“ศิโรตม์แยกตัวเองอย่างชัดเจนออกจากปัญญาชนที่ให้การสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 และแยกตัวออกจากปัญญาชนที่สร้างและเชื่อใน “คำ” อย่าง “ระบอบทักษิณ” และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ศิโรตม์เรียกร้องให้ปัญญาชนจำนวนหนึ่งออกมารับผิดชอบต่อการรัฐประหาร เนื่องจากศิโรตม์เห็นว่า “ปัญญาชนเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ร้องขอให้ทหารออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ…” และ “…ทำให้กษัตริย์และทหารแทรกแซงทางการเมืองได้อย่างชอบธรรม” นอกจากนั้น ปัญญาชนทั้งหมดยังให้ความชอบธรรมกับความไม่เป็นประชาธิปไตยโดยอาศัยอุดมการณ์ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสร้างขึ้น นั่นคือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่า ‘ธรรมราชา’”
(บางส่วนจาก ‘คำนิยม’ โดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา)
แม้จะมีงานที่คั่งค้างและการสอบที่ยังไม่จบสิ้น หากแต่ข้าพเจ้าก็ได้ละทิ้งภาระทั้งหลายนั้นเอาไว้เบื้องหลังพร้อมกับการหยิบผลงานรวมเล่มชิ้นใหม่ของ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการ/ปัญญาชนรุ่นใหม่ไฟแรงแซงทางโค้งของเมืองไทยขึ้นมาอ่าน“ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา” เป็นชื่องานเขียนชิ้นใหม่ของนักวิชาการผู้นี้ คำถามที่ให้ชวนสงสัยเมื่อเห็นชื่อหนังสือเล่มนี้คือ “หากแต่เมื่อประชาธิปไตยไม่ใช่ของเราแล้วประชาธิปไตยนั้นเป็นของใครกันเล่า?” คำถามดังกล่าวดูเหมือนจะมีคำตอบอยู่ในตัวบทแต่ละชิ้นที่ประกอบขึ้นมาเป็นหนังสือเล่มนี้อยู่แล้ว
ในบทความชื่อยาว “ประชาธิปไตย? ความเป็นไทย + ตุลาการภิวัฒน์ + อำมาตยาภิวัฒน์ : บทวิพากษ์ข้อเสนอเรื่อง “โครงสร้างการเมืองแบบภูมิปัญญาไทย” ของธีรยุทธ บุญมี” ผู้เขียนได้ทำการตอบโต้ขอเสนอประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยที่อยู่บนฐานภูมิปัญญาไทยของ ธีรยุทธ บุญมี โดยได้พยายามชี้ให้เห็นถึงสารัตถะที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองและประชาธิปไตยว่ามิใช่สิ่งที่ดำรงอยู่บนพื้นฐานของการกำหนดโดยชนชั้นนำ เข้าทำนองที่ว่า “อะไรที่พระเจ้าว่าไว้คนในสังคมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม” ที่ธีรยุทธถือว่าเป็นแก่นของภูมิปัญญาไทยที่จะสอดประสานกับประชาธิปไตยจนกลายเป็น “ประชาธิปไตยแบบภูมิปัญญาไทย” แต่เพียงอย่างเดียว ศิโรตม์ ได้ชี้ให้เห็นถึงกรอบการมองในลักษณะนั้นจะเป็นสิ่งที่นำประชาธิปไตยไทยไปสู่ในรูปแบบที่ละทิ้ง “แก่นสารอันเป็นสากลของประชาธิปไตย” เพราะประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมจากประชาชนมิใช่สิ่งที่กำหนดหรือถูกชี้นำจากชนชั้นนำที่ยกตัวเองว่ามีคุณธรรมกว่าคนอื่น ประชาธิปไตยในรูปแบบรัฐสภาถึงแม้จะเป็นของนำเข้าและถูกโจมตีว่าไม่เหมาะกับ “ความเป็นไทย” หรือสังคมไทยก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนผู้ที่โจมตีเหล่านั้นกลับมิได้ตั้งคำถามย้อนกลับถึงสิ่งที่ประกอบสร้างจนกลายเป็น “ความเป็นไทย” ว่าเป็นสิ่งที่นำเข้ามาด้วยหรือไม่?
นอกจากบทความที่สะท้อนภาพของการเมืองไทยในลักษณะที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ยังมีบทความในรูปแบบอื่นๆ ที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านความรุนแรง วัฒนธรรมหรือบทวิเคราะห์ภาพยนตร์ในงานเขียนที่ชื่อ “จดหมายเหตุแฟนฉัน” ผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องแฟนฉันที่เคยสร้างกระแสครึกโครมเมื่อครั้งออกฉายว่า มิได้สะท้อนมิติแค่เพียงการของการโหยหาอดีต (Nostalgia) แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังได้สะท้อนภาพของการโหยหาอดีตที่แฝงไปด้วยนัยยะทางชนชั้นและเป็นการโหยหาอดีตของชนชั้นกระฎุมพีที่ตัดขาดกับภาพของปัจจุบันและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหวนคืนไปได้อีก นอกจากนี้ศิโรตม์ยังชี้ให้เห็นภาพของ “เจี๊ยบ” กระฎุมพีในต่างจังหวัดที่ประสบความสำเร็จ โดยในทางกลับกันภาพยนตร์ก็ได้ปิดบังความเป็นไปในปัจจุบันของตัวละครจำนวนหนึ่ง ในแง่นี้พื้นที่การดำรงอยู่ของตัวละครในปัจจุบันดูเหมือนจะมีแต่เพียงความสำเร็จทางชนชั้นที่ไต่เต้าอยู่ในเมืองใหญ่เท่านั้น
ความหลากหลายของงานเขียนที่บรรจุอยู่ในหนังสือเล่มนี้ สะท้อนภาพความสนใจอันกว้างขวางและความสามารถในการเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ เข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบคิดทางทฤษฎีที่มีความแข่งแกร่ง จึงทำให้งานเขียนมิได้เกิดขึ้นมาหรืออยู่อย่างล่องลอยโดยปราศจากการทำงานทางความคิดอย่างหนัก งานเขียนของศิโรตม์ เกือบทั้งหมดดูเหมือนจะมิได้พยายามตอบคำถามต่างๆ ด้วยคำตอบที่ง่ายๆ ทำนอง คนโน่นไม่ดีเพราะไม่มีจรรยาบรรณหรือตัดสินความดีเลวของคนอย่างที่นักวิชาการจำนวนมากทำกัน คำตอบของศิโรตม์ที่สะท้อนในงานเขียนได้ไปไกลกว่าการตัดสินอย่างรวบรัด เขาได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงความซับซ้อนของโลกและสังคมที่มีปัจจัยและการปะทะกันของความคิด





ท่านปูหรือเปล่า เพค่ะ
คิดว่าน่าจะใช่มึง
หึหึหึ
แล้วนั่นใครง่า
ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ