“พวกเขาหันหน้าผิดทิศผิดทาง ติดอยู่ในบ่วงนอกประวัติศาสตร์ของตนเอง และไม่อาจถอยหลังกลับ เพราะรอยเท้าของพวกเขาถูกลบแล้ว”
ความตายของเด็กหญิงคนหนึ่งได้เผยให้เห็นมากกว่าความตายที่อยู่ตรงหน้า ภาพของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนในนามของวรรณะ การยกย่องอารยธรรมของอดีตผู้ปกครองในนามของ “ความทันสมัย” และ“ความเป็นตะวันตก” ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ที่เพรียกหาความเท่าเทียมกันกับการกระทำแบบจารีตในนามของ “มาร์กซิสแบบอินเดีย” ตลอดจนความไม่ลงลอยระหว่างคนยุคเก่าและยุคใหม่ได้เผยให้เห็นจากงานเขียนชิ้นนี้
เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ (The God of Small Things) หนังสือที่ได้รับรางวัล Booker Prize[1] ปี 2003 โดย อรุณธตี รอย เป็นเรื่องราวของครอบครัวชาวอินเดียที่หันมานับถือศาสนาคริสต์ในแคว้นคา-ราลา (Karala) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรอินเดีย อรุณธตี รอย ได้เสนอเรื่องราวในชีวิตประจำวันของคนที่หลากหลาย เป็นเรื่องราวของสิ่งเล็กๆ หากแต่สะท้อนภาพของสังคมและอดีตอันกว้างใหญ่ อัมมูแม่เอสธากับราเฮลลูกสาวที่ต้องพบกับความล้มเหลวในชีวิตคู่จนต้องกลับมาอยู่กับมัมมาจีมารดาของเธอที่บ้านอเยเมเน็ม สถานที่อันเก็บซ่อนเรื่องราวอดีตอันยาวไกลของตระกูลเจ้าที่ดินรายใหญ่หากแต่เป็นสถานที่ที่เธอไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองสิ่งใดเพียงเพราะเธอคือ “หญิงสาวผู้หย่าร้าง” ในทางกลับกันจักโกบัณฑิตจากออกฟอร์ดพี่ชายของเธอที่กลับมาอินเดียหลังความล้มเหลวในชีวิตในดินแดนของอดีตเจ้าอาณานิคมและเข้ามาอยู่บ้านแห่งนี้หลังการตายของปัปปาจี (พ่อของลูก ราชบัณฑิตทางกีฏวิทยา และสามีที่ทำร้ายภรรยา) จักโกกลับมาพร้อมกับความพยายามและความเชื่อมั่น “ความเป็นบัณฑิตจากออกฟอร์ด” ของตนในการขยายโรงงานผักดองและแปรรูปผลไม้ของมารดาจากการผลิตแบบครัวเรือนสู่อุตสาหกรรม
กาลเวลาล่วงเลยไปจักโกได้เชิญ มาเรีย โกจัมมา อดีตภรรยาชาวอังกฤษของเขา ที่พึ่งสูญเสียสามี(ใหม่) ให้เดินทางมาพักผ่อนยังบ้านของเขาที่อินเดีย พร้อมด้วย โซฟี โมล ลูกสาวที่เกิดกับจักโก เอสธากับราเฮลเข้ากันได้ดีกับโซฟี โมล ทั้งสามต่างเป็นเพื่อนเล่นกัน แต่แล้ววันหนึ่ง วันที่ความจริงต่างๆ ถูกเปิดเผย ความจริงของความรักและความสัมพันธ์ระหว่างอัมมูกับเวรุธาจัณฑาลปาราวัณ[2] ที่ได้รับการศึกษาและเป็นลูกจ้างในโรงงานผักดองของจักโก ความรักที่ต้องห้ามในนามของ “วรรณะ” ที่ยังหลอกหลอนอินเดียแม้จะเป็นยุคหลังอาณานิคมแล้วก็ตาม
เมื่อความจริงถูกเผยออกประตูแห่งความตายก็เปิดขึ้น โซฟี โมล ได้จมหายลงน้ำไปขณะกำลังร่วมมือกับสองพี่น้อง เอสธากับราเฮลในการหนีออกจากบ้านข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่งเพื่อเรียกความสนใจจากแม่ที่เศร้าโศก (ที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ) โซฟี โมล ได้กลายเป็นร่างไร้วิญญาณในวันต่อมา ตามด้วยเวรุธาที่ไร้ลมหายใจจากการรุมทำร้ายขณะจับกุมของตำรวจอันมิใช่เกิดจากความรักต่างวรรณะหากแต่เป็นการป้ายสีให้เป็นผู้ร้ายลักพาตัวเด็กจนนำไปสู่ความตาย จากที่กล่าวมาคือเรื่องราวโดยย่อของเทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ที่สะท้อนเรื่องราวธรรมดาอันยิ่งใหญ่ของอินเดีย ตลอดจนเผยให้เห็นเรื่องราวสามัญที่ให้ภาพความความขัดแย้งทางความคิดระหว่างจารีตกับปัจจุบันและความเปลี่ยนแปลงของอินเดียในสมัยที่อาณานิคมทางการได้จากไปพร้อมการอุบัติขึ้นของอาณานิคมอำพราง
จารีตกับปัจจุบันกับความไม่ลงลอยของยุคสมัย
เวลยา ปาเปน จัณฑาลปาราวัณ พ่อของเวลุธา เกิดและเติบโตในสมัยที่ “พวกปาราวัณต้องคลานถอยหลัง พร้อมๆ กับลากไม้กวาด กวาดรอยเท้าของตนออกไปด้วย เพื่อที่พวกพราหมณ์และชาวคริสต์นิกายซีเรียจะได้พ้นมลทิน ไม่ต้องเผลอเหยียบรอยเท้าของพวกปาราวัณ (น.94)” เช่นเดียวกับมัมมาจีที่เธอเกิดและเติบโตในสมัยที่จัณฑาล “ไม่ได้รับอนุญาติให้เดินบนถนนสาธารณะ ไม่ให้ปกปิดร่างกายท่อนบน ไม่ให้ถือร่ม เวลาพูดต้องยกมือปิดปาก เสนียดจากลมหายใจและลมปากของพวกเขาจะได้ไม่ระคายคนที่เขากำลังพูดด้วย (น.95)”
ทั้งสองคือตัวแทนของโลกเก่า โลกแบบจารีตที่บรรจุความแตกต่างของวรรณะ ความไม่เท่าเทียม และข้อห้ามนานับประการ อันส่งต่อมาถึงโลกปัจจุบันที่ห่อหุ้มโดยรูปโฉมของความเป็นสมัยใหม่และความเท่าเทียมที่คนจำนวนมากบูชายกย่อง หากแต่ภายในส่วนลึกของสิ่งที่พวกเขากำลังบูชานั้นกลับเต็มไปด้วยค่านิยมแบบจารีตที่ดูเหมือนจะไม่สามารถสลัดทิ้งออกจากโลกทัศน์ของคนจำนวนมากได้ เป็นการหลอกหลอนของอดีตที่ถึงแม้พวกเขาจะจะสามารถปลดแอกตัวเองออกจากการครอบงำอย่างเป็นทางการ การกดขี่และความไม่เท่าเทียมกันของระบอบอาณานิคมได้แล้ว ทว่าพวกเขาก็ยังคงไม่สามารถข้ามพ้นการกดขี่ทางชนชั้น ตลอดจนการแบ่งแยกระหว่าง “เรา” และ “คนอื่น (จัณฑาล)” ไปได้
ในอีกฝากหนึ่งของกาลเวลาอัมมูและเวรุธาคือภาพตัวแทนแห่งความเท่าเทียม ความรักต่างวรรณะและยุคสมัยแห่งปัจจุบัน ซึ่งถูกอดีตตามหลอกหลอน กลืนกินจิตวิญญาณและความรักอันบริสุทธิ์จนนำไปสู่ความตายที่เกิดจากการกระทำของแรงผลักดันจากจารีตแห่งอดีต จารีตแห่งความไม่เท่าเทียมและขวางกั้นของความรัก
ในเช้าวันที่ฝนตก วันที่ความจริงถูกเปิดเผย ความจริงของความรักต่างวรรณะที่มิได้ละเมิดข้อห้ามของกฎหมายหากแต่เป็นการละเมิดจารีตอันยาวนานที่ยิ่งใหญ่กว่ากฏหมาย เวลยา ปาเปน ได้เดินตากฝนเนื้อตัวเปียกปอนมายังบ้าน
อเยเมเน็มเพื่อพบกับมัมมาจี และบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเวรุธากับอัมมู ลูกชายของเขาและลูกสาวของเธอ
“ตอนมัมมาจีมาถึงครัว เธอสวมเสื้อคลุมสีชมพูอ่อน ชายขาดหลุดรุ่ยร่าย ทับกระโปรงชั้นใน เวลยา ปาเปนคลานขึ้นมาที่บันไดครัว จะคืนดวงตาที่ติดจำนองให้มัมมาจี เขาชูมือขึ้น บอกว่าเขาไม่ควรได้รับดวงตานี้ ขอให้มัมมาจีรับมันคืนไป เปลือกตาซ้ายหลุบลงปิดเบ้าตาโบ๋เหมือนผีกระพริบตา (น.295)”
ดวงตาแก้วที่มัมมาจีมอบให้เวลยา ปาเปนหลังอุบัติเหตุจากการทำงานที่ทำให้เขาต้องสูญเสียดวงตาจริงไป กลายเป็นสิ่งที่ผูกโยงเขาสู่พันธะระหว่างนายกับบ่าว จัณฑาลกับผู้มีพระคุณ อันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและไม่สามารถชดใช้ได้หมดในชั่วชีวิตนี้ตามความคิดของเขา และการที่เวรุธา ลูกชายของเขาที่มัมมาจีสงเคราะห์ให้เข้าเรียนในโรงเรียนสำหรับจัณฑาลและฝึกหัดให้เป็นช่างหมายฝีมือดีได้มีสัมพันธ์อันเกินขอบเขตกับอัมมูหญิงสาวในวรรณะที่เหนือกว่า ได้ทำให้เขาจะเป็นที่จะต้องบอกกล่าวให้มัมมาจีรับรู้ก่อนที่เรื่องราวจะขยายวงกว้างจนทำลายชื่อเสียงของมัมมาจี เจ้านายอันเป็นที่รักและมีพระคุณกับเขาอย่างล้นเหลือ
วรรณะอันเป็นจารีตแห่งอดีตได้กลับมามีความสำคัญอย่างสูงในโลกแห่งปัจจุบันที่คนจำนวนหนึ่งพยายามที่จะสลัดมันทิ้งออกไป และคนจำนวนมากเลิกใส่ใจกับมันตราบเท่าที่ไม่มีเกิดล่วงละเมิด หากแต่ว่าเมื่อการล่วงละเมิดและข้ามเส้นแบ่งระหว่างวรรณะเกิดขึ้น เปลวไฟแห่งอดีตก็ดูเหมือนจะลุกโชนขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นความรุนแรงและความผิดที่ไม่น่าให้อภัย
“พวกเขา [เอสธากับราเฮล] ได้ยินเสียงไม้ฟาดลงบนเนื้อ เสียงรองเท้าหุ้มน่องบดกระดูก บดฟัน เสียงดังอั๊กเมื่อท้องถูกเตะ กระโหลกแตกอย่างเงียบงันบนพื้นซีเมนต์ กระดูกซี่โครงแทงปอด เขากระอักออกมาเป็นเลือด (น.342)”
การกระทำของตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่พยายามพร่ำบอกตัวเองว่าไม่ใส่ใจกับความแตกต่างทางวรรณะ หากแต่ในส่วนลึกของจิตใจเปลวไฟแห่งความเกลียดชังสามารถถูกจุดได้ทุกเมื่อ ทุกเวลาที่เขามีโอกาส และอำนาจก็สามารถเปลี่ยนการกระทำของพวกเขาให้เป็นความชอบธรรมได้ เวรุธา ไม่ได้กระทำผิดตามกฏหมายเพราะความรัก หากแต่เขากระทำผิดจากการรักพาตัวเด็ก สิ่งที่เขาไม่ได้ทำหรือแม้แต่จะคิด
ตลอดเรื่องของเทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ อรุณธตี รอย ได้สอดแทรกเรื่องราวความแตกต่าง และการดูถูกระหว่างชนชั้น ไว้โดยตลอด วลีของ เบบี้ โกจัมมา น้องสาวของมัมมาจี ที่ว่า “ปาราวัณพวกนี้มีกลิ่นเฉพาะของมัน” ถูกกล่าวซ้ำวนเวียนให้ระลึกถึงการดำรงอยู่ตลอดการเล่าเรื่อง ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงการดูถูกเหยียดจัณฑาลที่ถึงแม้จะมีความดีและทำประโยชน์เพียงใดก็ไม่สามารถยกระดับของตัวเองได้เลย
สำหรับ อรุณธตี รอย แล้ว วรรณะดูเหมือนจะมิได้มีความหมายแค่เพียงมิติของอำนาจ และการปกครองเท่านั้นหากแต่ เป็นสิ่งที่ ”กำหนดกฏเกณฑ์เรื่องความรัก กฏที่ว่าควรจะรักใคร รักอย่างไร และรักได้มากแค่ไหน (น.37)”
อดีตที่หลงลืมกับสิ่งสูงส่งจากที่ห่างไกล
อดีตของชนชั้นและวรรณะเป็นสิ่งที่อินเดียนยังคงไม่หลงลืมหรือตัดทิ้งได้อย่างเด็ดขาด ทว่าในทางกลับกัน
อดีตแห่งการกดขี่ กระทำชำเรา ของผู้มาจากดินแดนอันห่างไกล ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่อินเดียแทบจะหลงลืมไปจนหมดสิ้น อาณานิคมได้กลับมาใหม่หลังจากยุคของอาณานิคมทางการ การกลับมาในรูปแบบที่แยบยลกว่า และลงลึกกว่า ในชื่อที่เรียกว่า “อาณานิคมอำพราง” ที่มีบางส่วนเชื่อมต่อกับอาณานิคมในอดีตของชาวอังกฤษโดยเฉพาะค่านิยมบางอย่างที่พวกเข้าทิ้งไว้ให้ชาวอินเดียที่มีการศึกษา
พิธีการต้อนรับ มาเรีย โกจัมมาและโซฟี โมล คือสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้ภาพของสิ่งที่สูงส่งจากที่ห่างไกล ทั้งสองเปรียบเสมือนบางสิ่งที่อยู่บนชนชั้นหรือวรรณะที่สูงส่ง อันอยู่เหนือขึ้นไปจากชาวอินเดียปกติ พวกเขา(ครอบครัวของจักโก) จำเป็นที่จะต้องสร้างความประทับใจให้กับทั้งสองอย่างไม่รู้ลืม ตลอดจนพยายามแสดงตัวให้เห็นถึงสถานะทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ร่วมกันหรือใกล้เคียงกัน
“ ‘จำไว้เสมอเชียว ว่าเธอคือฑูตของประเทศอินเดีย’ เบบี้โกจัมมาพูดกับราเฮลและเอสธา ‘เธอต้องทำให้เขาประทับใจประเทศของเราตั้งแต่แรกพบ’ (น.158)”
เช่นเดียวกับการปฏิบัติตัวกับผู้คนที่เดินทางมาจากดินแดนอันสูงส่งที่อยู่ห่างไกล การใช้ภาษาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพให้เห็นการเป็นอาณานิคมอำพรางของชาวอินเดียกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามหนีห่างจากรากเหง้าของอดีตที่พวกเขาละทิ้งมาในขณะที่พยายามนำตัวเองไปสู่กับอัตลักษณ์ใหม่ในนามของคริสตศาสนาและ
ความเป็นอังกฤษอันเป็นสิ่งที่ส่งผลให้พวกเขาผลักดันตัวเองไปสู่ชนชั้นที่เหนือกว่าคนจำนวนมาก ทว่าในทางกลับกันดูเหมือนพวกเขาจะติดเข้ากับบ่วงของสิ่งที่พวกเขารับมาใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการเตรียมตัวทางด้านภาษาของเด็กทั้งสองในการต้อนรับการมาเยือนของสองแม่ลูก ที่คนในบ้านอเยเมเน็มต้องการให้ทั้งสองเกิดความอบอุ่นใจและไม่แปลกแยกกับความเป็นอังกฤษของตนแทนที่ทั้งสองต้องปรับตัวสู่สังคมอินเดียที่เดินทางมา
“ตลอดสัปดาห์นั้น เบบี้ โกจัมมาคอยแอบฟังการสนทนาของสองพี่น้องอย่างทรหด ถ้าจับได้ว่าเขาพูดภาษามาลายัม เธอลงโทษปรับ คือหักเงินค่าขนม (เงินติดกระเป๋า) และ ‘บังคับ’ ให้คัดข้อความ ฉันจะพูดภาษาอังกฤษตลอดไป ฉันจะพูดภาษาอังกฤษตลอดไป พอสองพี่น้องคัดเสร็จ เธอจะให้คะแนนด้วยปากกาสีแดงเพื่อจะได้มั่นใจว่าประโยคเก่าจะไม่เป็นเหตุให้ถูกลงโทษเพราะความผิดใหม่ (น.40)”
ภาษาเป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการครอบงำทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่การใช้ภาษาของกลุ่มคนอื่นพยายามที่จะลอกเลียนให้เหมือนกับแม่แบบของเจ้าของภาษา เป็นความพยายามที่สะท้อนภาวะจำยอมของความเหนือกว่าที่ผู้ต่ำกว่าจำเป็นที่จะต้องปรับตัวหรือผู้ที่เป็นชาวพื้นถิ่น (เอสธากับราเฮล) ต้องปรับตัวตามผู้มาใหม่ที่สูงส่ง (มาเรีย โกจัมมาและโซฟี โมล)
นอกจากภาวะจำยอมดังกล่าวของผู้มาเยือนกลุ่มเล็กๆ แล้ว อรุณธตี รอย ยังได้ฉายให้เห็นภาพของการเข้าครอบงำของอาณานิคมอำพรางในนามของการท่องเที่ยวและทุนนิยมอีกด้วย การกลับมาที่บ้านอเยเมเน็มอีกครั้งในวัยสาวของราเฮลทำให้เธอได้เห็นภาพที่เปลี่ยนแปลงไป บ้านอันตั้งอยู่อีกฝั่งแม่น้ำที่เธอและพี่ชายเรียกว่า “บ้านประวัติศาสตร์” สถานที่อันนำไปสู่จุดจบของเวรุธาและโซฟี โมล ได้เปลี่ยนกลายเป็นโรงแรมหรูหรา ที่บริการให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมา “ยลโฉมอารยธรรมอินเดีย” และ ณ โรงแรมแห่งนี้เอง การแสดงกถักฬิมีที่ร่ายรำถ่ายทอดเรื่องราวในคัมภีร์-ภควคีตาของคณะนักแสดงเก่าแก่ที่ในอดีตใช้เวลาร่ายรำยาวนานข้ามวันข้ามคืน ได้ถูกย่นย่อเหลือเพียงสองถึงสามชั่วโมง “การแสดงข้างสระว่ายน้ำที่ถูกตัดทอนปรับให้เข้ากับลัทธิการท่องเที่ยว เพื่อขจัดความยากจนของตน (น.259)” พวกเขาแสดงในสถานที่ซึ่งคนจำนวนมากเพิกเฉย และไม่ให้ความเคารพกับเรื่องราวอันศักดิ์สิทธิ์ แต่จะทำเช่นไรได้เล่าในเมื่อทุกวันนี้พวกเขาจำต้องแสดงเพื่อเงินและอาชีพของพวกเขาก็มิได้รับการยกย่องเช่นในอดีต
“คณะนักแสดงหยุดที่โบสถ์แห่งนี้ เพื่อขอขมาทวยเทพ ที่ตนได้ฉ้อฉล ตัดทอนเรื่องราวของท่าน สร้างความบิดเบือนอย่างไม่บังควร เพื่อเงิน (น.259)”
“แต่ทุกวันนี้เขาไม่อาจทำอย่างเดิมได้ ไม่อาจเลี้ยงชีพได้ด้วยอาชีพนั้น ความดีงามถูกลงฑัณฑ์ ลูกๆ ดูถูกเขา พวกเขาอย่างเป็นทุกสิ่งที่ไม่เหมือนพ่อ เขาเฝ้ามองลูกๆ เติบใหญ่ไปเป็นเสมียน หรือพนักงานประจำรถโดยสาร เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสี่ที่ไร้ความสำคัญ (น.260)”
นี่ดูเหมือนจะเป็นการครอบงำของอาณานิคมอำพรางอันแยบยล ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ตกอยู่ในการครอบงำไม่สามารถที่จะสร้างทางเลือกให้กับตัวเองได้มากนัก และการปรับตัวของคณะละครเองก็ดูเหมือนจะไม่ต่างอะไรกับการปรับตัวของคนที่บ้านอเยเมเน็มที่ต้อนรับการมาเยือนของสิ่งสูงส่งที่อยู่ห่างไกล สิ่งที่เคยครอบงำและชำเราพวกเขามาก่อน หากแต่พวกเขาก็ไม่ปฏิเสธมัน กลับยอมรับสิ่งเหล่านั้นเขามาสู้อ้อมแขนและชำเราพวกเขาซ้ำในนามของทุนนิยม การท่องเที่ยว และความทันสมัย
อุดมการณ์ที่ฉาบหน้า
การรับความคิดสมัยใหม่และแนวคิดจากตะวันตกเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่งานเขียนชิ้นนี้พยายามนำเสนอออกมา ความคิดสมัยใหม่ที่อินเดียรับเข้ามาไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์แบบมาร์กซิส หรือเสรีนิยม ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ฉาบหน้าอยู่บนรากฐานของสังคมที่มิได้เปลี่ยนแปลงไปเลย นักการเมือง นักวิชาการ หรือผู้ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ พยายามพร่ำบอกถึงความเท่าเทียมและความเสมอภาค ในขณะที่พวกเขาเหล่านั้นกลับมิได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่ความเสมอภาคต่างอย่างใด
สหาย เค.เอ็น.เอ็น ปิลไล นักการเมืองมาร์กซิสหนุ่มคือภาพตัวแทนของผู้ที่พร่ำบอกแต่อุดมการณ์อันสูงส่ง แต่ทว่าเขาก็มิได้เปลี่ยนแปลงตัวเองตามอุดมการณ์นั้นแต่อย่างใด แนวคิดทางการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาต่อรองทางการเมืองมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า การกระทำหลายครั้งของสหายปิลไล แสดงให้เห็นถึงการพยายามกีดกันคู่แข่งทางการเมืองดังจะเห็นได้จากกรณีที่ไม่ให้ความช่วยเหลือกับเวรุธาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่ถือบัตรสมาชิกพรรคเช่นเดียวกับตน หรือการดูถูกเพศตกข้ามและชนชั้นที่ต่ำกว่า (ที่เขาใช้มาเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง)
“ ‘ท่าน [สหายปิลไล] ไปโอลัสสา ตอนนี้น่าจะกลับแล้ว’ เธอ [กัลยานีภรรยาของสหายปิลไล] บอกเขา พูดถึงสามีอย่างยกย่องๆ ทั้งที่เขาเรียกเธอ ‘แก!’ (น.301)”
หรือ
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เอ๊ะ! อีกัลยานี ยกกล้วยฉาบมาอีกจานสิ [สหายปิลไลพูดกับภรรยา] (น.304)”
ถึงแม้สหายปิลไลจะพยายามบอกแนวคิดความเท่าเทียมกันให้กับคนจำนวนมากรับรู้ หากแต่ในความเป็นจริงเขาก็ยังคงยึดติดกับจารีตอันเก่าแก่ที่เป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่เขาพร่ำบอก จารีตที่ให้ประโยชน์และอำนาจกับเขาโดยมิได้แสวงหา อรุณธตี รอย พยายามชี้ให้เห็นถึงความจอมปลอมของนักอุดมคติและนักการเมืองจำนวนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้วยผลประโยชน์จากผู้คนและอำนาจ เมื่อผู้คนเหล่านั้นมิได้ให้หนทางอันนำไปสู่อำนาจของตนแล้ว สิ่งที่พวกเขาพร่ำบอกก็จางหายไปพร้อมกับกาลเวลาสิ่งนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยม มาร์กซิส หรือแม้แต่ขบวนการปฏิบัติแบบคอมมิวนิสต์
“กลางแสงไฟในสถานี มีแต่ผู้คนซูบเซียว หิวโหย ไร้บ้าน ชีวิตที่ผ่านทุพภิกขภัยเมื่อปีก่อน ตอนนี้การปฏิวัติถูกเลื่อนออกไป เพราะการตัดสินใจของสหายอี.เอ็ม.เอส. นัมพูทิริปัท (สุนัขรับใช้ของโซเวียต) ซึ่งในอดีตคือแก้วตาของปักกิ่ง (น.334)”
เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ เทพเจ้าแห่งความสูญเสีย
เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ คือเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของสังคมอินเดียในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากจารีตสู่ความทันสมัย จากเศรษฐกิจแบบยังชีพสู่ทุนนิยม และจากอาณานิคมสู่หลังอาณานิคม เป็นช่วงเวลาที่ทุกอย่างได้เข้ามาปะทะกัน ลงลอยบ้าง ไม่ลงลอยบ้าง สิ่งที่มีคุณค่าในอดีตกำลังดับสูญไปพร้อมกับการเข้ามาของทุนนิยมและอาณานิคมอำพรางในคราบของความมั่งคั่ง ในทางกลับกันสิ่งที่เหนี่ยวรั้งสังคมอินเดียและลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างวรรณะกลับเป็นสิ่งที่ยังคงดำรงอยู่แม้คนส่วนใหญ่จะพร่ำเพ้อถึงความเท่าเทียมกัน เสรีภาพ ประชิปไตยหรือสังคมนิยมก็ตาม
เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ย่อมสิงห์สถิตอยู่กับใครก็ได้ ที่เขาพยายามดิ้นรนต่อสู้ด้วยความดีงาม เพื่อปลดแอกที่อยู่บนบ่า แอกแห่งอดีตอันยาวไกลที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้จากความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเวรุธาจัณฑาลหนุ่มที่ก้าวพ้น/ต่อสู้เพื่อหญิงที่ตนรักจนพบกับจุดจบ หรือคณะนักแสดงกถักฬิมีที่ต่อสู่เพื่อความอยู่รอดเพื่อภูมิปัญญาอันลึกซึ้งจนถึงวาระสุดท้ายที่พวกเขาถูกกลืนกินไปในกระแสธารแห่งทุนนิยม
สิ่งเหล่านี้คือเทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ เทพเจ้าที่กำลังจะสูญเสียสิ่งที่ตนเองรักและเคารพไปอย่างไม่มีวันกลับ จากทั้งการเหนี่ยวรั้งของแอกประวัติศาสตร์และการหลงลืมประวัติศาสตร์แห่งการถูกกดขี่ของอินเดียที่เปลี่ยนผัน
[1]Booker Prize เป็นรางวัลที่มอบให้เรื่องแต่งร่วมสมัยที่เป็นภาษาอังกฤษ จากนักเขียนจากกลุ่มประเทศในกลุ่มเครือจักรภพอังกฤษหรืออดีตอาณานิคมของอังกฤษ
[2] จัณฑาลปาราวัณ คือ จัณฑาลที่มีหน้าที่ในการเก็บลูกมะพร้าว





เมื่อวานเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ที่เชล์ฟขายหนังสือ แต่ก็ไม่ได้ซื้อมาเพราะไปสนใจหนังสืออีกเล่มที่วางอยู่ใกล้ๆ กันแทน แต่สงสัยคงต้องกลับไปหามาอ่านแล้วหลังจากเห็นโพสนี้ ให้ความรู้เรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์อินเดียอย่างมากเลยทีเดียว น่าอ่านมากๆ เลย ขอบคุณนะคะที่นำหนังสือดีๆ เผยแพร่ ^^