
“อากาศล่องลอยอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่มนุษย์มักไม่รู้สึกถึงการดำรงอยู่ของมันเท่าใดนัก… เรื่องเล่าของหลายชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตากใบ กลายเป็นความทรงจำอันปลิดปลิว แม้เหมือนดำรงอย่ แต่ผู้คนนอกเหนือวังวนแห่งความรุนแรงในสี่จังหวัดภาคใต้ ไม่อาจรับรู้หรืออาจไม่ใส่ใจ กระนั้นเรื่องราวเหล่านี้กลับล่องลอยอยู่รอบๆ ตัวเรา และเราหายใจมันเข้าไป… เหมือนอากาศ”
การดำรงอยู่ของบางสิ่งในขอบเขตของสังคมหนึ่งมิได้เป็นเครื่องประกันว่าสิ่งนั้นจะเป็นที่รับรู้ของคนหมู่มากในสังคม โดยเฉพาะในสังคมสมัยใหม่หรือสังคมที่อิงอยู่กับความเป็นรัฐที่มีกระบวนการจัดการเกี่ยวกับสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมว่าสิ่งใดสมควรเป็นที่รับรู้ของคนหมู่มากภายใต้เงื่อนไขที่ความมั่นคงของรัฐจะมิได้รับผลกระทบจากการปรากฎตัวของสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการรับรู้จากสื่อกระแสหลักหรือการปิดบังความจริงของเหตุการณ์มิให้ปรากฏหรือปรากฏแต่ในบางแง่มุม
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายหลังการสลายการชุมนุมบริเวณหน้า สภ.อ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ดูเหมือนจะเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนเรื่องราวการนำเสนอความจริงของเหตุการณ์และส่วนต่อของเหตุการณ์ที่มีการปิดบังความเป็นจริงที่เกิดขึ้นรวมถึงความรู้สึกจากแง่มุมอื่นที่มิใช่จากรัฐหรือที่นำเสนอกันโดยทั่วไปในสื่อกระแสหลัก เปรียบเสมือนดั่งอีกด้านหนึ่งของผืนผ้าที่ยังไม่ปรากฏออกมาให้เห็น
ความทรงจำของผู้คนจำนวนหนึ่ง เรื่องราวของผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ หรือความรู้สึกของการสูญเสียคนที่รัก เป็นสิ่งที่มิได้รับการเปิดเผย เป็นความทรงจำที่ถูกเก็บไว้ในมุมอับของการรับรู้ในสังคม แต่ถึงอย่างไรก็ตามความทรงจำเหล่านั้นก็ยังคงดำรงอยู่ และดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ่งใดที่จะลบเลือนความทรงจำเหล่านั้นลงไปได้แม้แต่การเคลื่อนของกาลเวลา
เรื่องราวของการสูญเสียสามีอันเป็นที่รักของกะยะห์ หรือ อาบะห์ (พ่อ) ของลูกทั้งสอง ที่มิได้นำแต่เพียงความเศร้าโศกมาเยือนแกผู้เป็นที่รักเท่านั้น ชีวิตหลังการสูญเสียก็ดูเหมือนจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในวั้นนั้นด้วยเช่นเดียวกัน
“รายได้จากที่เคยเข้ามา 2 ด้าน ทางสามีกับตัวเอง ตอนนี้ก็เหลือแค่ตัวเองคนเดียว รายได้ที่ได้ก็มาจากการกรีดยาง วันหนึ่งก็ได้ประมาณ 80 บาท ส่วนอื่นๆ ก็ไม่มีเข้ามาเลยเพราะฉันทำอะไรไม่ค่อยเป็น ส่วนใหญ่สามีจะทำให้ทุกอย่าง ข้าวสารที่กินกันอยู่ทุกวันนี้ก็จะต้องหาซื้อเองไม่มีเหมือนเมื่อก่อน…”
มาลีกีผู้ที่เดินทางผ่านไปทำกิจธุระบริเวณนั้น แต่กลับถูกกระทำด้วยความรุนแรงด้วยการเหมารวมว่าเป็นผู้ชุมนุมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้ชีวิตของเขาและครอบครัวในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันกลับ และภาพของความรุนแรงก็ดูเหมือนจะคงยังคอยย้ำเตือนตัวเขาและครอบครัวอยู่ตลอดเวลา
“…เขาอยู่ชั้น 2 ของผู้ชายที่ซ้อนทับกัน 5 ชั้น ผู้ชายที่อยู่ข้างล่างเขามีเลือดอาบทั้งตัว ซึ่งกลายเป็นศพเสียแล้ว และคนที่อยู่ข้างบนก็ได้กล่าวนามของพระเจ้า แต่ไม่นานพวกเขาก็ไม่สามารถส่งเสียงอะไรได้อีก เพราะถ้าใครออกเสียงนิดหน่อย เจ้าหน้าที่ก็จะทุบหัวด้วยปลายด้ามปืน ข้างบนรถมีพลาสติกสีดำปิดมิดชิด ทำให้หายใจไม่ออกจนมาลีกีไม่รู้ว่า ใครเสียชีวิตไปแล้วบ้าง หลังจากนั้นเขาก็สลบไปเพราะแพ้เลือด เลยไม่สามารถทนเห็นและได้กลิ่นคาวเลือดที่อยู่รอบตัวเขาได้ และร่างกายของเขาก็อดอาหารมาทั้งวันเลยไม่สามารถทนสภาพอย่างนั้นได้”
สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างของความจริงในอีกแง่มุมหนึ่งที่ยังคงดำรงอยู่ แต่ปราศจากความรับรู้ของคนโดยทั่วไป จะเป็นเช่นไรหากความจริงเหล่านี้ได้ถูกเปิดสู่การรับรู้ของคนโดยทั่วไป มุมมองของพวกเขาที่มีต่อชาวมลายูมุสลิมจะมีทิศทางเช่นไร? และปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? นี่ดูเหมือนจะเป็นเพียงคำถามที่แฝงไปด้วยความหวังจากใครหลายคนที่พยายามเปิดประตูความทรงจำนี้ออกมา
หนังสือ “ตากใบในอากาศ” คือสิ่งหนึ่งที่เป็นสื่อแทนการเปิดเผยความทรงจำและการประทับความทรงจำให้หยุดนิ่ง เป็นความทรงจำของความจริงในอีกด้านหนึ่งที่แทบมิได้ถูกเปิดเผยออกสู่สายตาของสังคมไทยโดยรวม เป็นความทรงจำของความจริงที่ถูกเก็บซ่อนในการรับรู้ของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง
การถ่ายทอดเรื่องราวความทรงจำที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ได้ทำให้สังคมรับรู้ความจริงในอีกด้านจากเรื่องเล่า/เรื่องราว ของผู้ที่เข้าอบรมในโครงการอบรมเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้สูญเสียและบาดเจ็บจากกรณีความรุนแรงในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องราวที่แทบจะตรงข้ามกับความจริงที่ปรากฏอยู่ในสังคมส่วนใหญ่และเป็นสิ่งที่เราแทบไม่สามารถพบได้เลยจากการรับรู้กระแสหลัก
แต่ถึงอย่างไรก็ตามเป็นที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า การนำเสนอภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีทิศทางอื่นนอกเหนือจากที่ปรากฏทั้งจากภาครัฐและสื่อทางเลือกหรือไม่? ในเมื่อทั้งสองแนวทางแทบเสนอสิ่งเดียวกันที่แตกต่าง ภาครัฐพยายามเสนอความรุนแรงที่ตนถูกกระทำ ในทางกลับกันฝ่ายหลังพยายามนำเสนอเรื่องราวและส่วนต่อของการกระทำจากภาครัฐ เรื่องราวของความธรรดาสามัญแทบเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏ หรืออาจเป็นเพราะความธรรมดาสามัญนี้เองที่ทำให้สิ่งเหล่านั้นไม่มีคุณค่าพอในการนำเสนอ ในทางกลับกันความรุนแรงแบบธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของสังคมในเกือบทุกเสี้ยววินาทีก็เป็นสิ่งที่มิได้รับความสนใจในการนำเสนอภายใต้โครงสร้างสังคมที่ต้องการความสมานฉันท์ที่สะท้อนกรอบคิดแบบรัฐประชาชาติ
“When you walk into your memories, you are opening the door to the past; the road within has many branches and the route is different every time”Xinran




