ตอนนี้เราหลบความร้อนทั้งอากาศและการเมืองที่ กทม มาเชียงใหม่ เลยไม่ค่อยได้ Update บลอคตัวเองสักเท่าไร อันนี้เป็นเรื่องสั้นที่เราเขียนเสร็จตอนอยู่ที่นี่ ลองอ่านดูละกันนะ
คราบกาแฟของผม (เธอ)
ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ยามเช้า พลางยกกาแฟขึ้นจิบเป็นระยะ
ผมทำอย่างนี้มาเป็นเวลาสองปี ทุกวัน อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
แต่แล้วเช้าตรู่วันหนึ่ง ขณะที่ผมพินิจดูหน้าตัวเองในกระจกหลังแปรงฟัน พร้อมกับเผยอริมฝีปากให้แยกออกจากกัน
ทันใดนั้น!! ผมก็พบสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อน
ฟันของผม! ใช่แล้วฟันของผม มันดูไม่เหมือนเมื่อก่อน สีของมันเปลี่ยนไปจนผมเองก็จำสภาพเดิมของมันไม่ได้
สีของมันเหลืองดุจดั่งทองที่ยังไม่ได้ขัด แซมด้วยลายเส้นสีน้ำตาลตามแนวดิ่ง บ้างตวัดโค้งเข้ากับร่องเหงือก จนกลายเป็นรวดลายอันวิจิตรอันหาผู้ใดหรือที่ใดเสมอเหมือนได้
‘โอ้ว มันช่างงดงามเริดล้ำอะไรเช่นนี้หนอ’ ผมคิด
หลังจากการค้นพบในวันนั้นชีวิตผมก็เปลี่ยนไป รอยยิ้มของผมกว้างใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อน และเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าแต่เก่า ใช่แล้วครับ ผมต้องการนำเสนอผลงานชิ้นมาสเตอร์พีสอันเดียวในโลกที่ซ่อนอยู่ในริมฝีปากอันหนาหนักของผม
ผู้คนที่พูดคุยหรือยิ้มให้ น้อยนักที่จะไม่แสดงความตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจ หรือหายใจแรงๆ เวลาที่สายตาของพวกเขาทะลวงเข้าสู่ผลงานบนฟันของผม
‘มันช่างสวยงาม เข้ารูป และพอดีอะไรเช่นนี้’ ศิลปินชราคนหนึ่งกล่าว
‘ว๊าว ฉันไม่เคยเห็นอะไรงดงามอย่างนี้มาก่อนเลย’ หญิงสาวที่เผอิญสายตาปะทะกับซี่ฟันของผมร้องทัก
ผมภูมิใจอย่างที่สุด ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของผม ไม่เคยเลย ไม่เคยเลยจริงๆ ที่จะมีคนให้ความสนใจกับเลือนกายที่ไม่มีจุดเด่นของผม
แต่แล้ววันนี้อวัยวะที่ซ่อนหลบอยู่ภายในมันทำให้ผมกลายเป็นจุดสนใจของใครหลายคน แม้แต่กระเป๋ารถเมล์ที่พบเจอกันทุกวันที่ออกจากบ้าน
———————————————————-
จนวันหนึ่ง การมาของหญิงที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน ได้นำความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงมาสู่ชีวิตอันธรรมดาของผม
“ฉันเป็นศิลปิน กำลังคิดทำงานศิลปะแนวทดลองที่แปลกใหม่” เธอแนะนำตัวสั้นๆ ให้ผมรู้จัก
“และฉันก็เผอิญได้ข่าวจากเพื่อนที่เคยเห็นความสวยงามบนฝันสีเหลืองแซมด้วยลายเส้นสีน้ำตาลของคุณ เลยคิดว่ามันน่าจะมาประยุกต์ใช้กับงานของฉันได้”
‘ฟันของผมเนี่ยนะ’ ผมคิด
เธอขอความกรุณาให้ผมยิ้มกว้างๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อที่เธอจะได้พินิจซี่ฟันของผมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“มันเยี่ยมยอดที่สุด” เธออุทาน พร้อมกับหยิบกล้องถ่ายรูปออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง
“ขอฉันถ่ายเก็บไว้ ได้ไหมค่ะ”
“ตามสบาย” ผมตอบ [...]
ประวัติเอกสารสำหรับ เมษายน, 2007
คราบกาแฟของผม (เธอ)
Posted in Other, Uncategorized on เมษายน 27, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
ของฝากกับความยุ่งยากที่ไม่คิดถึง
Posted in Culture on เมษายน 24, 2007 | 2 Comments »
ช่วงนี้กำลังคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “ของฝาก” หรือ “การซื้อของฝาก”
เรื่องที่เราคิดว่าไม่เป็นเรื่อง บางทีมันก็สามารถเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาได้เหมือนกัน
อาจารย์ผมยาวคนที่เคยอ้างแล้วอ้างอีกนั่นแหละ เคยกล่าวกับคลาสของเราประมาณว่า
คุณคิดดูเถอะ แค่บีบยาสีฟัน ปลายหลอดหรือต้นหลอด มันยังทำให้ผัวเมีย ทะเลาะกัน เลิกกันได้เลย ความสัมพันธ์ของคนเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มันเป็นเรื่องยาก แต่เราก็บอกไม่สำคัญ การเมืองสำคัญกว่า ทำนองเดียวกับการขี้กับการเมือง คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่า? ถ้าคิดว่าการเมืองสำคัญกว่าผมว่าคุณบ้าแล้ว คุณขี้……
คำพูดของอาจารย์ผมยาวทำให้เรา พลันนึกถึงเรื่องใกล้ตัวเรามากที่สุดคือเรื่องของฝาก ที่กล่าวมาแล้วข้างบน
เราพึ่งรู้ว่าความสัมพันธ์กับคนที่เกี่ยวกับ “ของฝาก” มันซับซ้อนมากมายกว่าที่คิดมาก และทำให้เราหวนคิดกลับไปในอดีตอันน้อยนิดของเรา
เราคิดว่าของฝากมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสัมพันธ์ของคน ตัวอย่างเช่นคนมีความใกล้ชิดสูง เช่น แฟน(สมมติ) หรือ เพื่อนสนิท ย่อมน่าจะคาดหวังกับการได้รับของฝากจากเรา มากกว่าคนประเภทอื่น
เพราะความสัมพันธ์อันสนิทนี้มันเหมือนเป็นบ่วงที่เราต้องซื้อของฝากให้เขา (แต่เรายังคิดไม่ออกในประเด็นของ พ่อ แม่ และครอบครัว เพราะไม่ซื้อเขาก็ไม่โกรธ) ความสัมพันธ์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่แปรผันโดยตรงกับความคาดหวังในการได้รับ ประมาณว่าเขารักเราเขาน่าจะซื้อของมาฝากเรานะ
ส้มตำของใคร ?
Posted in Culture on เมษายน 20, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
จะมีใครบ้างนะที่ไม่เคยกินส้มตำบ้าง ดูเหมือนคนไทยน้อยคนนักที่จะไม่เคยกินส้มตำ หรือตำส้มและเมื่อคนส่วนใหญ่กินส้มตำ ก็เลยทำให้โมเมกันว่า “ส้มตำ” เป็นอาหารประจำชาติอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน หากแต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่?
เพราะส้มตำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่มันถูกกระบวนการทางสังคมบางอย่างที่ทำให้กลายเป็นของประจำชาติที่คนในชาติรู้สึกว่ามันมีมายาวนาน
หรือถ้าจะใช้ภาษายากๆ ของ Eric Hobsbawm นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษว่ามันเป็น ”Invented Tradition” อันมาพร้อมกับการก่อตัวของรัฐสมัยใหม่ที่ต้องการหาศูนย์รวมและมาตรฐานให้กับคนในชาติ ของประจำชาติต่างๆ มันเลยเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มันเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกว่ามันมีมานาน แต่ถ้าจะให้ถามว่ามีมานานเท่าไร? คนส่วนใหญ่ก็ตอบไม่ได้
ที่พูดมาทั้งหมดนี่ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพียงแค่เราจะโยงมันเข้าสู่งานสั้นๆ ชิ้นนึงที่เคยส่งให้อาจารย์ผมยาวเมื่อนานมาแล้วเท่านั้น
ส้มตำของใคร?
บริเวณสองฝั่งโขง เป็นที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย – ลาว โดยกลุ่มชาติพันธุ์นี้มีอาหาร/วิธีทำอาหารชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ตำส้ม” ซึ่งเป็นอาหารที่มีรสเปรี้ยวนำ ส่วนวิธีการทำนั้นคือนำอะไรก็ได้ที่หาได้ในท้องถิ่นมาทำการโขลกรวมกัน ขอให้มีรสเปรี้ยวนำก็เรียกตำส้มทั้งนั้น
บ่นถึง TV
Posted in Culture on เมษายน 18, 2007 | 2 Comments »
วันนี้เพื่อนคนนึ่งส่งเวบโครงการ “สัปดาห์ปิดทีวีมาให้” นี่คือรายละเอียดคร่าวๆ
ปิดทีวี ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เพื่ออะไร :
– เพื่อทบทวนบทบาทของโทรทัศน์ ว่าทำไมเราเราต้อง
ใช้มันและมันมีไว้เพื่ออะไร
– เพื่อค้นพบทางเลือกที่หลากหลายของการใช้ชีวิตที่ดี
และมีคุณค่า
อย่างไร :
– เพียงปิดสวิทช์หรือถอดปลั๊กทีวีเป็นเวลา ๗ วัน
และหาทางเลือกอันหลากหลายในการทำกิจกรรมต่างๆ
ของชีวิตแทนทีวี
ใคร :
ใครก็ได้ ทั้งเด็ก ครอบครัว บุคคล นักเรียนนักศึกษา
กลุ่มคนแก่ ฯลฯ
ที่ไหน :
ในบ้าน , โรงเรียน, ห้องสมุด, ที่ทำงาน ฯลฯ (http://www.wechange555.com)
แต่เราไม่มาโปรโมทโครงการนี้หรอกนะ อย่าเข้าใจผิด
คิดไปคิดมา เมื่อพูดถึงทีวี ความจริงเราก็ไม่ค่อยได้ดูทีวีหรือไม่ได้ดูมานานแล้วเหมือนกัน แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะอุดมการณ์อันสูงส่งอะไรหรอก
จากความพยายามในการทบทวนของเรา พบว่า ความจริงแล้วที่เราไม่ดูทีวีโดยเฉพาะเวลาที่อยู่ในห้องพักคนเดียว ก็เพราะเรามีอะไรที่สนุกทำมากกว่าดูทีวี นั่นก็คือการเล่นอินเตอร์เน็ต สิ่งนี้เองมาแทนเวลาในการดูทีวีของเราตั้งแต่ช่วง ม.สาม ถ้าจำไม่ผิด
ไม่ต้องถามเหตุผลนะว่าทำไมเราถึงเปลี่ยน ก็มันสนุกกว่าก็แค่นั้น
พอตอนหลังมาเรียนมหาวิทยาลัยต้องอยู่ห้องพักคนเดียว และเป็นที่ๆ ไม่มีอินเตอร์เน็ตด้วย ทำให้เราที่ติดนิสัยของการไม่ดูทีวีเป็นประจำ พลอยมีเวลาว่าง แต่จะให้ดูทีวีเหมือนเดิมก็ทำไม่ได้ เพราะมันไม่สนุกแล้ว [...]
เหตุไร้ผลของคนเมืองอมร
Posted in Other on เมษายน 17, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
วันนี้พอดีนึกถึงเรื่องสั้นเก่าๆ ที่เคยเขียนไว้เหมือน สอง ปีก่อนขึ้นมา เลยคิดว่าน่าจะเอามาโพสไว้ที่นี่ ทำให้หวนคิดไปอีกว่าเราไม่ได้เขียนเรื่องสั้นมานานแล้วเหมือนกัน ทั้งที่แต่ก่อนเขียนไว้เยอะมากทั้งเสร็จและไม่เสร็จ เก็บไว้คนเดียวหรือส่งให้คนอื่นดู ลองอ่านดูแล้วกันนะ
เหตุไร้ผลของคนเมืองอมร
แสงไฟสีเหลืองนวลปะทะเข้ากับวงโค้งสีทองของกรอบแว่นตา ด๊อกเตอร์อรุณ กำลังยืนมอง จ้องมอง และเหล่มอง ผลงานศิลปะแนวจัดวาง ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายเม็ดถั่วลิสง ผสมฝักมะขาม และเม็ดมะม่วง ของศิลปินผู้หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งหนึ่งในนครโตเกียว
“อาจารย์ขอยืมเงินกินเบียร์หน่อยครับ” เสียงลมปะทะเข้ากับหูด๊อกเตอร์อรุณ ผ่านโสตประสาทเข้าสู่สมองแปลงเป็นสัญญาณภาษาสร้างความตะลึง และงงงันกับการเคลื่อนของลมเมื่อสักครู่ สมองคิดตอบโต้กับที่มาของเสียงนั่นผ่านออกมาเป็นภาษาและเปล่งเป็นวาจาออกมา
“แป๊บเธอมาทำอะไรที่นี่”
แสงแห่งศตวรรษกับความมืดบอดแห่งอำนาจ
Posted in Art on เมษายน 13, 2007 | Leave a Comment »
Power tends to corrupt; absolute power corrupts absolutely
Lord Acton
สุดๆ กันไปเลยสำหรับวงการเซนเซอร์ชิป เมืองไทย
เพราะนอกจากการเซนเซอร์เวบไซด์ ด้วยเหตุของความมั่นคงตามที่อ้างแล้ว
ศีลธรรมก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกทำให้กลายเป็นเหตุด้วย
แต่ศีลธรรมที่ว่าของรัฐ และหน่วยงานของรัฐ มันคือการไม่ยอมรับความเป็นจริงของสภาพสังคมหรือเป็นเพื่อศีลธรรมจริงๆ กันแน่?
ล่าสุด หลายคนคงได้ยินเรื่องราวการเซนเซอร์ หนังของ เจ้ย – อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ฉากของหนังสี่ฉากที่กลายเป็นปัญหา
และ “ทำลายศีลธรรมอันดีของสังคมไทย”
ศีลธรรมธรรมทางวิชาการ : ว่าด้วยการไม่เขียน ความลวงของศีลธรรม และคุณธรรมที่ไม่มีจริง
Posted in Other on เมษายน 12, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
การวิจัยและงานเขียนทางวิชาการจำเป็นที่จะต้อง “ปราศจากอคติ” ไม่ยุ่งเกี่ยวหรือมีพันธะกับสภาพสังคมเลวร้ายที่เป็นอยู่จริงหรือ? และจะเช่นใดเล่าเมื่อภาวะของ “การปราศจากอคติ“ ดังกล่าวคือการตัดทอนเรื่องราวหรือข้อเท็จจริงบางส่วนทิ้งไปพร้อมกับการหยิบยื่นข้อมูลที่รับการจัดวางเพื่อความพอใจของผู้อ่าน
หาก “คุณธรรม” (Virtue) คือการกระทำที่มี “ศีลธรรม” (Moral) และศีลธรรมคือการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการของเหตุผลสากลโดยปราศจากแรงผลักดันส่วนตัวตามคำกล่าวอ้างของปราชญ์ตะวันตกจำนวนมากแล้ว เราจะอธิบายถึงการไม่พูดข้อเท็จจริงบางอย่างที่พบในการทำวิจัยอย่างไร?
เราอาจไม่พูดถึงมันเพราะมันบ่งบอกถึงความเลวร้าย ฟ่อนเฟะ และระยำของชุมชนหรือกลุ่มคนที่เราเข้าไปศึกษา กลุ่มคนที่ดูแลเลี้ยงดูเราให้ที่พักแก่เราเป็นอย่างดี – ผู้มีอิทธิพลในชุมชนที่มอบความประทับใจให้กับเรา ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับขูดรีด กดขี่ คนอีกจำนวนมาก เราประทับใจเขา เราไม่อยากทำร้ายเขา และเราอยากให้เขามีความทรงจำที่ดีกับเราในฐ่านะคนที่มาจากแดนไกล
เราอาจจจะไม่กล่าวถึงมันเพราะมันส่งผลให้เกิดการทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ในสังคมที่ดำรงอยู่ เราจะกลับมาโดยยังคงสิ่งต่างๆ ให้เหมือนเดิม ไม่แปดเปื้อน รวมถึงความเลวร้ายและเรื่องราวที่แสดงถึงความตกต่ำในการดำรงอยู่ของมนุษย์
เราอาจไม่เขียนถึงมันเพราะมันอาจส่งผลให้ผู้ถูกกระทำ รับภาระของการถูกกระทำยิ่งขึ้นไปอีก และการจากมาของเราก็จะกลายเป็นการทำลายคนกลุ่มหนึ่งจากน้ำหมึกที่สาดกระเซ็นบนแผ่นกระดาษ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความ “กลัว” หรือความกล้าหาญทาง “ศีลธรรม” กันแน่ หากการกระทำทั้งหมดคือสิ่งที่มีคุณธรรมแล้วมันก็อาจแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญทางศีลธรรมก็เป็นได้




