Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (16 – 18 พฤษภาคม 2554) ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการประกาศกฏกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับคนเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2554 อันเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 พอสรุปความได้ว่า

 

“กฎกระทรวงดังกล่าวดูจะไม่เป็นกฎเหล็กเท่าที่ควร เมื่อมาวิเคราะห์ในขอบเขตความเป็นจริงสถานประกอบการของรัฐบางหน่วยงานที่อ้างว่าคนพิการที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 2 ล้านกว่าคน และมีคนพิการที่ลงทะเบียนในสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยประมาณ 2 แสนกว่าคน และมีอยู่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิในการสมัครงานกับสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ดูจะมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและสถานที่ทำงาน รวมถึงทัศนคติขององค์กรและเพื่อนร่วมงานยังเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับกฎกระทรวงนี้”

 

หากข้อมูลตามรายงานข่าวนี้เป็นจริง ดูจะมีข้อสังเกตที่น่าสนใจและเรื่องที่น่าขบคิดอยู่สองประการ นอกเหนือจากประเด็นรายละเอียดเชิงตัวเลขคนพิการที่คาดว่าหน่วยงานและสถานประกอบการจะรับเข้าทำงานอันเป็นประเด็นที่สามารถสาธยายกันได้อีกยาวถึงความถูกต้องหรือความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ

 

ประการแรก กฎกระทรวงและแนวนโยบายเกี่ยวกับคนพิการดังกล่าวนี้ในมุมหนึ่งได้แสดงให้เห็นการดำเนิน/วางนโยบายเกี่ยวกับคนพิการของรัฐอย่างขาด “ฐานความรู้” กล่าวคือ ไม่มีงานศึกษาวิจัยอย่างเข้มข้นและเพียงพอเพื่อเป็นฐานองค์ความรู้รองรับแผนงานหรือการปฎิบัติงานอย่างเพียงพอ ข้อมูลบางส่วนจากรายงานการทบทวนและวิเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นคนพิการระหว่างปี พ.ศ. 2517 – 2552 ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย ดูจะชี้ให้เห็นว่างานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคนพิการส่วนใหญ่ แม้จะมุ่งเน้นไปในประเด็นการฟื้นฟูสมรรถภาพ ชีวิตทางสังคม และการศึกษาของคนพิการ (329 ชิ้นจากรวมทั้งหมด 686 ชิ้น) หากแต่ดูจะไม่ปรากฎงานศึกษาที่ให้ “ภาพรวม” ทั้งประเทศเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างความต้องการของตลาดแรงงานกับการศึกษาของคนพิการเลย อย่างน้อยก็จนถึงปี พ.ศ. 2551 จะมีบ้างก็เพียงแต่ในส่วนย่อยตามแต่ละสถานศึกษาสำหรับคนพิการ

อ่านต่อ »

การคัดสรรกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ CEO ปตท. แทนที่คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ที่กำลังจะเกษียณในเดือนกันยายน ดูจะเป็นข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจไทยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และอาจเป็นข่าวที่สำคัญต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน

 

ผู้เขียนมิใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานหรือคลุกคลีอยู่ในวงธุรกิจพลังงาน หากแต่เป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ที่สนใจและค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธุรกิจ/อุตสาหกรรมน้ำมันมาบ้างพอสมควร จึงอยากจะขอเท้าความให้เห็นที่มาที่ไป แรงผลักดัน และเงื่อนไขทางสังคมการเมืองและประวัติศาสตร์อันนำไปสู่การแจัดตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่กลายมาเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในเวลาต่อมา เพื่อเป็นการสะท้อนอีกมุมมองหนึ่งจากข่าวใหญ่ ข่าวสำคัญขององค์การทางด้านน้ำมันและพลังงานที่ทรงอิทธิพลและยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมไทยปัจจุบัน อันอาจทำให้เห็นความมุ่งหมายในยุคอรุณรุ่งขององค์กรแห่งนี้

 

สำหรับผู้เขียนแล้ว แนวคิดในการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อดูแล จัดการ และควบคุมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศเป็นสิ่งที่เกิดมาจากเงื่อนไข 4 ประการหลักด้วยกัน อันมีความสอดคล้อง เชื่อมโยงและสืบเนื่องกัน (เนื่องด้วยพื้นที่มีจำกัดผู้เขียนจึงทำได้แต่ให้ข้อมูลโดยสังเขปเท่านั้น)

อ่านต่อ »

การออกแบบเพื่อคนทั้งมว (Universal Design) ดูจะเป็นแนวคิดที่ได้รับการพูดถึงกันอย่างมากและหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งในภาคส่วนของรัฐ แวดวงสถาปัตยกรรมและการออกแบบ องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุและคนพิการ และภาคบริการของไทย

 

แนวคิดดังกล่าวนี้ดูจะมีหลักตั้งอยู่บนฐานคิดเกี่ยวกับการสร้างลักษณะพื้นที่ทางกายภาพและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการให้ทุกกลุ่มคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องดัดแปลงเฉพาะหรือเป็นพิเศษสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

หรือพูดอย่างง่ายๆ ก็คือการออกแบบพื้นที่และข้าวของเครื่องใช้ที่ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ กลุ่มคนชรา กลุ่มคนพิการประเภทต่างๆ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ โดยการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลนี้ดูจะเชื่อมโยงกับแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนทุกกลุ่มอย่างมีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน (Inclusive Society)

อ่านต่อ »

ข้อเขียนชิ้นนี้เขียนขึ้นจากการได้อ่านข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับพลังงานของไทยทั้งในปัจจุบันและในอดีต อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงร่างความคิดที่ข้อมูลต่างๆ ยังไม่ได้ถูกนำอ้างอิงหรือนำมาใส่ไว้

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมา และผลตอบรับของสังคมไทยในเรื่อง “ไม่เอา” นิวเคลียร์ดูจะเป็นเรื่องที่น่าคิด แต่อย่างไร มีบางประเด็นที่ควรต้องคิดให้มาก ศึกษาให้มาก กับการที่จะเอาหรือไม่เอาบางเรื่อง ดังความคิดของผม (ที่ยังไม่เป็นระบบและเข้ารูปเช้ารอยสักเท่าไร)ต่อไปนี้

หนึ่ง สังคมไทยเกือบทั้งหมดในปัจจุบันยึดโยงอยู่กับภาคการส่งออกที่มีความได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิตและแรงงานทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดยสินค้าส่งออกของไทยได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมมาสู่สินค้าจากภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 หากพิจารณาจากอันดับสินค้าส่งออก นั้นหมายความว่าการใช้พลังงาน (ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันเตา) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นจากภาคการผลิตที่ขยายตัวออกไป รวมถึงจากความเป็นอยู่ของภาคแรงงานในภาคการผลิตในเขตเมืองที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้นตามมาตรฐานอันวัดด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก อันส่งผลต่ออัตราการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

สอง สภาวะการณ์ของพลังงานในประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องพึ่งพา พึ่งพา อิงแอบ อยู่กับแหล่งพลังงานจากภายนอกมากขึ้นทุกขณะ อันสัมพันธ์กับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น

เราอาจจำแนกได้ว่าพลังงานของไทยปัจจุบันมาจาก แหล่ง คือ ก๊าซธรรมชาติ จากอ่าวไทยและพม่า ถ่านหินจากเหมืองแม่เมาะและการนำเข้าสำหรับโรงไฟฟ้า SPP น้ำมันเตา และพลังงานน้ำจากเขื่อนทั้งในและต่างประเทศ โดยที่แหล่งพลังงานในประเทศดูจะลดน้อยถอยลงอยู่ทุกขณะ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นที่สำคัญ อันได้แก่ ก๊าซธรรมชาติจากพม่า ถ่านหินและพลังน้ำจากประเทศลาว ในแง่นี้ส่งผลให้เกิดความห่วงใยเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน หากเกินสถานการณ์ไม่ปกติทางการเมืองระหว่างประเทศ (กรณีเมื่อปีที่แล้วที่เกิดจากการหยุดปล่อยก๊าซจากพม่าเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่ง)

สาม  พลังงานทางเลือกแม้จะเป็นสิ่งที่ถูกนำเสนอมาเป็นเวลานาน หากแต่ก็มีปัญหาจากต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป ต้นทุนที่สูงเกินไปซึ่งหากนำมาใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ย่อมเกิดผลต่อ “ความได้เปรียบเชิงการแข่งชัน” ทางการผลิตของไทย ทำให้สินค้าที่ผลิตจากไทยมีราคาสูงขึ้นหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ (ที่นอกจากจะมีต้นทุนพลังงานถูกหรือเท่าๆ กับไทยแล้ว ยังมีความได้เปรียบเชิงแรงงาน (Labor intensive) มากกว่าไทยด้วย)

สี่ การปฏิเสธการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและการส่งออกดูจะเป็นสิ่งที่เพ้อฝันจนเกินไป เพราะการปฏิเสธย่อมส่งผล “อย่างแรง” ต่อสังคมไทยทั้งหมู่มวล อันมีเหตุปัจจัยมากจากการที่โครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิตและสังคมไทย ยึดโยงอยู่กับการส่งออกอย่างแนบแน่นอันยากจะแกะออกได้อย่างง่ายได้ เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกเกินครึ่งหนึ่งของ GDP มาไม่ใช่แต่เพียง 50 ปี หากแต่ย้อนไปได้อย่างน้อยถึงทศวรรษ 1850

การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพื่อพึ่งพิงการส่งออกอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หากแต่ก็ประสบผลสำเร็จได้ยาก อันเนื่องมาจากการที่สังคมไทยยึดโยงอยู่กับระบบเศรษฐกิจ และการไหลเวียนของสินค้าของโลก (ในมุมกลับ รวมถึงกระแสต้านจากกลุ่มไม่เอาบริโภคนิยม ทุนนิยม ที่จะทำให้ท้องทุ่งอันสวยงามหนีหายไป)

ห้า การกล่าวว่าไฟฟ้าเป็นสิ่งที่กำลังถึงจุดอิ่มตัวดูจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลหากเปรียบเทียบกับอัตราการใช้ไฟในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย หากแต่เมื่อย้อนกลับมาดูสังคมไทยที่ความเป็นชนบทยังดำรงอยู่ และความเป็นเมืองยังคงขยายตัว พร้อมความต้องการสิ่งบริโภคอันเป็นตัวชี้วัดพื้นฐานชีวิตในเชิงวัฒนธรรม (อันต้องใช้ไฟพื้นฐาน – ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องเสียง และระบบไฟถนน) ก็ดูจะทำให้เห็นความเป็นไปได้อย่างมากว่าอัตราความต้องการไฟฟ้าของไทยยังขยายตัวต่อไป แม้จะสะดุดลงบางครั้งในช่วงวิกฤติ (เช่น ในปี 2540 ที่กำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยล้นเกิน จากความต้องการที่ลดลงกว่าร้อยละ 50 อันเป็นผลมาจากการที่ภาคอุตสาหกรรมปิดตัวลงอย่างมากมาย)

หก พลังงานนิวเคลียร์ดูจะเป็นทางเลือกของชนชั้นนำทางการเมืองและเทคโนแครตไทยหลายคนที่จะมาทดแทนพลังงานภายใน (จากก๊าซและถ่านหิน) ของไทยที่กำลังจะหมดลงไป เพราะเป็นพลังงานที่ต้นทุนและการผลิต “ที่เห็นได้” (ไม่รวมต้นทุนแฝงต่างๆ) พอๆ หรือต่ำกว่าแหล่งพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หากแต่นิวเคลียร์ก็ดูจะมีความเสี่ยงและต้นทุนจากความเสี่ยงอันใหญ่หลวงไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้

เจ็ด ข้อเสนอที่ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กๆ แยกตามบ้านหรือตามชุมชน แม้จะเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ หากแต่ก็ดูจะมีปัญหาสำคัญในแง่ของความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพราะบางพื้นที่ไม่มีทางสามารถผลิตความต้องการพลังงานได้พอกับความต้องการของตนเอง และต้องพึ่งพาพลังงานจากพื้นที่อื่น (เช่น ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองหลวง) และหากพิจารณาในแง่ทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า การแยกหน่วยย่อยการผลิตทางพลังงานนั้นเป็นสิ่งที่เคยกระทำมาแล้วก่อนปี 2510 (การไฟฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าพระนครเหนือ การไฟฟ้ายันฮี องค์การลิกไนซ์ การไฟฟ้าภาคใต้) หากแต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่าประสบปัญหาเชิงปฏิบัติการณ์อย่างมาก

ปัญหาพลังงานของไทยจึงมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับภาพกว้างของสังคมเศรษฐกิจไทย ไม่อาจคิดได้แต่เพียงเชิงเทคนิคภาคพลังงานหรือการผลิตพลังงาน หากแต่ต้องคิดอย่าสัมพันธ์กับโครงสร้างการผลิต และเศรษฐกิจของประเทศที่มีพื้นฐานฝังแน่นมาอย่างยาวนาน แต่กระนั้นในด้านทางเลือกของพลังงานก็ควรต้องเป็นสิ่งที่ร่วมกันคิดและขบคิดให้มากโดยเฉพาะเหล่าบรรดาพลังงานทางเลือกที่ปัจจุบันมีต้นทุนอันสูงลิบและผลตอบแทนอันไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ  (แม้จะมีการทำ Solar Farm อย่างมากมายในปัจจุบันแต่ที่ต้องพึงระวัง คือ พลังงานชนิดนี้ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเลยท่าเทียบกับค่าไฟในปัจจุบัน หากแต่ที่อยู่ได้เพราะจากการอุดหนุนจากภาครัฐ (กองทุนพลังงาน หน่วยละ 3 บาท)และกฟภ  (รับซื้อในอัตราที่สูงกกว่าไฟฟ้าประเภทอื่น) อันเป็นการบิดเบือนความสัมพันธ์ทางการผลิตและจะส่งผลเสียต่อโครงสร้างการผลิตในระยะยาว) และพลังงานทางเลือกบางชนิด อาทิ จากแกลบ ขี้หมู และขยะ ยังได้ผลผลิตที่น้อยมากและไม่มี Stable ของการผลิต (เช่น หากเกิดราคาหมูตกต่ำ ขี้หมูย่อมต่ำลงไปด้วย) อีกทั้งยังได้รับการต่อต้านจากชุมชนหลายแห่ง (โดยเฉพาะกรณีของแกลบ)

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสนใจว่า บ. เอกชน ของไทยจำนวนหนึ่ง (อาทิ IVL SOLAR GLOW RATCH และ DELTA) เริ่มหันมาให้ความสนใจกับการผลิตและค้นคิดพลังงานทางเลือกมากขึ่น อันสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ “เทรนด์” ทางพลังงานของโลกที่กำลังแปรเปลี่ยนไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารและคนขับรถตู้โดยสารสายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต – สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หมอชิต เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาดูจะได้สร้างความสลดใจและความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ของคนจำนวนมากในสังคมไทย อย่างไรก็ดี บทความชิ้นนี้ผู้เขียนมิได้ความตั้งใจที่จะสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์อย่างละเอียดหรือชี้ให้เห็นความถูกผิดของเหตุการณ์ หากแต่ผู้เขียนมีความพยายามที่จะนำเสนอวิธีคิดเกี่ยวกับระบบถนนและการจัดพื้นที่ของเมืองอันเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งในการนำไปสู่เหตุการณ์อันเศร้าสลดในครั้งนี้

หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน นอกจากกลุ่มคนที่พุ่งเป้าโจมตีไปยังการขับรถอย่างประมาทของคู่กรณี ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์สภาพและแบบแผนการโดยสารรถตู้ประจำทางที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นรถตู้มีสภาพไม่ได้มาตรฐาน การไม่มีเครื่องอำนวยความปลอดภัย และการที่รถประเภทนี้มิได้ถูกออกแบบมาเพื่อการโดยสาร เป็นต้น คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ดูจะทำให้ผู้เขียนในฐานะที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนแทบทุกวันและใช้บริการรถตู้โดยสารอยู่บ้างย้อนกลับมาคิดว่า
“เราจะอยู่กันอย่างไร? หากไม่มีระบบการขนส่งโดยรถตู้ ที่ปัจจุบันได้สร้างเครือข่ายออกไปอย่างกว้างขวางแทบจะทุกอำเภอของประเทศไทย”

ระบบการขนส่งมวลชนของประเทศไทยเกือบทั้งหมดดูจะพึ่งพิงอยู่กับการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งระบบการขนส่งดังกล่าวนี้ดูจะเป็นผลมาจากระบบคิดเกี่ยวกับการคมนาคมและการวางผังเมืองของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วยความช่วยเหลือจากบรรดาที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารและคนขับรถตู้โดยสารสายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต – สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หมอชิต เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาดูจะได้สร้างความสลดใจและความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ของคนจำนวนมากในสังคมไทย อย่างไรก็ดี บทความชิ้นนี้ผู้เขียนมิได้ความตั้งใจที่จะสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์อย่างละเอียดหรือชี้ให้เห็นความถูกผิดของเหตุการณ์ หากแต่ผู้เขียนมีความพยายามที่จะนำเสนอวิธีคิดเกี่ยวกับระบบถนนและการจัดพื้นที่ของเมืองอันเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งในการนำไปสู่เหตุการณ์อันเศร้าสลดในครั้งนี้

อ่านต่อ »

เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ Telegraph ของอังกฤษได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการที่ Sotheby บริษัทจัดประมูลรายใหญ่ที่เก่าแก่ของอังกฤษได้ขายไวน์ในรอบปีที่ผ่านไปในฮ่องกงเป็นมูลค่าถึง 14.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าในนิวยอร์คที่ขายได้เป็นมูลค่า 10.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และลอนดอน 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และได้กล่าวต่อไปถึงการประมูลไวน์ Chateau Petrus ปี 1982 จำนวน 1 Imperiale (8 ขวด) ด้วยราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 93,077 เหรียญฯ สหรัฐ โดยชาวจีนแผ่นดินใหญ่ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของตลาดและกำลังซื้อไวน์จากชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีน รายงานข่าวฉบับนี้ได้ให้ข้อมูลต่อไปด้วยว่าฮ่องกงได้กลายเป็นศูนย์กลางการประมูลไวน์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ในทางเดียวกันกลุ่มผู้ประมูลไวน์เหล่านี้ก็คือบรรดาเศรษฐีชาวจีนจากทั้งบนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน ที่มีจำนวนถึงร้อยละ 61 ของกลุ่มคนที่ทำการประมูล ซึ่งขยายตัวอย่างมากจากจำนวนเพียงแค่ร้อยละ 7 ในปี 2005 นอกจากนี้ปริมาณการซื้อไวน์ของกลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวในระหว่างเดือนกันยายนปี 2008 ถึงพฤษภาคมปี 2009

สำหรับผู้เขียนแม้รายงานข่าวฉบับนี้จะเป็นเพียงข้อเขียนสั้นๆ หากแต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการดื่มกินของชาวจีนในปัจจุบันสมัยได้เป็นอย่างดี โดยผู้เขียนได้มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับปริมาณและมูลค่าการบริโภคไวน์อันสัมพันธ์กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลและการเพิ่มจำนวนของเศรษฐีใหม่ (NouveauRiche) ในประเทศจีน

อ่านต่อ »

หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับ”กาแฟโบราณ”"ขนมครกโบราณ”"วุ้นโบราณ”"ทองม้วนโบราณ” หรือ”ขนมเบื้องโบราณ”ที่ตั้งร้านขายอยู่ตามย่านตรอก ซอก ถนนต่างๆ จนราวกับว่าชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ ต้องพบเจอกับ “…โบราณ” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

มีข้อสังเกตของหลายต่อหลายคนที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย “โบราณ” ว่าเป็นสิ่งที่แพร่หลายอย่างมากหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา และส่วนใหญ่มักพบตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทว่ามักไม่พบตามต่างจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่และไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แม้ต่างจังหวัดเหล่านี้ จะมีอาหารที่เหมือนกับอาหาร “…โบราณ” ก็ตาม แต่ก็ไม่เรียกต่อท้ายด้วยคำว่า “โบราณ” ข้อเขียนสั้นๆ ชิ้นนี้ เป็นความพยายามในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์และสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านของชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย “โบราณ”

มีแนวคิดทางสังคมวิทยาจำนวนหนึ่ง ที่พยายามอธิบายสินค้าและระบบการแลกเปลี่ยนในโลกสมัยใหม่ทุกวันนี้ ว่า นอกจากสินค้าจะมีมูลค่า “การใช้สอย (Use Value)” ที่ส่งผลให้เกิดมูลค่า “การแลกเปลี่ยน (Exchange Value)” ดังที่เป็นมาในอดีตแล้ว สินค้าสมัยใหม่ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามูลค่า “ทางสัญญะ (Sign Value)” ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิเช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง หรือกระโปรงนั้น มูลค่าการใช้สอยของสิ่งเหล่านี้ คือ การสวมใส่ไปทำงาน ส่วนมูลค่าทางการแลกเปลี่ยน ก็คือ ตัวเงินหรือทรัพย์สินที่เรานำไปแลกเปลี่ยนสินค้านี้มา ซึ่งเกิดจากประโยชน์ของการใช้สอย ต้นทุนทางการผลิต และกำไร (ถ้ามี) อย่างไรก็ดี ถ้าในกรณีที่เสื้อเชิ้ต กางเกงหรือกระโปรง มียี่ห้อหรือแบรนด์ดังที่พบกันทั่วไปในปัจจุบัน จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง คือ “มูลค่าทางสัญญะ” ที่นอกจากจะส่งผลให้มูลค่าทางการแลกเปลี่ยนสูงขึ้น จากการมี “ยี่ห้อ” แล้ว ยังส่งผลให้ผู้สวมใส่รู้สึกหรือมีอัตลักษณ์ที่ต่างออกไปจากคนอื่นด้วย ดังคำพูดของนักคิดท่านหนึ่งที่ว่า “เราได้กลืนกินสัญญะของสินค้าเข้าไป”

ย้อนกลับมาที่ประเด็นอาหารซึ่งลงท้ายด้วยคำว่าโบราณ แน่นอนอาหารที่ขายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ย่อมมีมูลค่าการใช้สอย คือ การตอบสนองต่อความอยากกินและความหิว รวมถึงมีมูลค่าทางการแลกเปลี่ยนที่สะท้อนผ่านราคาของอาหารอยู่แล้ว แต่อาหารที่มีคำว่าโบราณเพิ่มเข้าไปนั้น ดูเหมือนจะส่งผลให้เกิดมูลค่าทางสัญญะเข้ามาด้วย มุมหนึ่งในแง่ของการขาย การกินขนมครกโบราณ วุ้นโบราณ กาแฟโบราณ ฯลฯ ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของอาหารเหล่านี้ กับอาหารประเภทอื่นๆ ความโบราณได้ถูกนำมาเป็นจุดขาย ทำนองเดียวกับ “ความเป็นอิตาลี” หรือ “ความเป็นฝรั่งเศส” ส่วนในอีกมุมหนึ่งผู้ซื้อบางคนก็อาจจะเสพสัญญะของความโบราณดังกล่าว ที่ส่งผลให้รู้สึกว่าตัวเองมีอัตลักษณ์ต่างจากคนอื่น

เป็นที่น่าสังเกตว่า “เทรนด์” ของการใช้ความโบราณมาเป็นจุดขาย และการนิยมความโบราณนี้มิได้มีแต่อาหารหรือบรรดาของกินเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่ดูจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดของบรรดาตลาดโบราณร้อยปี และร้านอาหารร่วมสมัยที่ใช้บ้านเก่ามาดัดแปลง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน และดูจะไม่น่าแปลกใจเลยที่ในสถานที่อย่างตลาดโบราณร้อยปี จะเต็มไปด้วยอาหารที่มีคำว่าโบราณต่อท้าย

สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อไป คือ ทำไมความโบราณ จึงได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆ อย่างมากมายในปัจจุบัน

แม้สินค้าในโลกสมัยใหม่จะมีมูลค่าทางสัญญะปรากฏอยู่ หากแต่มูลค่าทางสัญญะหรือความรู้สึกต่อตัวสินค้าไม่ว่าจะเป็นความหรูหรา ทันสมัยหรืออินเทรนด์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้คนในสังคมไม่มีสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าทางสัญญะที่แฝงอยู่ ซึ่งสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าและนัยที่แฝงอยู่กับสินค้าต่างๆ นี้ ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ผ่านกลไกของสังคมสมัยใหม่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลข่าวสาร การโฆษณา และการมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่คนกล่าวถึงสัญญะของสินค้าต่างๆ (“นี่เธอเคยลองไปกินอาหารสุดฮิปที่ร้านนี้แล้วหรือยัง”)

อ่านต่อ »

เมื่อไม่นานมานี้มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนหวนระลึกถึงเรื่องเรื่องหนึ่งอีกครั้ง

เหตุการณ์แรก แม่ครัวคนหนึ่งได้เปรยขึ้นมากับลูกมือของเขาขณะเตรียมอาหารว่า “อาหารไทยต้องหวานนำ” และเหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นขณะผู้เขียนไปกินข้าวกับรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งซึ่งทุกคนต่างลงความเห็นว่า “ยำสามกรอบที่สั่งมาช่างหวานเสียนี่กระไร” เหตุการณ์ทั้งสองได้ชวนให้หวนระลึกประเด็นความหวานของอาหารไทยประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอาหารคาว ที่ได้ทวีความหวานมากขึ้นกว่าแต่ในอดีต ซึ่งผู้เขียนก็ได้ลองตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอาหารไทยอันสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศ
หากเราลองพิจารณาทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า “อ้อย” อันเป็นวัตถุหลักในการผลิตน้ำตาลในปัจจุบัน เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างความหวานหรือผลิตน้ำตาลมาเป็นเวลาช้านาน อย่างไรก็ดี แม้อ้อยจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในละแวกประเทศไทยและถูกนำมาเพาะปลูกตั้งแต่ในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่าน้ำตาลจากอ้อยจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเฉกเช่นในปัจจุบัน เพราะสังคมแทบนี้มีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถให้ความหวานได้ เช่น มะพร้าว และตาล ดังที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าน้ำตาลปี๊บ ซึ่งคำเรียก “น้ำตาล” ในภาษาไทยปัจจุบันก็มีความเป็นไปได้ว่ามีต้นตอมาจากการเรียกสารให้ความหวานจาก “ต้นตาล”
กระนั้นก็ดี แม้สังคมต่างๆ จะมีพืชให้ความหวานหลายชนิด แต่ก็มิอาจกล่าวได้อีกเช่นกันว่า คนในแถบประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้น้ำตาลในการประกอบอาหารหรือนิยมอาหารคาวที่มีรสหวาน เพราะจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการผลิตน้ำตาลจากพืชต่างๆ ในอดีตเป็นสิ่งที่มีความยุ่งยากและมีวัตถุดิบที่ไม่มากนัก ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีจำนวนไม่มาก
ในงานวิจัย “การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคที่มีผลต่อสุขภาพ : ศึกษากรณีน้ำตาลระหว่าง พ.ศ.2504-2539” โดย ชาติชาย มุกสง ได้แสดงให้เห็นการเพิ่มผลผลิตน้ำตาลที่เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ชาวยุโรปนำ “อ้อย” มาปลูกในไร่ที่มีระบบการจัดการในพื้นที่เขตร้อนชื้นของอาณานิคมต่างๆ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มจากพื้นที่ในแถบอเมริกาและละตินอเมริกา จนถึงพื้นที่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะหมู่เกาะที่เป็นประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรสำหรับชาวยุโรปแล้ว น้ำตาลยังเป็นสิ่งที่หายากและราคาสูงจนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่น้ำตาลถึงกลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ

อ่านต่อ »

ข่าวคราวเกี่ยวกับพม่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดูจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความมั่นคง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ชายอเมริกันว่ายน้ำเข้าไปในบ้านของออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน อันเป็นเหตุทำให้มีการพิจารณากักบริเวณเธอต่อไปในบ้านพัก หรือข่าวลือเรื่องแผนการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของพม่าที่สัมพันธ์กับการเดินทางของเรือสินค้าจากเกาหลีเหนือ ที่คาดว่าได้บรรทุกอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะได้ส่งผลให้หลายประเทศในโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และหลายชาติในยุโรปตะวันตกเกิดความหวาดระแวง และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่า
 

อย่างไรก็ดี มีอีกข่าวหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ที่แทบไม่เป็นที่รับรู้ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยเท่าใดนัก นั่นก็คือ รายงานข่าวจากสำนักข่าว Xinhua ของจีน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.  2009 ที่อ้างข้อมูลจาก Weekly Eleven News หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของพม่าที่กล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศในพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 15.77 พันล้านดอลลาร์ จาก 31 ประเทศใน 424 โครงการ โดยไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุดประมาณ 7.41 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 46.98 ของการลงทุนต่างชาติ 
 

สำหรับผู้เขียน ตัวเลขการลงทุนในพม่าที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องเพราะหลังจากการเปิดประเทศของพม่าในปี ค.ศ. 1988 ไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนติดต่อเป็นแนวยาวกับพม่าเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้นำพม่าชุดใหม่ และเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าหลายกิจการ ภายใต้บริบทของนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสนามการค้า” ส่งผลให้นักธุรกิจไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับผู้นำและนักธุรกิจพม่าและสานสัมพันธ์เรื่อยมา แม้ในช่วงหลังความสัมพันธ์อาจมีปัญหาไปบ้างพร้อมกับการที่ประเทศอื่นเข้าไปลงทุนในพม่ามากขึ้น แต่การลงทุนของไทยดำเนินมาตั้งแต่ช่วงแรก ดูจะทำให้ตัวเลขการลงทุนยังคงครองอันดับหนึ่ง
 

ความสนใจและแปลกใจของผู้เขียนอยู่ที่ตัวเลขการลงทุนของอังกฤษในพม่าที่สูงเป็นอันดับสอง มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.86 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 11.8 ของการลงทุนต่างชาติ ผู้เขียนฉงนเป็นอย่างยิ่งว่าอังกฤษในฐานะประเทศแรกๆ ที่ออกมาสนับสนุนนโยบายแซงแทรกทางเศรษฐกิจกับประเทศพม่า ภายหลังการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่พรรค NLD ได้คะแนนเสียงสูงสุดของคณะนายทหาร ในปี ค.ศ. 1990 และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่าเรื่อยมา แต่การมีตัวเลขการลงทุนในพม่าสูงเป็นอันดับสองดูเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ค่อนข้างยาก 
 

อ่านต่อ »

เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานประชุมวิชาการเรื่อง “ถอดมายาคติ สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ : กรณีบังคับทำหมันผู้หญิงพิการ” ซึ่งในตอนหนึ่งของการประชุม นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวถึงรายงานขององค์การอนามัยโลก ว่า “ปัจจุบันมีหญิงพิการทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้หญิงทั่วโลก หญิงพิการในประเทศกำลังพัฒนาได้ถูกเลือกปฏิบัติเป็น 3 เท่าของหญิงพิการในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย 2 ใน 3 คน จะเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและละเมิดสิทธิ ซึ่งน้อยรายที่ปกป้องสิทธิตัวเองได้ เพราะขาดความรู้ในกระบวนการยุติธรรม และผู้กระทำส่วนใหญ่ คือ คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดปัญหาการถูกบังคับทำแท้งตามมา ซึ่งบางครั้งผู้ที่แนะนำการทำแท้ง คือ เจ้าหน้าที่รัฐ” (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2552)

 

จากสภาพของโลกปัจจุบันที่หลายพื้นที่ได้ก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่และทุนนิยม ส่งผลให้การทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน กลายมาเป็นสิ่งที่สังคมหลายแห่งล้วนให้คุณค่า เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าหากคนทำงานมีประสิทธิภาพก็จะนำมาสู่ผลของงานหรือผลผลิตที่ดีและคุ้มค่ากับทุนและเวลาที่เสียไป โลกสมัยใหม่จึงเป็นโลกที่เสรีและสะดวกสบายสำหรับคนไม่พิการ แต่สำหรับคนพิการแล้ว โลกสมัยใหม่และทุนนิยมกลับยิ่งไปเพิ่มให้เกิดกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ผ่านกลไกการผลิตแบบสมัยใหม่ เทคโนโลยีและความรู้สมัยใหม่

อ่านต่อ »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.