ข้อเขียนชิ้นนี้เขียนขึ้นจากการได้อ่านข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับพลังงานของไทยทั้งในปัจจุบันและในอดีต อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงร่างความคิดที่ข้อมูลต่างๆ ยังไม่ได้ถูกนำอ้างอิงหรือนำมาใส่ไว้
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมา และผลตอบรับของสังคมไทยในเรื่อง “ไม่เอา” นิวเคลียร์ดูจะเป็นเรื่องที่น่าคิด แต่อย่างไร มีบางประเด็นที่ควรต้องคิดให้มาก ศึกษาให้มาก กับการที่จะเอาหรือไม่เอาบางเรื่อง ดังความคิดของผม (ที่ยังไม่เป็นระบบและเข้ารูปเช้ารอยสักเท่าไร)ต่อไปนี้
หนึ่ง สังคมไทยเกือบทั้งหมดในปัจจุบันยึดโยงอยู่กับภาคการส่งออกที่มีความได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิตและแรงงานทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดยสินค้าส่งออกของไทยได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมมาสู่สินค้าจากภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 หากพิจารณาจากอันดับสินค้าส่งออก นั้นหมายความว่าการใช้พลังงาน (ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันเตา) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นจากภาคการผลิตที่ขยายตัวออกไป รวมถึงจากความเป็นอยู่ของภาคแรงงานในภาคการผลิตในเขตเมืองที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้นตามมาตรฐานอันวัดด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก อันส่งผลต่ออัตราการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
สอง สภาวะการณ์ของพลังงานในประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องพึ่งพา พึ่งพา อิงแอบ อยู่กับแหล่งพลังงานจากภายนอกมากขึ้นทุกขณะ อันสัมพันธ์กับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น
เราอาจจำแนกได้ว่าพลังงานของไทยปัจจุบันมาจาก แหล่ง คือ ก๊าซธรรมชาติ จากอ่าวไทยและพม่า ถ่านหินจากเหมืองแม่เมาะและการนำเข้าสำหรับโรงไฟฟ้า SPP น้ำมันเตา และพลังงานน้ำจากเขื่อนทั้งในและต่างประเทศ โดยที่แหล่งพลังงานในประเทศดูจะลดน้อยถอยลงอยู่ทุกขณะ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นที่สำคัญ อันได้แก่ ก๊าซธรรมชาติจากพม่า ถ่านหินและพลังน้ำจากประเทศลาว ในแง่นี้ส่งผลให้เกิดความห่วงใยเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน หากเกินสถานการณ์ไม่ปกติทางการเมืองระหว่างประเทศ (กรณีเมื่อปีที่แล้วที่เกิดจากการหยุดปล่อยก๊าซจากพม่าเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่ง)
สาม พลังงานทางเลือกแม้จะเป็นสิ่งที่ถูกนำเสนอมาเป็นเวลานาน หากแต่ก็มีปัญหาจากต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป ต้นทุนที่สูงเกินไปซึ่งหากนำมาใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ย่อมเกิดผลต่อ “ความได้เปรียบเชิงการแข่งชัน” ทางการผลิตของไทย ทำให้สินค้าที่ผลิตจากไทยมีราคาสูงขึ้นหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ (ที่นอกจากจะมีต้นทุนพลังงานถูกหรือเท่าๆ กับไทยแล้ว ยังมีความได้เปรียบเชิงแรงงาน (Labor intensive) มากกว่าไทยด้วย)
สี่ การปฏิเสธการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและการส่งออกดูจะเป็นสิ่งที่เพ้อฝันจนเกินไป เพราะการปฏิเสธย่อมส่งผล “อย่างแรง” ต่อสังคมไทยทั้งหมู่มวล อันมีเหตุปัจจัยมากจากการที่โครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิตและสังคมไทย ยึดโยงอยู่กับการส่งออกอย่างแนบแน่นอันยากจะแกะออกได้อย่างง่ายได้ เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกเกินครึ่งหนึ่งของ GDP มาไม่ใช่แต่เพียง 50 ปี หากแต่ย้อนไปได้อย่างน้อยถึงทศวรรษ 1850
การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพื่อพึ่งพิงการส่งออกอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หากแต่ก็ประสบผลสำเร็จได้ยาก อันเนื่องมาจากการที่สังคมไทยยึดโยงอยู่กับระบบเศรษฐกิจ และการไหลเวียนของสินค้าของโลก (ในมุมกลับ รวมถึงกระแสต้านจากกลุ่มไม่เอาบริโภคนิยม ทุนนิยม ที่จะทำให้ท้องทุ่งอันสวยงามหนีหายไป)
ห้า การกล่าวว่าไฟฟ้าเป็นสิ่งที่กำลังถึงจุดอิ่มตัวดูจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลหากเปรียบเทียบกับอัตราการใช้ไฟในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย หากแต่เมื่อย้อนกลับมาดูสังคมไทยที่ความเป็นชนบทยังดำรงอยู่ และความเป็นเมืองยังคงขยายตัว พร้อมความต้องการสิ่งบริโภคอันเป็นตัวชี้วัดพื้นฐานชีวิตในเชิงวัฒนธรรม (อันต้องใช้ไฟพื้นฐาน – ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องเสียง และระบบไฟถนน) ก็ดูจะทำให้เห็นความเป็นไปได้อย่างมากว่าอัตราความต้องการไฟฟ้าของไทยยังขยายตัวต่อไป แม้จะสะดุดลงบางครั้งในช่วงวิกฤติ (เช่น ในปี 2540 ที่กำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยล้นเกิน จากความต้องการที่ลดลงกว่าร้อยละ 50 อันเป็นผลมาจากการที่ภาคอุตสาหกรรมปิดตัวลงอย่างมากมาย)
หก พลังงานนิวเคลียร์ดูจะเป็นทางเลือกของชนชั้นนำทางการเมืองและเทคโนแครตไทยหลายคนที่จะมาทดแทนพลังงานภายใน (จากก๊าซและถ่านหิน) ของไทยที่กำลังจะหมดลงไป เพราะเป็นพลังงานที่ต้นทุนและการผลิต “ที่เห็นได้” (ไม่รวมต้นทุนแฝงต่างๆ) พอๆ หรือต่ำกว่าแหล่งพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หากแต่นิวเคลียร์ก็ดูจะมีความเสี่ยงและต้นทุนจากความเสี่ยงอันใหญ่หลวงไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้
เจ็ด ข้อเสนอที่ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กๆ แยกตามบ้านหรือตามชุมชน แม้จะเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ หากแต่ก็ดูจะมีปัญหาสำคัญในแง่ของความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพราะบางพื้นที่ไม่มีทางสามารถผลิตความต้องการพลังงานได้พอกับความต้องการของตนเอง และต้องพึ่งพาพลังงานจากพื้นที่อื่น (เช่น ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองหลวง) และหากพิจารณาในแง่ทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า การแยกหน่วยย่อยการผลิตทางพลังงานนั้นเป็นสิ่งที่เคยกระทำมาแล้วก่อนปี 2510 (การไฟฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าพระนครเหนือ การไฟฟ้ายันฮี องค์การลิกไนซ์ การไฟฟ้าภาคใต้) หากแต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่าประสบปัญหาเชิงปฏิบัติการณ์อย่างมาก
ปัญหาพลังงานของไทยจึงมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับภาพกว้างของสังคมเศรษฐกิจไทย ไม่อาจคิดได้แต่เพียงเชิงเทคนิคภาคพลังงานหรือการผลิตพลังงาน หากแต่ต้องคิดอย่าสัมพันธ์กับโครงสร้างการผลิต และเศรษฐกิจของประเทศที่มีพื้นฐานฝังแน่นมาอย่างยาวนาน แต่กระนั้นในด้านทางเลือกของพลังงานก็ควรต้องเป็นสิ่งที่ร่วมกันคิดและขบคิดให้มากโดยเฉพาะเหล่าบรรดาพลังงานทางเลือกที่ปัจจุบันมีต้นทุนอันสูงลิบและผลตอบแทนอันไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ (แม้จะมีการทำ Solar Farm อย่างมากมายในปัจจุบันแต่ที่ต้องพึงระวัง คือ พลังงานชนิดนี้ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเลยท่าเทียบกับค่าไฟในปัจจุบัน หากแต่ที่อยู่ได้เพราะจากการอุดหนุนจากภาครัฐ (กองทุนพลังงาน หน่วยละ 3 บาท)และกฟภ (รับซื้อในอัตราที่สูงกกว่าไฟฟ้าประเภทอื่น) อันเป็นการบิดเบือนความสัมพันธ์ทางการผลิตและจะส่งผลเสียต่อโครงสร้างการผลิตในระยะยาว) และพลังงานทางเลือกบางชนิด อาทิ จากแกลบ ขี้หมู และขยะ ยังได้ผลผลิตที่น้อยมากและไม่มี Stable ของการผลิต (เช่น หากเกิดราคาหมูตกต่ำ ขี้หมูย่อมต่ำลงไปด้วย) อีกทั้งยังได้รับการต่อต้านจากชุมชนหลายแห่ง (โดยเฉพาะกรณีของแกลบ)
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสนใจว่า บ. เอกชน ของไทยจำนวนหนึ่ง (อาทิ IVL SOLAR GLOW RATCH และ DELTA) เริ่มหันมาให้ความสนใจกับการผลิตและค้นคิดพลังงานทางเลือกมากขึ่น อันสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ “เทรนด์” ทางพลังงานของโลกที่กำลังแปรเปลี่ยนไป