฉพาะในกรุงเทพ

    ในบทความของฮิมิโตะ ที่เราอ้างถึงตอนแรก ได้กล่าวถึง วัฒนธรรมการอ่านอันเป็นสิ่งที่เพิ่งลงหลักปักฐานอย่างจริงจังทั่วประเทซเมื่อไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยการกระจายตัวของการศึกษาภาคบังคับไปตามพื้นที่ต่างๆ  แต่ถึงที่สุดแล้วดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการอ่านและการซื้อหนังสือก็มิได้กระจายตัวตามกลุ่มคนที่ได้รับการศึกษาให้อ่านออกเขียนได้ อันเป็นผลมาจากฐานะทางสังคมของคนส่วนใหญ่ที่ให้พวกเขาไม่สามารถใช้เวลาในชีวิตและเงินทองในการบริโภคหนังสือได้ หนังสือและการอ่านกลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับพวกเขา ลองคิดดูแล้วกัน ชาวสวน ชาวนา จะเอาเวลาว่างที่ไหนกันมาอ่านหนังสือ เพราะว่างานกับชีวิตของพวกเขามิได้แยกออกจากกัน เหมือนดังคนชั้นกลางที่ทำงานตามสำนักงานแล้วมีการแบ่งแยกงานกับชีวิต (ที่บ้าน) ออกจากกันค่อนข้างสิ้นเชิง

    นอกจากนี้การซื้อหนังสือที่ค่อนข้างมีราคาสูงเมื่อเทียบกับของอื่นๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันก็ดูเหมือนจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้เป็นตัวเงินไม่มากนัก ต้องเลือกที่จะซื้ออย่างอื่นก่อนอยู่แล้ว ลองคิดเล่นๆ ถ้าเราไม่มีกินเราจะเลือกซื้อหนังสือหรือข้าวสารมากรอกหม้อกัน ในแง่นี้วัฒนธรรมการอ่านจึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องของเวลาว่างและฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัว แต่ละกลุ่มคน แต่ทำไมเราถึงชอบยกวัฒนธรรมการอ่านมาเป็นตัวชี้วัดความเจริญของประเทศก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน อาจเป็นได้ว่าบรรทัดฐานดังกล่าวเป็นสิ่งที่นำมาจากประเทศเจริญแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก) ที่คนส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างสูง สามารถซื้อสิ่งของที่จำเป็นนอกเหนือจากสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตได้

     การสร้างวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยที่รัฐพยายามเพรียกหา จึงมิใช่เพียงการพยายามเรียกร้องจากประชาชนฝ่ายเดียวเท่านั้น หากแต่รัฐเองก็ควรที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการอ่านในราคาที่ถูกหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของห้องสมุดที่ดีของชุมชน (ที่ไม่ใช่ศาลาพักร้อน) รวมถึงความหลากลายของหนังสือที่ตอบสนองคนในหลากหลายอาชีพ และทำให้พวกเขาสามารถที่จะใช้ความรู้จากการอ่านไปกับงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันได้

      วัฒนธรรมการอ่านโดยเฉพาะที่ต้องซื้อหามาอ่าน จึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องของฐานะทางการเงินและชนชั้นทางสังคมอย่างแยกออกได้ยาก การเรียกร้องวัฒนธรรมการอ่านหรือการพยายามสร้างนิสัยรักการอ่านของรัฐจึงเป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนสายลมที่พัดมาแล้วพัดไป เพราะการอ่านเป็นเรื่องที่มากกว่าการอ่านและหนังสือ หากแต่ร่วมไปถึงบริบทแวดล้อมทางสังคมอื่นๆ และก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถามกลับว่า บรรดาประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายการอ่านเป็นสิ่งที่สร้างสังคมพัฒนา หรือสังคมที่พัฒนาเป็นสิ่งที่สร้างวัฒนธรรมการอ่านกันแน่? รวมไปถึงคำถามต่อหนังสือและการอ่านว่าเป็นของฟุ่มเฟือยและการบริโภคหรือไม่?

       อย่างไรก็ดีเราก็ไม่ได้หมายถึงว่าการอ่านเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์แต่การอ่านนอกจากที่ต้องตอบสนองชีวิตที่เห็นได้จริงของคนส่วนใหญ่ในสังคม (ดังที่กล่าวมาแล้ว) การอ่านก็ยังเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาความคิดของผู้อ่าน เพราะกระบวนการอ่านในแง่หนึ่งคือการคิดไตร่ตรองกับสิ่งที่เราอ่าน เป็นการรับสารที่ต่างออกไปจาก โทรทัศน์ หรือ วิทยุ ที่เราแทบไม่ได้คิดไตร่ตรองเพราะเราต้องตามสารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วให้ทัน โดยที่การอ่านความเร็วในการส่งความหมายของสารเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวเรามากกว่าตัวสาร

      ถึงแม้เราจะไม่ได้ตั้งความหวังว่าทุกคนควรต้องอ่านหนังสือ เพราะแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันออกไป ทั้งฐานะและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายล้อมทุกคน แต่ชนชั้นกลางที่ถือได้ว่ามีแรงขับการบริโภคและการศึกษาที่สูงก็ดูเหมือนจะละเลยการอ่านที่ทำให้เราคิดไตร่ตรองน้อยลง และหันไปบริโภคกับสื่อใหม่ๆ เช่น รายการเกมส์โชว์และโทรทัศน์ อย่างไม่ลืมหูลืมตาจนทำให้เกิดการครอบงำด้วยทางเลือกที่จำกัดและการนำเสนอในทิศทางเดียวกันโดยปราศจากการคิด

   และที่กล่าวมาคือการพร่ำบ่นของคนๆ หนึ่ง อย่าถือสาอะไรมากเลย

Older Posts »