และแล้วความรุนแรงแห่งดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ก็กลับมาอีกครั้ง
เป็นการกลับมาในช่วงเวลาที่ไม่ถึงหนึ่งปี
ความรุนแรงจะดำรงอยู่ต่อไปอย่างนั้นหรือ?
ใช่ ความรุนแรงอาจเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ เช่นเดียวกับสงคราม
หากแต่สิ่งเหล่านั้น มันนำมาซึ่งความสูญเสียกับคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง
มันคุ้มแล้วหรือ?
บทความสั้นๆ ชิ้นนี้ เราเขียนเพื่อลงจุลสารฉบับเล็กๆ ของนักศึกษาที่กำลังจะตีพิมพ์ ในวาระครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ อิสราเอล – เลบานอน
แต่แล้ววันครบรอบยังไม่มาถึง ความรุนแรงระลอกใหม่ก็มาเยือน
ความเป็นจริงของประวัติศาสตร์
“ประวัติศาสตร์ชาติ” ในการรับรู้ส่วนใหญ่ของผู้คน คือเรื่องราวของความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร หรือวีรบุรุษของชาติ รวมถึงความขัดแย้งของชาติต่างๆ ในทางเดียวกับงานเขียนประวัติศาสตร์ของชาติหนึ่งจากมุมมองของคนนอกก็ดูเหมือนจะไม่สามารถหลีกหนีเรื่องราวเหล่านั้นไปได้พ้น ประวัติศาสตร์จึงกลายร่างเป็นมหากาพย์ของชนชั้นนำ มากกว่าเรื่องเล่าของคนข้างล่าง และความจริงที่สยายปีกอยู่นั้นก็เป็นเพียงปีกของความจริงที่ปิดบังแสงสว่างต่อเรื่องราวบนพื้นพิภพ
ความเป็นไปของประวัติศาสตร์ดังกล่าวดูเหมือนจะไม่สามารถหลีกหนีไปได้พ้นจากสภาพที่กล่าวไป ไม่ว่าจะเป็นชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่หรือชาติที่เล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นบนแผนโลกที่ก็ตาม
ประวัติศาสตร์เลบานอน อิสราเอล และบริเวณตะวันออกกลางก็ดูเหมือนจะไม่สามารถหนีพ้นชะตากรรมดังกล่าวเช่นกัน งานเขียนประวัติศาสตร์เหล่านั้นพยายามจะพร่ำบอกความต่อเนื่องของรายนามกษัตริย์หรือผู้นำทางการเมือง ความขัดแย้งของชนชาติต่างๆ ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันจนดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นใหม่ นอกจากนามของคู่กรณีหรือผู้กระทำการที่เปลี่ยนไป
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลอิสราเอลกับเลบานอนหรือจะกล่าวให้ถูกก็คือกลุ่ม Hezbollah เมื่อกลางปี 2549 ดูเหมือนจะทำให้เกิดงานเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความขัดแย้งขึ้นจำนวนหนึ่ง เป็นงานเขียนที่มีแกนหลักอยู่ที่ความขัดแย้งโดยพุ่งเป้าไปที่เรื่องของศาสนาและดินแดนที่อยู่ในกรณีพิพาท ดังเราจะพบตัวอย่างได้ง่ายดายเมื่อเข้าไปในสาราณุกรมออนไลน์ที่ใหญ่และมีผู้ใช้มากที่สุดในโลกนามว่า Wikipedia
เลบานอนมีปัญหามายาวนานในเรื่องของการควบคุมกองกำลังติดอาวุธอิสระบริเวณชายแดน อันเป็นเหตุผลให้อิสราเอลอ้างในการทำการโจมตีบริเวณดังกล่าวหลายครั้ง กองกำลังปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ได้ทำการข้ามเส้นเขตแดนจากตอนใต้ของเลบานอนเพื่อเข้าสู่อิสราเอลนับเนื่องตั้งแต่ปี 1968 และพื้นที่ดังกล่าวนี้ได้เป็นฐานที่มั่นหลักของกองกำลัง PLO หลังจากที่ถูกกดดันจากรัฐบาลจอแดนให้ออกจากประเทศในปี 1971
… ในปี 1978 อิสราเอลได้บุกเข้าไปในเขตแดนของเลบานอนด้วยข้ออ้างที่ต้องการทำลายต้นตอของปัญหาการโจมตีจากกองกำลังชาวปาเลสไตน์ และอิสราเอลก็ทำการดังกล่าวโดยพลการอีกครั้งเมื่อปี 1982 เพื่อขับไล่กลุ่ม PLO ให้ออกจากพื้นที่ดังกล่าว
…ในปี 1985 กองกำลังเลบานอนนับถือศาสนาอิสลามนิกายซีอะห์ที่เรียกตัวเองว่า Hezbollah ได้ประกาศติดอาวุธเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลอิสราเอล
ถึงแม้ข้อความดังกล่าวจะเป็นความจริงหรือข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่บนห้วงเวลาที่มนุษย์สร้างขึ้น หากแต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวดูเหมือนจะบดบังกระแสธารอันเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนของชีวิตมนุษย์ และสรรพสิ่งอื่นๆ เรื่องราวที่กล่าวอ้างว่าเป็นข้อเท็จจริงจึงมิใช่อะไรอื่น นอกจากลำดับเวลาของเหตุการณ์ที่มีความรุนแรง สงครามและเหตุการณ์สำคัญเป็นแกนหลัก
หากแต่เมื่อเราพูดถึงความสำคัญของเรื่องราวที่ถูกยกขึ้นเป็นข้อเท็จจริงเหนือเรื่องราวอื่นๆ ก็ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า “ความสำคัญ” ที่ว่านั้นคืออะไร และอะไรคือ “ความไม่สำคัญ” ของเรื่องราวที่มิได้ถูกบันทึกและผลิตซ้ำต่อไปในอนาคต
เด็กตัวเล็กที่กำลังหลับไหลในยามรัตติกาลโดยหารู้ไม่ว่าฝูงดาวตกหายนะห่าใหญ่โดยฝีมือมนุษย์กำลังจะมาพรากชีวิตพวกเขาและคนที่เขารักจนกลายเป็นโศกนาถกรรมในรุ่งสางวันใหม่ ความตายที่มาเยือนผู้คนธรรมดาเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญหรือไม่สำคัญกันแน่ และหากเมื่อมันถูกยกขึ้นไปจนกลายเป็นข้อเท็จจริงบางอย่างเราจะแน่ใจได้เช่นไรว่า ความซับซ้อน ปลีกย่อยของเหตุการณ์จะถูกตัดทอนเหลือเพียงหยดน้ำหมึกเล็ก บนผืนกระดาษขนาดใหญ่ ความเป็นชีวิต อารมณ์ ความรับรู้ของผู้คนจะหายไปเพียงไรเมื่อมันถูกทำให้กลายเป็นเพียงหยดหมึกที่รอการตัดทอนเพื่อสูญสลายต่อไป
ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ถึงแม้จะไม่เกิดปัญหาในช่วงเวลาที่มันถูกเขียนขึ้น หากแต่เวลายาวนานต่อไปภายภาคหน้าข้อเท็จจริงดังกล่าวที่มีความบิดเบี้ยวด้วยมุมมองเพียงกึ่งเดียว ก็สามารถทำให้ความรับรู้ของคนในชาติต่างๆ มืดบอดหรือพร่ามัวลงไป จนกลายเป็นความคับแคบที่ไม่ยอมรับฟังเสียงอันหลากหลายของผู้คนในการตีความหรือนำเสนอเรื่องราวของอดีตที่มีความขมขื่น พ่ายแพ้ และเต็มไปด้วยน้ำตา ความใจแคบเหล่านี้ได้สะท้อนออกมาในเหตุการณ์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการพยายามขู่ฆ่า Iris Chang นักเขียนที่พยายามเปิดโปงเรื่องราวการสังหารโหดที่นานกิงของกองทัพญี่ปุ่นรวมถึงนักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งที่กำลังค้นคว้าเรื่องดังกล่าว การลี้ภัยของ Orhan Pamuk นักเขียนชาวตุรกีที่พยายามเสนอเรื่องราวในประวัติศาสตร์ในอีกมุมมองหนึ่ง หรือแม้กระทั่งการเผาห้องทำงานในมหาวิทยาลัยของ Edward Said ที่พยายามเสนอมุมมองต่อตะวันออกกลางด้วยใจเป็นกลาง
สิ่งเหล่านี้คือผลที่ตามมาของประวัติศาสตร์ที่บิดเบี้ยวอันมีเพียงการดำรงอยู่ของความรุนแรงที่ปราศจากชีวิต อารมณ์ และเสียงเรียกของความรู้สึกอันมาจากก้นบึ่งของผู้ร่วมเหตุการณ์อันไม่สำคัญ





สวัสดีค่ะคุณน้องคณะ
ไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมการแบ่งแยกชนชาติ การยึดถือความเป็น พวกเรา พวกเขา มันจำเป็นถึงขนาดที่ทำให้คนเราต้องเข่นฆ่าคนด้วยกันเอง
จริงอยู่ที่ เนชั่นแนลิสม์ ทำให้กลุ่มก้อนสังคมนั้นมีแนวทางพัฒนาที่ชัดเจนขึ้น แต่ในโลกที่มันแคบลงทุกวันๆ นี้ การแบ่งแยกเขา แยกเรา อาจเป็นแค่การถีบผู้อ่อนแอให้ตกไปจากทางปีนสู่ยอดแห่งความยิ่งใหญ่ ที่มีที่ให้ยืนเพียงน้อยนิด
มันน่าตลกเนอะ ที่เมืองที่เป็นแหล่งกำเนิดศรัทธาของสามศาสนาใหญ่ของโลก กลายเป็นบ่อเกิดความขัดแย้ง และจุดเริ่มต้นของการเข่นฆ่า
เมื่อวันวาน เราอาจรบรากันด้วยรากเหง้าแห่งศรัทธา แต่วันนี้ อาจมีเพียงแค่คำว่า “ผลประโยชน์”ของคนส่วนน้อย ที่กำลังบั่นทอนศรัทธาของคนอ่อนแอส่วนใหญ่ก็เป็นได้