วันนี้เพื่อนคนนึ่งส่งเวบโครงการ “สัปดาห์ปิดทีวีมาให้” นี่คือรายละเอียดคร่าวๆ
ปิดทีวี ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เพื่ออะไร :
– เพื่อทบทวนบทบาทของโทรทัศน์ ว่าทำไมเราเราต้อง
ใช้มันและมันมีไว้เพื่ออะไร
– เพื่อค้นพบทางเลือกที่หลากหลายของการใช้ชีวิตที่ดี
และมีคุณค่า
อย่างไร :
– เพียงปิดสวิทช์หรือถอดปลั๊กทีวีเป็นเวลา ๗ วัน
และหาทางเลือกอันหลากหลายในการทำกิจกรรมต่างๆ
ของชีวิตแทนทีวี
ใคร :
ใครก็ได้ ทั้งเด็ก ครอบครัว บุคคล นักเรียนนักศึกษา
กลุ่มคนแก่ ฯลฯ
ที่ไหน :
ในบ้าน , โรงเรียน, ห้องสมุด, ที่ทำงาน ฯลฯ (http://www.wechange555.com)
แต่เราไม่มาโปรโมทโครงการนี้หรอกนะ อย่าเข้าใจผิด
คิดไปคิดมา เมื่อพูดถึงทีวี ความจริงเราก็ไม่ค่อยได้ดูทีวีหรือไม่ได้ดูมานานแล้วเหมือนกัน แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะอุดมการณ์อันสูงส่งอะไรหรอก
จากความพยายามในการทบทวนของเรา พบว่า ความจริงแล้วที่เราไม่ดูทีวีโดยเฉพาะเวลาที่อยู่ในห้องพักคนเดียว ก็เพราะเรามีอะไรที่สนุกทำมากกว่าดูทีวี นั่นก็คือการเล่นอินเตอร์เน็ต สิ่งนี้เองมาแทนเวลาในการดูทีวีของเราตั้งแต่ช่วง ม.สาม ถ้าจำไม่ผิด
ไม่ต้องถามเหตุผลนะว่าทำไมเราถึงเปลี่ยน ก็มันสนุกกว่าก็แค่นั้น
พอตอนหลังมาเรียนมหาวิทยาลัยต้องอยู่ห้องพักคนเดียว และเป็นที่ๆ ไม่มีอินเตอร์เน็ตด้วย ทำให้เราที่ติดนิสัยของการไม่ดูทีวีเป็นประจำ พลอยมีเวลาว่าง แต่จะให้ดูทีวีเหมือนเดิมก็ทำไม่ได้ เพราะมันไม่สนุกแล้ว – เราอาจเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ ด้วยมั๊ง- ก็เลยหาอย่างอื่นทำ ไม่ว่าจะเป็น อ่านหนังสือ ฟังเพลง เขียนหนังสือ หรือแม้แต่การนอน
ตอนนี้ย้ายห้องพักแล้วเป็นที่ๆ มีอินเตอร์เน็ตด้วย แล้วก็มีทีวีที่เรายกมาจากห้องเก่า แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เปิดอยู่ดี อย่าว่าแต่เปิดเลย เสียบปลั๊กก็ยังไม่เคยเสียบ
ทีวีได้ห่างหายไปจากชีวิตประจำวันของเราเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว
แต่เราก็ไม่ได้ขัดขวางการดูทีวีนะ และเราก็ยังดูมันบ้างเป็นบางครั้งที่โอกาสอำนวย โดยเฉพาะเวลากลับมาบ้านต่างจังหวัดที่เราใช้เวลาดูทีวีมากกว่าตอนอยู่คนเดียว – ทำไงได้ก็คนอื่นในบ้านเขาดูกันนิ จะหลบไปกินข้าวคนเดียวก็อย่างไงอยู่-
เรารับการดูทีวีได้นะ โดยเฉพาะพวกหนัง ละคร หรือข่าว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่ารับไม่ได้สุดๆ ก็คือ รายการประเภทเล่าข่าว โดยเฉพาะในตอนเช้าของทีวีช่องหนึ่ง
มันเป็นสิ่งที่ทำลายความสงบในตอนเช้า ด้วยน้ำเสียงที่ไม่สามารถรับได้ และบางทีก็ยังมีมุขตลกที่เราไม่ขำด้วยสักเท่าไรเลย นอกจากทำลายความสงบแล้ว เราไม่ชอบการนำเสนอของเขาด้วย ที่เอาหนังสือพิมพ์มานั่งอ่านให้ฟัง เหมือนคนฟังอ่านหนังสือไม่ออก ถึงแม้บางคนจะบอกว่าเป็นการสรุปข่าวก็ตามเถอะ
แต่เราขอยืนยันจากผลการทดลองในการอ่านหนังสือพิมพ์ว่า “เราสามารถอ่าน และรู้ข่าวได้เท่ากับรายการเล่าข่าว ในเวลาที่น้อยกว่ากันมากๆ”
รายการเล่าข่าวกลายเป็นกิจวัตรของบ้านหลายบ้านในสังคมไทย บางทีเปิดทิ้งไว้โดยไม่มีคนดู บางทีตื่นขึ้นมาก็ต้องเปิด เราไม่เข้าใจจริงๆ เลย
อาจารย์ผมยาวของเราท่านหนึ่ง เคยพูดประมาณว่า
รายการพวกนี้เป็นสิ่งที่ทำลายวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทยที่ไม่ค่อยมีอยู่แล้วให้ไม่มีเข้าไปใหญ่ เขาไม่โทษคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ที่ดูรายการประเภทนี้และเห็นว่าเป็นประโยชน์เสียอีก แต่เขาโทษคนที่อ่านออกเขียนได้ หรือคนที่เดิมอ่านหนังสือพิมพ์ทุกเช้า แต่ก็บอกเลิกการรับหนังสือพิมพ์มารับการเล่าข่าวเช้าแทน
อาจารย์ผมยาวท่านนี้กล่าวเสริมอีกว่า
รายการประเภทนี้นอกจากจะทำให้วัฒนธรรมการอ่านหดหายแล้ว มันยังส่งผลให้คนคิดตึกตรองกับเรื่องราว หรือเหตุการณ์น้อยลงไปอีก ลองเทียบดูแล้วกันระหว่างเวลาคุณอ่านหนังสือกับฟังคนอื่นเล่า อย่างไหนที่ทำให้คุณคิดคำนึงกับมันมากกว่ากัน
บางทีเราอาจมีอคติกับรายการเล่าข่าวก็ได้ แต่อย่างไงเราก็ทำใจให้เป็นกลางชอบมันไม่ได้
และบางทีการตัดสินใจของมนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับเสมอไปหรอก ว่าไหม?





มาเจอพวกเดียวกันแฮะ
ไม่ดูทีวีเหมือนกัน ตั้งแต่มาญี่ปุ่นเนี่ยแหละ ทนดูรายกายวาไรตี้ตลกไม่ได้ แถมรายการของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ รสนิยมของฝ่ายศิลป์ไม่ถูกใจเราสักอัน (ป๊อปเว่อร์ซะเยอะ) …นานๆ จะดูพวกรายการสารคดี … ถ้าอันนี้ยอมรับว่าประเทศนี้ทำสารคดีได้เนื้อหา แล้วก็ส่งสารเข้าใจง่ายดี
ซื้อทีวีจอเบ้อเริ่ม เอามาดูหนัง ดูละครที่เช่ามา กะแต่งรูปถ่ายโดยเฉพาะ เคยอยู่หอที่ไม่มีทั้งเน็ตและทีวี ก็พบว่า เอาเวลาชีวิตไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ … ทำเอาโรคติดเน็ตที่เป็นมาแต่ตอนมอต้นหายไปเยอะเลย ฟังเพลงเยอะขึ้นแทน (เรื่องอ่านหนังสือก็อ่านเยอะเป็นปกติ) เดี๋ยวนี้กลายเป็นโรคได้ยินเสียงทีวีแล้วปวดหัวไปซะ
แต่นานๆ กลับไปดูทีวีที่เมืองไทยที ก็เอาแต่ดูโฆษณา สนุกดีอ่ะ โฆษณาไทยครีเอทกว่าของญี่ปุ่นเยอะ (ของญี่ปุ่นมีแค่สิบห้าวิอ่ะ)
รายการเล่าข่าวตอนเช้านี่มาบูมตอนเราไม่อยู่ไทยแล้ว แต่พอกลับไป ตอนเช้าต้องตื่นมาด้วยเสียงโหวกเหวกของรายการพวกนี้แล้วรู้สึกเครียดอย่างยิ่ง ยิ่งพวกให้ส่งเอสเอ็มเอสนี่อย่างงง … มันให้ส่งเพื่อ… แล้วคำถามแต่ละคำถาม ไม่ได้สร้างสรรค์ หรือสำรวจความคิดประชาชนได้เท่าไหร่เล้ยยย
ตอนมอต้นเคยชอบรายการสี่แยกข่าวไอทีวี เคยดูจนไปโรงเรียนสายก็บ่อย เค้ามีเอาหนังสือพิมพ์มาเล่าข่าวบ้าง แต่เป็นการเสนอในแง่ที่ว่า ฉบับไหนว่ายังไงบ้าง แล้วก็วิเคราะห์ข้อมูลในหลากหลายรูปแบบที่มากกว่าที่เราจะได้จากการอ่านหนังสือพิมพ์ แต่รายการเล่าข่าวทุกวันนี้ มันเหมือนวาไรตี้เบาสมองยังไงพิกล…เฮ้อ
ปล. ทำไมเรามาเขียนอะไรยาวยืดในบลอกชาวบ้านเค้าอย่างงี้เนี่ย … โทษนะคับ มือมันพาไป
ไม่ค่อยได้ดูทีวีเหมือนกันอ่ะค่ะ เบื่อ ๆ
ละครก้อไม่ค่อยอยากดู กลัวติด ขี้เกียจคอยตามดู
เวลาหมดไปกะหน้าคอมนี่แหละ อย่าได้เปิดเอ็มขึ้นมาเชียว
ไม่ต้องทำอะไรกันเลยทีเดียว