http://www.ko-htike.blogspot.com/
สเตฟานี่ โฮล์มส์ สำนักข่าวบีบีซี 26 กันยายน 2007 บล็อกเกอร์ในพม่าใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อฝ่าการเซ็นเซอร์และบอกโลกว่า เกิดอะไรขึ้นภายใต้การปิดกั้นของรัฐทหาร
ภาพของพระจีวรสีส้มเดินนำฝูงชนไปบนถนนในเมืองย่างกุ้งถูกเผยแพร่ออกจากประเทศซึ่งได้ชื่อว่า ปกครองด้วยระบอบเผด็จการและเข้มงวดในการควบคุมข้อมูลข่าวสาร
แม้ภาพถ่ายบางภาพจะมัวและภาพจากวิดีโอจะสั่น เพราะถูกถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง ทว่าแต่ละภาพกลับเป็นการถ่ายทอดพลังของผู้เห็นต่างทางการเมือง
“น่าอัศจรรย์ที่ชาวพม่าสามารถเข้าถึงเครือข่ายใต้ดินเพื่อรับส่งข้อมูลจากในและนอกประเทศ” วินเซนต์ บรัสเซลส์ ผู้อำนวยการผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนสาขาเอเชีย บอก
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้ แต่ตอนนี้พวกเขาใช้อินเทอร์เน็ต เว็บไซต์พร็อกซี่ กูเกิ้ล และยูทิวบ์
จากในประเทศ
หนึ่งในความต่างระหว่างการประท้วงครั้งล่าสุดกับการลุกฮือในเหตุการณ์ 1988 ซึ่งถูกปราบอย่างเหี้ยมโหด คือ การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณบรรดาบล็อกเกอร์ เวลานี้โลกภายนอกได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนถนนในย่างกุ้ง มันฑะเลย์ และปากอกกู รวมทั้งกระหายข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น
โก ไถ่ (Ko Htike) บล็อกเกอร์ชาวพม่า ซึ่งอยู่ที่ลอนดอน ได้เปลี่ยนบล็อกให้กลายเป็นสำนักข่าวเสมือนจริง และมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่า
เขาเผยแพร่ภาพถ่าย วิดีโอและข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากเครือข่ายใต้ดินในพม่า
“ผมมีเครือข่าย 10 คนในพม่า พวกเขาอยู่กันคนละที่ และส่งวัตถุดิบเหล่านี้มาจากอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ผ่านฟรีโฮสติ้ง หรือบางครั้งทางอีเมล” เขาบอกกับเว็บไซต์ข่าวบีบีซี
“พวกเขาอยู่ท่ามกลางชาวพุทธ โดยเดินร่วมไปกับขบวนและทันทีที่พวกเขาถ่ายรูปได้หรือได้ข่าว เขาก็จะไปที่อินเทอร์เน็ตคาเฟ่และส่งข้อมูลมาให้ผม” เขากล่าว
โก ไถ่ (Ko Htike) เป็นหนึ่งในนักกิจกรรมพม่าออนไลน์ ซึ่งส่วนมากไม่ได้อยู่ในพม่า
ประวัติเอกสารสำหรับ กันยายน, 2007
บทความ : นักต่อต้านชาวพม่าในโลกไซเบอร์ทะลุทะลวงการเซ็นเซอร์
Posted in NEWS on กันยายน 28, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
Power corrupts; absolute power corrupts absolutely.
Posted in NEWS on กันยายน 27, 2007 | Leave a Comment »
Power corrupts; absolute power corrupts absolutely.
รัฐบาลทหารพม่าโหดร้าย รัฐบาลทหารไทยก็ไร้ยางอาย
Posted in NEWS on กันยายน 27, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
รัฐบาลทหารพม่าโหดร้าย รัฐบาลทหารไทยก็ไร้ยางอาย
All that is necessary for the triumph of evil is that good men do nothing. – Edmund Burke
เพื่อนส่งลิ้งก์ข่าวนี้มาให้อ่าน อ่านแล้วก็ทนไม่ได้ ขอระบายความในใจไว้ตรงนี้ เพราะตอนนี้รู้สึกแย่มากๆ ที่รัฐบาลทหารพม่ากำลังทำร้ายพระและประชาชนของประเทศตัวเองอย่างเหี้ยมโหด แต่รัฐบาลไทยกลับวางเฉย แถม ประธาน คมช. ก็ยังให้ข่าวที่ “ส่อสันดานเผด็จการ” แบบน่าเกลียดมากๆ
มิคสัญญีที่กำลังเกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่เป็น “กิจการภายใน” ของพม่า แต่เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสันติของพระและประชาชน ที่วิญญูชนทุกคนทั่วโลกที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยควรร่วมกันสนับสนุน และรัฐบาลทั่วโลกในประเทศที่อ้างว่าตัวเองเป็น “ประชาธิปไตย” ก็ควรเลิก “ปากว่าตาขยิบ” ได้แล้ว โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น ไทย และสิงคโปร์ ที่ “หากิน” อย่างไร้ยางอายและไร้มนุษยธรรมกับทรัพยากรธรรมชาติของพม่าในทางที่ทำให้รัฐบาลทหารร่ำรวยอยู่กลุ่มเดียว แต่ประชาชนตาดำๆ ถูกทหารกดขี่ข่มเหงตลอดมา
ความเห็นของผู้เขียนที่มีต่อข่าว แสดงเป็นฟอนต์สีฟ้าในข้อความข้างล่างนี้ ตอนนี้กำลังแปลข่าวนี้เป็นภาษาอังกฤษอยู่ เมื่อแปลเสร็จแล้วจะโพสลงบล็อกนี้ด้วย
……
“บิ๊กบัง” เชื่อเหตุวุ่นวายรัฐบาลทหารพม่า ไม่บานปลาย
โดย ผู้จัดการออนไลน์ [...]
Shame on the Burmese junta, shame on the Thai government
Posted in NEWS on กันยายน 27, 2007 | Leave a Comment »
Shame on the Burmese junta, shame on the Thai government
I’m back to posting in English again briefly since I really want to communicate this to the world :/
Today’s Bangkok Post editorial has a good summary of what I feel right now about the Thai government’s deafening and morally repugnant silence over the massacre that’s going [...]
Is that true?
Posted in Culture on กันยายน 25, 2007 | Leave a Comment »
วันนี้ที่มหาลัยตอนบ่ายๆ มีพระกับคนกลุ่มหนึ่งมาประท้วง
ทันทีที่เพื่อนมาบอก เรากับรุ่นน้องก็เดินไปดูกัน
ปรากฏว่าพวกเขามาประท้วงรูปภาพรูปหนึ่ง ที่ใช้เป็นโปสเตอร์ของงานศิลปกรรมแห่งชาติประจำปีนี้
ในเรื่องของ “การดูหมิ่นศาสนา”
อันนี้คือภาพที่เป็นปัญหา ดูกันเอาเองละกัน
มีคลิปให้ดูด้วย
เห็นเหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึง บลอคคุณ Fringer จังเลย
เพิ่มเติม
เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 25 ก.ย. มีพระสงฆ์ พระนิสิตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) นำโดย พระมหา ดร.โชว์ ทัสสนีโย รอง ผอ.สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริหารสังคม มจร. พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนประมาณ 100 รูป/คน รวมตัวกันยื่นหนังสือขอให้มหาวิทยาลัยศิลปากร ระงับการแสดงภาพ “ภิกษุสันดานกา” ผลงานนายอนุพงษ์ จันทร ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทองประเภทจิตรกรรม จากการประกวดผลงานศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ประจำปี 2550 เนื่องจากภาพดังกล่าวลบหลู่พระภิกษุสงฆ์ โดยมี ศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้รับหนังสือ
ผศ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ [...]
แบบเรียน : ปฏิบัติการของความรู้แห่งการยึดครองความรู้
Posted in Culture on กันยายน 22, 2007 | 1 ความคิดเห็น »
วันนี้เปิดดูไฟล์เก่าๆ ที่อยู่ในเครื่อง เจองานเขียนชิ้นนึ่งที่เขียนไว้เมื่อเกือบ 2 ปีมาแล้ว งานชิ้นนี้เขียนให้กับนิตยาสารของกลุ่มนักศึกษาฉบับหนึ่งและเคยลงในเวบของ open
กลับมาอ่านครั้งนี้ ทำให้มีความรู้สึกแปลกๆ ประมาณว่ามันเป็นงานเขียนที่ไม่สมบูรณ์ และดูเด็กๆ บ้าๆ ดี กลับมาคิดว่า “ตอนนั้นเราบ้าจิงๆ”
———————————————————————————————-
แบบเรียน : ปฏิบัติการของความรู้แห่งการยึดครองความรู้
ความพยายามในการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง (Centralization) ของรัฐไทยที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ด้วยจุดประสงค์ของการต่อต้านลัทธิอาณานิคมและการกระด้างกระเดื่องของหัวเมืองส่วนนอกที่อาจจะไปสวามิภักดิ์กับมหาอำนาจที่เข้ามาใหม่ ทำให้รัฐไทยจำเป็นที่จะต้องสร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรดังเราจะเห็นได้ว่ารัฐไทยได้มีความพยายามปรับปรุงประเทศให้เกิดความเป็นสมัยใหม่ (Modernization) ขึ้นโดยพยายามรวบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ซึ่งอำนาจในที่นี้อาจมีทั้งอำนาจตามระบบราชการ (Bureaucracy) และอำนาจที่มองไม่เห็น (Microphysics power)
การควบคุมความรู้ คือ กลยุทธ์หรือยุทธวิธีหนึ่งของรัฐไทยที่ใช้ในการครอบงำภูมิภาคอื่น ตลอดจนเป็นการถ่ายทอดอัตลักษณ์รวมหมู่แห่งความเป็นไทย[1]เข้าไปในพื้นที่เขตแดนในการครอบครองของรัฐไทย การศึกษาคือกระบวนการถ่ายทอดอัตลักษณ์ การควบคุมความรู้ และการสร้างเอกภาพขึ้นภายในรัฐไทยดังจะสังเกตได้ว่ามีการก่อตั้งโรงเรียน กระทรวงธรรมการและสถาปนาระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นครั้งแรกในสมัยของการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง และเมื่อการศึกษาคือกระบวนการสร้างเอกภาพขึ้นในชาติดังนั้นรัฐไทยจึงได้ทำการสร้างความรู้ชุดหนึ่งขึ้นมาควบคุมว่าสิ่งใดควรรู้และสิ่งใดไม่ควรรู้หรือเป็นความรู้ต้องห้าม
แบบเรียน : ความรู้แห่งการครอบงำความรู้
การศึกษาเป็นสิ่งที่ส่งต่ออุดมการณ์ของรัฐผ่านตัวผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา รวมถึงเป็นการถ่ายทอดอำนาจให้กับตัวผู้สำเร็จการศึกษาในระดับต่างๆ ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ และสถานะ”ความเป็นเด็ก”ไม่ได้มีมาตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้น[2] ตามขั้นตอนของระบบการศึกษาที่ยึดโยงเข้ากับอำนาจของรัฐและเป็นหน้าที่หนึ่งของประชาชนในรัฐที่จะต้องทำตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ คือ “คนไทยทุกคนมีหน้าที่ในการศึกษาอบรม โดยรัฐจะต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีให้ทั่วถึงและมีคุณภาพ ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิด ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนในประเทศทุกคนมีความรู้พื้นฐานที่จะนำไปใช้ในการดำรงชีวิตของตนเองต่อไป”[3] และเมื่อการศึกษาคือหน้าที่ของประชากรในรัฐที่ควรกระทำดังนั้นการถ่ายทอดอุดมการณ์ของรัฐผ่านระบบการศึกษาจึงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อความคิด [...]
Ryuichi Sakamoto
Posted in Music on กันยายน 13, 2007 | Leave a Comment »
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัพบลอคซะเท่าไร ถึงอัพก็เที่ยวไปเอาของชาวบ้านมาแปะ (แต่อันข้างล่างนี้เขียนเองนะ) วันนี้ก็เลยขออัพสองอันเลยแล้วกัน
อันนี้เป็นวีดีโอแสดงสดของ Ryuichi Sakamoto นักดนตรีที่เราชื่นชอบมาคนนึง
เพลงของเขาเป็นส่วนผสมอันลงตัวของตะวันออกและตะวันตก ลงตัวจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีรอยต่อใดๆ ให้เห็น
และที่สำคัญเขามิได้ขายจิตวิญญาณแบบตะวันออกแบบที่นักดนตรีหลายคนพยายามที่จะสร้างอัตลักษณ์ทางดนตรีแบบตะวันออก
นี่อาจเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น Cosmopolitant ตามนิยามของ อัปไปอาร์ ของจริง
เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ : อดีต ปัจจุบัน และความลักลั่นของอินเดีย
Posted in Book on กันยายน 13, 2007 | Leave a Comment »
“พวกเขาหันหน้าผิดทิศผิดทาง ติดอยู่ในบ่วงนอกประวัติศาสตร์ของตนเอง และไม่อาจถอยหลังกลับ เพราะรอยเท้าของพวกเขาถูกลบแล้ว”
ความตายของเด็กหญิงคนหนึ่งได้เผยให้เห็นมากกว่าความตายที่อยู่ตรงหน้า ภาพของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนในนามของวรรณะ การยกย่องอารยธรรมของอดีตผู้ปกครองในนามของ “ความทันสมัย” และ“ความเป็นตะวันตก” ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ที่เพรียกหาความเท่าเทียมกันกับการกระทำแบบจารีตในนามของ “มาร์กซิสแบบอินเดีย” ตลอดจนความไม่ลงลอยระหว่างคนยุคเก่าและยุคใหม่ได้เผยให้เห็นจากงานเขียนชิ้นนี้
เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ (The God of Small Things) หนังสือที่ได้รับรางวัล Booker Prize[1] ปี 2003 โดย อรุณธตี รอย เป็นเรื่องราวของครอบครัวชาวอินเดียที่หันมานับถือศาสนาคริสต์ในแคว้นคา-ราลา (Karala) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรอินเดีย อรุณธตี รอย ได้เสนอเรื่องราวในชีวิตประจำวันของคนที่หลากหลาย เป็นเรื่องราวของสิ่งเล็กๆ หากแต่สะท้อนภาพของสังคมและอดีตอันกว้างใหญ่ อัมมูแม่เอสธากับราเฮลลูกสาวที่ต้องพบกับความล้มเหลวในชีวิตคู่จนต้องกลับมาอยู่กับมัมมาจีมารดาของเธอที่บ้านอเยเมเน็ม สถานที่อันเก็บซ่อนเรื่องราวอดีตอันยาวไกลของตระกูลเจ้าที่ดินรายใหญ่หากแต่เป็นสถานที่ที่เธอไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองสิ่งใดเพียงเพราะเธอคือ “หญิงสาวผู้หย่าร้าง” ในทางกลับกันจักโกบัณฑิตจากออกฟอร์ดพี่ชายของเธอที่กลับมาอินเดียหลังความล้มเหลวในชีวิตในดินแดนของอดีตเจ้าอาณานิคมและเข้ามาอยู่บ้านแห่งนี้หลังการตายของปัปปาจี (พ่อของลูก ราชบัณฑิตทางกีฏวิทยา และสามีที่ทำร้ายภรรยา) จักโกกลับมาพร้อมกับความพยายามและความเชื่อมั่น “ความเป็นบัณฑิตจากออกฟอร์ด” ของตนในการขยายโรงงานผักดองและแปรรูปผลไม้ของมารดาจากการผลิตแบบครัวเรือนสู่อุตสาหกรรม
กาลเวลาล่วงเลยไปจักโกได้เชิญ มาเรีย โกจัมมา อดีตภรรยาชาวอังกฤษของเขา ที่พึ่งสูญเสียสามี(ใหม่) ให้เดินทางมาพักผ่อนยังบ้านของเขาที่อินเดีย พร้อมด้วย โซฟี โมล ลูกสาวที่เกิดกับจักโก เอสธากับราเฮลเข้ากันได้ดีกับโซฟี โมล ทั้งสามต่างเป็นเพื่อนเล่นกัน [...]




