การวิจัยและงานเขียนทางวิชาการจำเป็นที่จะต้อง “ปราศจากอคติ” ไม่ยุ่งเกี่ยวหรือมีพันธะกับสภาพสังคมเลวร้ายที่เป็นอยู่จริงหรือ? และจะเช่นใดเล่าเมื่อภาวะของ “การปราศจากอคติ“ ดังกล่าวคือการตัดทอนเรื่องราวหรือข้อเท็จจริงบางส่วนทิ้งไปพร้อมกับการหยิบยื่นข้อมูลที่รับการจัดวางเพื่อความพอใจของผู้อ่าน
หาก “คุณธรรม” (Virtue) คือการกระทำที่มี “ศีลธรรม” (Moral) และศีลธรรมคือการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการของเหตุผลสากลโดยปราศจากแรงผลักดันส่วนตัวตามคำกล่าวอ้างของปราชญ์ตะวันตกจำนวนมากแล้ว เราจะอธิบายถึงการไม่พูดข้อเท็จจริงบางอย่างที่พบในการทำวิจัยอย่างไร?
เราอาจไม่พูดถึงมันเพราะมันบ่งบอกถึงความเลวร้าย ฟ่อนเฟะ และระยำของชุมชนหรือกลุ่มคนที่เราเข้าไปศึกษา กลุ่มคนที่ดูแลเลี้ยงดูเราให้ที่พักแก่เราเป็นอย่างดี – ผู้มีอิทธิพลในชุมชนที่มอบความประทับใจให้กับเรา ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับขูดรีด กดขี่ คนอีกจำนวนมาก เราประทับใจเขา เราไม่อยากทำร้ายเขา และเราอยากให้เขามีความทรงจำที่ดีกับเราในฐ่านะคนที่มาจากแดนไกล
เราอาจจจะไม่กล่าวถึงมันเพราะมันส่งผลให้เกิดการทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ในสังคมที่ดำรงอยู่ เราจะกลับมาโดยยังคงสิ่งต่างๆ ให้เหมือนเดิม ไม่แปดเปื้อน รวมถึงความเลวร้ายและเรื่องราวที่แสดงถึงความตกต่ำในการดำรงอยู่ของมนุษย์
เราอาจไม่เขียนถึงมันเพราะมันอาจส่งผลให้ผู้ถูกกระทำ รับภาระของการถูกกระทำยิ่งขึ้นไปอีก และการจากมาของเราก็จะกลายเป็นการทำลายคนกลุ่มหนึ่งจากน้ำหมึกที่สาดกระเซ็นบนแผ่นกระดาษ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความ “กลัว” หรือความกล้าหาญทาง “ศีลธรรม” กันแน่ หากการกระทำทั้งหมดคือสิ่งที่มีคุณธรรมแล้วมันก็อาจแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญทางศีลธรรมก็เป็นได้
แต่การกระทำที่เราคิดว่ามี “ศีลธรรมทางวิชาการ” ไม่สร้างความแตกร้าวในสังคมที่เข้าไปคลุกคลี กินนอนอยู่หลายวันเราตัดสินด้วยเหตุผลหรือความคิดที่ปราศจากอคติหรือพันธะต่อบางสิ่งบางอย่างจริงหรือ?
ใครบ้างเล่าที่จะอ่านงานเขียนเชิงวิชาการเกี่ยวกับชุมชนภายหลังจากการส่งตัวบทกลับไปสู่ชุมชนที่จากมา เป็นเพียงกลุ่มคนเล็กที่อ่านออกเขียนได้มิใช่หรือ? กลุ่มคนที่มีอิทธิพลและอยู่ส่วนบนของโครงสร้างอำนาจ? กลุ่มคนที่ดูแลเลี้ยงดูเราอย่างดีเมื่อเรามาเยือน?
และด้วยเหตุของ “ความเอื้ออาทร” ที่มีให้แก่กันย่อมส่งผลอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ต่อการตัดสินใจที่จะกระทำบางสิ่ง เขียนบางอย่างในแนวทางที่เราคิดว่ามีศีลธรรมทางวิชาการ
“ความเอื้ออาทร” นี้เองที่ทำให้การตัดสินใจของเรามิอาจเกิดขึ้นได้อย่างตรงไปตรงมา หรือกระทำบนพื้นฐานของเหตุผลทางศีลธรรมสากล
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังถูกทารุณกรรมทั้งกายและใจอย่างบอบช้ำ ชายหนุ่มกำลังถูกบดขยี่ เหยียบย้ำ ซ้ำเติมความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีในการมีชีวิตอยู่ของสรรพสิ่ง แต่เรากลับมองดูสิ่งเหล่านั้นด้วยภาวะที่พร่ำบอกกันว่าคือ “สายตาที่เป็นกลาง” “ความเป็นภววิสัย” “ความปราศจากอคติ” ฯลฯ
แน่นอน… เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสงสาร” “ความเห็นใจ” ต่อการกดขี่ คืออคติอย่างหนึ่งและเป็นปัจจัยในการเขียนงานให้เกิดความโน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ในทางกลับกันการเขียนงานในรูปแบบที่ “เป็นกลาง” ไม่โน้มเอียง ไม่สงสาร ไม่มีความรู้สึก โดยการตัดทิ้ง ลดทอน แปรความหมาย หรือไม่เขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเราจะเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า “’งานที่ปราศจากอคติ” และความมีศีลธรรมทางวิชาการได้อย่างสนิทใจหรือ ? การมีศีลธรรมโดยปราศจากความรับผิดชอบเห็นใจผู้อื่น (Responsibility to others) จะสามารถเป็นศีลธรรมที่มีความสมบูรณ์ในตัวมันเองหรือไม่? งานเขียนทางวิชาการที่ดีจึงกลายเป็นเรื่องของความไม่เห็นใจหรือไม่เปิดโปงเรื่องราวที่ผู้อื่นถูกกระทำ ย่ำยี อย่างนับครั้งไม่ถ้วน – หญิงสาวผู้ถูกเหยียบย้ำจากผู้อื่นที่สูงกว่าในมุมมองของการลดทอนความเป็นมนุษย์ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เรา ความเป็นมา สภาพทางบ้าน การเมือง เศรษฐกิจ การทำมาหากิน ฯลฯ แต่เราก็จากหญิงสาวผู้นั้นมา พร้อมทั้งทำให้เขากลายเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีความรุนแรง ไม่มีการย่ำยีต่อหญิงสาว
ถึงแม้การเขียนข้อเท็จจริงบางประการ อาจจะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในโครงสร้างของชุมชนที่เข้าไปศึกษาหรือการกระทำที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในเวลาต่อมา แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นการคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า ทำนองเดียวกันกับถ้าไม่มีการปฏิวัติในวันที่ 19 กันยายน 2549 จะเกิดความวุ่นวายหรือการนองเลือด
แต่ถ้าหากสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง ผู้ที่ถูกกดขี่ถูกกดขี่ซ้ำลงไปอีก ผู้ที่เขียนก็ดูเหมือนจะไม่สามารถปลดเปลื้องตัวเองออกจากความรับผิดชอบเหล่านั้น แต่การเขียนเรื่องของข้อเท็จจริงก็เป็นสิ่งที่มิได้แสดงความมีศีลธรรมอันสูงส่งแต่อย่างใด หากเป็นการพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับความหลากหลายของข้อมูล และผลของความหลากหลายที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มคนเหล่านั้น
ในทางกลับกันการไม่เขียนข้อเท็จจริงบางประการแล้วเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นคือ “การมีศีลธรรมทางวิชาการ” ก็กลับแสดงให้เห็นถึงความหลอกลวง และการไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น “ศีลธรรมทางวิชาการ” ที่พร่ำบอกดูเหมือนจะมิใช่สิ่งใดอื่นนอกจากสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสูงส่งในตัวของงานวิชาการ
งานเขียนที่ ”ปิดบังความเป็นจริง” ในนามของ “การปราศจากอคติ”
งานเขียนที่ ”ซ่อนเร้นของบางสิ่ง” ในนามของ “ความเป็นกลาง”
งานเขียนที่ “หลอกตัวเอง” ในนามของ “ความสมานฉันท์ของชุมชน” “การรักษาโครงสร้างเดิม” และ ”ความจริงแท้ของสภาวะ”
บางทีความมีศีลธรรมในงานวิชาการอาจเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการหลอกตัวเองว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีศีลธรรมบนข้ออ้างนานาประการ – ผลที่ตามมาอาจทำให้เกิดการกดขี่ ข่มเหงคนที่เราเขียนถึงมากขึ้น อาจทำให้พวกเขาลำบากขึ้น
แต่การไม่กล่าวอ้างถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงลมปากที่บอกเล่าของผู้คนที่ผ่านมาแล้วการหายไปในอากาศ ลมปากที่ไม่ได้ถูกบันทึกเพื่อความดีงามและปราศจากอคติของวงวิชาการอันหลอกลวงถึงความมีศีลธรรมอันสูงส่งของตนจากความเป็นกลางของงานและการไม่ทำให้สังคมแปดเปื้อน
บางทีเราอาจจะต้องยอมรับในการดำรงอยู่ของสภาวะ “ทางสองแพร่งทางศีลธรรม” (Moral Dilemma) ที่ไม่ว่าเราจะเลือกเดินทางไหนเพื่อความมีศีลธรรมก็ต้องพบกับอันตรายและจุดจบแทบทั้งสิ้น
แต่อันตรายที่ดำรงอยู่อย่างชัดแจ้งในปัจจุบันย่อมดีกว่าอันตรายในอนาคตที่คาดเดาอย่างล่องลอยมิใช่ดอกหรือ?





อ๊ะ จะเอามาโพสก็ไม่บอก