วันนี้เปิดดูไฟล์เก่าๆ ที่อยู่ในเครื่อง เจองานเขียนชิ้นนึ่งที่เขียนไว้เมื่อเกือบ 2 ปีมาแล้ว งานชิ้นนี้เขียนให้กับนิตยาสารของกลุ่มนักศึกษาฉบับหนึ่งและเคยลงในเวบของ open
กลับมาอ่านครั้งนี้ ทำให้มีความรู้สึกแปลกๆ ประมาณว่ามันเป็นงานเขียนที่ไม่สมบูรณ์ และดูเด็กๆ บ้าๆ ดี กลับมาคิดว่า “ตอนนั้นเราบ้าจิงๆ”
———————————————————————————————-
แบบเรียน : ปฏิบัติการของความรู้แห่งการยึดครองความรู้
ความพยายามในการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง (Centralization) ของรัฐไทยที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ด้วยจุดประสงค์ของการต่อต้านลัทธิอาณานิคมและการกระด้างกระเดื่องของหัวเมืองส่วนนอกที่อาจจะไปสวามิภักดิ์กับมหาอำนาจที่เข้ามาใหม่ ทำให้รัฐไทยจำเป็นที่จะต้องสร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้นกับราชอาณาจักรดังเราจะเห็นได้ว่ารัฐไทยได้มีความพยายามปรับปรุงประเทศให้เกิดความเป็นสมัยใหม่ (Modernization) ขึ้นโดยพยายามรวบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ซึ่งอำนาจในที่นี้อาจมีทั้งอำนาจตามระบบราชการ (Bureaucracy) และอำนาจที่มองไม่เห็น (Microphysics power)
การควบคุมความรู้ คือ กลยุทธ์หรือยุทธวิธีหนึ่งของรัฐไทยที่ใช้ในการครอบงำภูมิภาคอื่น ตลอดจนเป็นการถ่ายทอดอัตลักษณ์รวมหมู่แห่งความเป็นไทย[1]เข้าไปในพื้นที่เขตแดนในการครอบครองของรัฐไทย การศึกษาคือกระบวนการถ่ายทอดอัตลักษณ์ การควบคุมความรู้ และการสร้างเอกภาพขึ้นภายในรัฐไทยดังจะสังเกตได้ว่ามีการก่อตั้งโรงเรียน กระทรวงธรรมการและสถาปนาระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นครั้งแรกในสมัยของการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง และเมื่อการศึกษาคือกระบวนการสร้างเอกภาพขึ้นในชาติดังนั้นรัฐไทยจึงได้ทำการสร้างความรู้ชุดหนึ่งขึ้นมาควบคุมว่าสิ่งใดควรรู้และสิ่งใดไม่ควรรู้หรือเป็นความรู้ต้องห้าม
แบบเรียน : ความรู้แห่งการครอบงำความรู้
การศึกษาเป็นสิ่งที่ส่งต่ออุดมการณ์ของรัฐผ่านตัวผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา รวมถึงเป็นการถ่ายทอดอำนาจให้กับตัวผู้สำเร็จการศึกษาในระดับต่างๆ ในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ และสถานะ”ความเป็นเด็ก”ไม่ได้มีมาตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้น[2] ตามขั้นตอนของระบบการศึกษาที่ยึดโยงเข้ากับอำนาจของรัฐและเป็นหน้าที่หนึ่งของประชาชนในรัฐที่จะต้องทำตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ คือ “คนไทยทุกคนมีหน้าที่ในการศึกษาอบรม โดยรัฐจะต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีให้ทั่วถึงและมีคุณภาพ ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิด ทั้งนี้ก็เพื่อให้คนในประเทศทุกคนมีความรู้พื้นฐานที่จะนำไปใช้ในการดำรงชีวิตของตนเองต่อไป”[3] และเมื่อการศึกษาคือหน้าที่ของประชากรในรัฐที่ควรกระทำดังนั้นการถ่ายทอดอุดมการณ์ของรัฐผ่านระบบการศึกษาจึงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อความคิด ความเชื่อ และสำนึกของปัจเจกบุคคล ตลอดจนความเป็นไปของสังคม
แบบเรียนเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของการศึกษาที่รัฐศูนย์กลางใช้ในการควบคุมความรู้ ถ่ายทอดอุดมการณ์ และถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมความรู้ และอุดมการณ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างสูงชนิดหนึ่ง เพราะแบบเรียนที่ถูกใช้ในการเรียนการสอนในสถานศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขออนุญาตจากรัฐส่วนกลางในการนำไปใช้ทำการเรียนการสอน และเมื่อแบบเรียนได้รับอนุญาตแล้วก็เปรียบเสมือนความรู้ที่จริงแท้โดยผ่านกระบวนการผลิตซ้ำความจริงแท้จากตัวครูผู้มีหน้าที่สอน และการวัดผลในรูปแบบการสอบที่ส่วนใหญ่มักเป็นการสอบปรนัยหรือกากบาทซึ่งจะมีลักษณะที่มีคำตอบที่”ถูกต้องที่สุด”เพียงหนึ่งเดียว คือตรงตามแบบเรียนกำหนดนั้นเอง และระบบสังคมรอบตัวเด็กที่เชิดชูความรู้ และมีค่านิยมที่ว่าคนเรียนเก่งมักจะประสบความสำเร็จในชีวิต[4] ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่ความรู้อื่นที่นอกเหนือหรือขัดแย้งกับที่อยู่ในแบบเรียนจะมีพื้นที่ (Space) ในระบบการศึกษาที่จัดขึ้นและควบคุมโดยรัฐ
เมื่ออุดมการณ์ของรัฐเป็นไปในลักษณะ “รักสามัคคี รักสงบ และปรองดองกัน”ดังนั้นแบบเรียนที่เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ใช้ในการถ่ายทอดอุดมการณ์ของรัฐ จึงถ่ายทอดเฉพาะเรื่องราวที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของรัฐและพยายามปิดกั้น กดทับ สิ่งที่ขัดแย้งและเป็นอันตรายต่อความเป็นเอกภาพ และความสามัคคีที่ปรากฏอยู่ในอุดมการณ์ ดังจะเห็นได้จาการที่แบบเรียนตอกย้ำสิ่งที่ควรกระทำ บทบาท หน้าที่ ศีลธรรม ตลอดจนความถูกต้อง ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นความจริงแท้ที่สังคมให้การยอมรับ อาทิ นักเรียนมีหน้าที่เชื่อฟังครูอาจารย์ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เมื่อเติบใหญ่ก็ควรหาหน้าที่การงานที่สุจริตทำ การตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานหรือในวัยเรียนเป็นสิ่งผิด เป็นต้น นอกจากนี้แบบเรียนยังได้ตอกย้ำความสามัคคีจากชุมชนจินตนาการที่อยู่ในแบบเรียนภาษาไทยที่พยายามชี้ให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนในสังคม และความเป็นมิตรของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อประชาชนในชุมชน ซึ่งนิธิ เอียวศรีวงศ์ได้วิเคราะห์ว่าชุมชนที่ปรากฏอยู่ในแบบเรียนคือการจำลองรูปแบบของสังคมไทยที่ควรจะเป็นเข้าไว้ด้วยกัน[5]
นอกจากนี้แบบเรียนยังได้สร้างความชอบธรรมของภาษาไทยกลาง ในส่วนต่างๆ ของประเทศ เนื่องจากภาษาที่ใช้ในแบบเรียนจะเป็นภาษาไทยกลางเป็นส่วนใหญ่ และระบบการศึกษาถือว่าภาษาไทยกลางนี้คือภาษาที่ถูกต้อง แสดงความเป็นสมัยใหม่ และแสดงความเป็นกรุงเทพฯ ดังนั้น การพูดเหน่อ ทองแดง หรือเรียกคำศัพท์ผิดเพี้ยนจากภาษาไทยกลาง จึงเป็นสิ่งที่ผิด หน้าอายและแสดงความด้อยการศึกษา แบบเรียนได้พยายามตอกย้ำแนวคิดนี้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยม วรรณกรรมที่ใช้ในการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นวรรณกรรมจากส่วนกลางหรือวรรณกรรมหลวงที่ได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะ และทรงคุณค่าด้านวรรณศิลป์ พื้นที่สำหรับวรรณกรรมพื้นบ้านในแบบเรียนนับว่าหาได้ยากยิ่งหรือแทบไม่ปรากฏให้พบเห็น
จากแบบเรียนสู่ความทรงจำรวมศูนย์
แบบเรียนหรือหลักสูตรการเรียนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในสังคมไทย สามารถสังเกตให้เห็นได้ถึงพัฒนาการที่เป็นเส้นตรง(สุโขทัย-อยุธยา-ธนบุรี-รัตนโกสินทร์) ที่อิงแอบอยู่กับรัฐในส่วนกลางโดยละเลย ปิดบังและซ้อนเร้นพัฒนาการของศูนย์อำนาจอื่นในภูมิภาคและท้องถิ่น ตลอดจนละเลยความเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรต่อการจดจำหรือเป็นอันตรายต่อเอกภาพของรัฐ แบบเรียนทางประวัติศาสตร์นำมาซึ่งความทรงจำทางประวัติศาสตร์และความทรงจำที่ร่วมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็นำมาซึ่งความเป็นเอกภาพของชาติ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ของสังคมไทยได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดและสร้างอัตลักษณ์รวมหมู่ของความเป็นไทย และความเป็นชาติ ซึ่งอัตลักษณ์เหล่านี้ได้ถูกนิยามและสถาปนาขึ้นอย่างเข้มข้นในช่วงที่รัฐไทยประสบปัญหาจากการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตก แต่เมื่อครั้นเวลาผ่านไปอัตลักษณ์ของความเป็นชาติและความเป็นไทยดูเหมือนว่าจะมิได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย อัตลักษณ์แห่งการรวมศูนย์อำนาจส่วนกลางยังคงปิดบังพัฒนาการของศูนย์อำนาจในภูมิภาคในท้องถิ่นต่อไปและผูกติดกับประวัติศาสตร์ของสำนักดำรงราชานุภาพ และวิจิตรวาทการอย่างแนบแน่น
สำนักดำรงราชานุภาพ มีบทบาทอย่างมากในการสร้างรัฐไทยสมัยใหม่และมีจุดประสงค์ในการสร้างเอกภาพภายในชาติเพื่อต่อต้านการคุกคามของลัทธิอาณานิคม หากแต่ในสมัยปัจจุบันรัฐไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอ และไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ประวัติศาสตร์ในการรับใช้ชาติอีกต่อไปแล้วการมองประวัติศาสตร์ไทยจากมุมมองของชาติเป็นการบิดเบือนความจริง[6] และจะมีแต่การสร้างปัญหาที่เกิดจากการกดทับพัฒนาการของความเป็นท้องถิ่นดังเราจะเห็นได้จากกรณีของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น
สาระสำคัญของประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยเป็นเรื่องว่าด้วยความสามัคคีของชาวไทยภายใต้ผู้นำของรัฐและผู้นำที่มีบุญบารมี เค้าโครงหลักของประวัติศาสตร์ไทยจึงมักเป็นเรื่องของสังคมไทยที่สงบสุขร่มเย็นและอิสระ รัฐจะต่อสู้ปราบปรามเฉพาะผู้ร้ายและที่เป็นภัยต่อรัฐทั้งภายในและภายนอก ดังนั้นประวัติศาสตร์แห่งชาติจึงไม่มีพื้นที่สำหรับบาดแผลของความทรงในอดีตที่เป็นความขัดแย้งรุนแรงของคนในชาติ ไม่มีเอกราชเป็นเดิมพัน เป็นเรื่องของรัฐหฤโหด ไม่อุปถัมภ์ สังหารประชาชนอย่างทารุณโหดร้าย และชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยไม่สงบ ไม่สันติ[7] ดังนั้นจึงเป็นการยากที่ประวัติศาสตร์แห่งชาติจะมีพื้นที่และยอมรับกับเหตุการณ์ความรุนแรงของคนในชาติ (ถึงมีก็น้อยนิดเต็มที) ไม่ว่าจะเป็นในกรณี 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และ พฤษภา 35.
เมื่อแบบเรียนทางประวัติศาสตร์ได้สร้างความทรงจำที่รวมศูนย์ให้กับผู้ที่อยู่ในระบบหรือผู้ผ่านการศึกษา ซึ่งความทรงจำที่ถูกสร้างขึ้นโดยแบบเรียนนี้ได้ยึดโยง ผูกติด หรืออิงแอบอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อสิ่งที่แบบเรียนและความทรงจำยึดโยงอิงแอบอยู่นั้น ได้ถูกท้าทายว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงและเป็นเท็จ ย่อมเป็นการสร้างความสะเทือนต่อความทรงจำที่ถูกสร้างขึ้นมาช้านาน เพราะหากสิ่งที่ประวัติศาสตร์และความทรงจำได้ยึดโยงอย่างแนบแน่นไม่เป็นจริง ประวัติศาสตร์ชาติที่สร้างขึ้นมาอาจจะต้องพังทลายลงและความทรงจำที่เป็นอยู่อาจจะต้องสลายลงตามไป ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจน จากงานเรื่องศิลาจารึกหลักที่หนึ่ง ของ พิริยะ ไกรฤกษ์ และงานเรื่องท้าวสุรนารี ของสายพิณ แก้วงามประเสริฐ โดยเมื่อทั้งสองงานได้ถูกทำการเผยแพร่ไปแล้วได้สร้างความไม่พอใจต่อคนจำนวนมาในชาติ จนถึงกับมีการทำพิธีสาปแช่งต่อผู้เขียนงานทั้งสอง
แบบเรียนเปรียบเสมือนความรู้ที่ถูกสร้างด้วยกลไกรัฐ มีหน้าที่ในการส่งต่ออัตลักษณ์ และอุดมการณ์ของรัฐสู่จิตสำนึกและความทรงจำของผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา โดยรัฐได้สร้างความรู้ชุดหนึ่งขึ้นมาควบคุมว่าสิ่งใดคือความรู้และสิ่งใดมิใช่ความรู้ สิ่งที่เป็นความรู้คือสิ่งที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของรัฐและสนับสนุนจรรโลงอุดมการณ์ของรัฐให้สามารถเคลื่อนไปได้ ความรู้ที่อยู่นอกเหนือการรับรองจากรัฐหรือขัดแย้งกับอุดมการณ์รัฐจึงเป็นสิ่งที่ผิดและแสดงความไม่หวังดีต่อเอกภาพของรัฐ ดังนั้นความรู้จำพวกนี้จึงถูกควบคุม กดทับจากกลไกของรัฐจนกลายเป็นความรู้ต้องห้าม การควบคุมว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรจะรู้หรือรู้ได้นั้นถือว่าเป็นคุณธรรม สภาวะความเป็นคุณธรรมก็หลีกเลี่ยงสภาวะของการควบคุมไปได้ยาก ความรู้จึงมิใช่คุณธรรม แต่ความรู้กลับจะถูกกำกับด้วยคุณธรรม ความรู้จึงดำเนินควบคู่ไปกับคุณธรรม[8] และความรู้ที่ไม่ได้เดินควบคู่ไปกับคุณธรรมก็คือความรู้ที่มิใช่ความรู้อีกต่อไป คุณธรรมคือสิ่งที่รัฐและสังคมได้สร้างขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าสิ่งใดคือความดี คู่ควรแก่การปฏิบัติ ดังนั้นความรู้ที่คู่กับคุณธรรมจึงเป็นความรู้ที่ดีและสมควรปฏิบัติตาม แบบเรียนคือส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางอุดมการณ์ของรัฐในการควบคุมทิศทางให้ประชากรในรัฐเป็นไปในแนวเดียวกัน ดังนั้นแบบเรียนจึงมิใช่แค่แบบเรียนอีกต่อไปหากแต่ยังถูกแฝงไปด้วยอำนาจอยู่ทุกอณูและเป็นไปได้มากกว่าเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้อย่างที่เข้าใจกัน
[1] โปรดดูรายละเอียดการสร้างอัตลักษณ์ได้ใน สายชล สัตยานุรักษ์, สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ: การสร้างอัตลักษณ์ “เมืองไทย” และ “ชั้น” ของชาวสยาม, กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มติชน, 2546.[2] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “เด็ก ๆ”ใน นอกรั้วโรงเรียน, 2546, หน้า 46.
[3] สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ และคณะ, สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.1-ป.6, ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544, สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช, พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ.2548,หน้า 84.
[4] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ไม้เรียวและเสรีภาพ”ใน นอกรั้วโรงเรียน, 2546, หน้า 22.
[5] สามารถดูรายละเอียดการวิเคราะห์ได้ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ชาติไทย และเมืองไทยในแบบเรียนประถมศึกษา”ในศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 12, ฉบับที่ 10(สิงหาคม 2534).
[6] ธงชัย วินิจจะกูล, การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอดีต: ประวัติศาสตร์ใหม่ในประเทศไทยหลัง 14 ตุลาคม, ใน สถานภาพไทยศึกษา: การสำรวจเชิงวิพากษ์, เชียงใหม่, Silkworm books, 2543, หน้า 21.
[7] ธงชัย วินิจจะกูล, ความทรงจำกับประวัติศาสตร์บาดแผล: กรณีปราบปรามนองเลือด 6 ตุลา 19, ใน รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 19 ฉ.3(2539), คณะรัฐศาสตร์ มธ,หน้า 36 -37.
[8] ธเนศ วงศ์ยานนาวา,ความรู้ต้อง(ไม่) ห้าม : จักรญาณนิยม, เอกสารประกอบการบรรยาย “โครงการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ ครั้งที่ 2 เชียงใหม่ วันที่ 9-11 สิงหาคม พ.ศ.2548.





รู้สึกเหมือนเคยอ่านมาก่อนนะเนี่ย ทำไมคุ้นๆ ขนาดนี้
ที่ว่าบ้านี่หมายถึงว่าความกล้าหาญในการเขียนในเรื่องที่ต้องใช้ความรู้ประกอบรอบด้านแบบนี้รึเปล่า…
เราว่าที่พี่เขียนอันนี้ ให้ภาพรวมชัดเจนดี แล้วก็สะกิดให้เราคิดว่าเออ จริงแฮะ เราก็ผ่านระบบการศึกษาแบบนี้มาเช่นกัน …แต่ถ้าหากมีตัวอย่างประกอบอาจจะทำให้เข้าใจง่ายมากขึ้น คือถ้าให้คนที่ไม่ได้เติบโตมากับระบอบการศึกษาไทยมาอ่าน อาจจะไม่เข้าใจในรายละเอียดนะ
เห็นด้วยโดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์และศาสนาเลยล่ะ คนไทยไม่ค่อยมีนิสัยค้นคว้าหาความรู้ด้วย เลยทำให้เชื่ออะไรตามที่ถูกบอกกล่าวมา แล้วก็เชื่อฝังหัวจนคิดว่าอะไรที่แตกต่างไปมันคือสิ่งที่ผิดไปซะหมด …กับตัวเอง บางทียังรำคาญเลย ต้องคอยบอกว่าเฮ้ย ไอ้ที่เรารู้มาน่ะ มันก็แค่คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาเขียนเท่านั้นเองนะ
อ้างอิงน่าอ่านทั้งนั้นเลย จะตามไปอ่านคับ