
หากใครอยู่ในแวดวงการอ่าน การซื้อหรือการบริโภคหนังสือ ก็คงจะได้ไปหรือได้ข่าวคราวกับงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติมาบ้าง เราก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนหลายหมื่น หลายแสนคน ที่เข้าไปแวะเวียนในงานนี้อยู่เกือบทุกครั้ง
อย่างไรก็ดีดูเหมือนการไปครั้งนี้ของเราจะทำให้ได้ข้อสังเกตใหม่ที่ได้ถูกเพิ่มเติมยิ่งขึ้นหลังการอ่านบทความในหนังสือยุให้รำตำให้รั่ว ของ “ฮิมิโตะ ณ เกียวโต” (ที่ซื้อมาด้วยราคาครึ่งหนึ่ง) นั่นก็คือเรื่องของการบริโภคหนังสือ ที่สัมพันธ์กับเรื่องของชนชั้นอย่างแยกไม่ออก
คำถามและข้อสังเกต ของเริ่มแรกเกิดจากการมองฝูงคนที่เดินไปมาในงานหนังสือที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยชนชั้นกลางหรือชนชั้นที่สูงขึ้นไปอันมีเงินเดือนที่แน่นอน มีงานทำที่ค่อนข้างมั่นคง ในทางกลับกันเรากลับมองไม่เห็น “คนรากหญ้า” หรือ “รากแก้ว” (ตามทีรัฐเรียก) เท่าไร รวมไปถึงแม้กระทั่งคนขายก็ตาม ที่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีฐานะทางสังคมในระดับที่มีกิน และศึกษาอยู่ในสถาบันชั้นนำของประเทศทั้งหลายโดยเฉพาะในกรุงเทพ
ในบทความของฮิมิโตะ ที่เราอ้างถึงตอนแรก ได้กล่าวถึง วัฒนธรรมการอ่านอันเป็นสิ่งที่เพิ่งลงหลักปักฐานอย่างจริงจังทั่วประเทซเมื่อไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยการกระจายตัวของการศึกษาภาคบังคับไปตามพื้นที่ต่างๆ แต่ถึงที่สุดแล้วดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการอ่านและการซื้อหนังสือก็มิได้กระจายตัวตามกลุ่มคนที่ได้รับการศึกษาให้อ่านออกเขียนได้ อันเป็นผลมาจากฐานะทางสังคมของคนส่วนใหญ่ที่ให้พวกเขาไม่สามารถใช้เวลาในชีวิตและเงินทองในการบริโภคหนังสือได้ หนังสือและการอ่านกลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับพวกเขา ลองคิดดูแล้วกัน ชาวสวน ชาวนา จะเอาเวลาว่างที่ไหนกันมาอ่านหนังสือ เพราะว่างานกับชีวิตของพวกเขามิได้แยกออกจากกัน เหมือนดังคนชั้นกลางที่ทำงานตามสำนักงานแล้วมีการแบ่งแยกงานกับชีวิต (ที่บ้าน) ออกจากกันค่อนข้างสิ้นเชิง
นอกจากนี้การซื้อหนังสือที่ค่อนข้างมีราคาสูงเมื่อเทียบกับของอื่นๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันก็ดูเหมือนจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้เป็นตัวเงินไม่มากนัก ต้องเลือกที่จะซื้ออย่างอื่นก่อนอยู่แล้ว ลองคิดเล่นๆ ถ้าเราไม่มีกินเราจะเลือกซื้อหนังสือหรือข้าวสารมากรอกหม้อกัน ในแง่นี้วัฒนธรรมการอ่านจึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องของเวลาว่างและฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัว แต่ละกลุ่มคน แต่ทำไมเราถึงชอบยกวัฒนธรรมการอ่านมาเป็นตัวชี้วัดความเจริญของประเทศก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน อาจเป็นได้ว่าบรรทัดฐานดังกล่าวเป็นสิ่งที่นำมาจากประเทศเจริญแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก) ที่คนส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างสูง สามารถซื้อสิ่งของที่จำเป็นนอกเหนือจากสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตได้
การสร้างวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยที่รัฐพยายามเพรียกหา จึงมิใช่เพียงการพยายามเรียกร้องจากประชาชนฝ่ายเดียวเท่านั้น หากแต่รัฐเองก็ควรที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการอ่านในราคาที่ถูกหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของห้องสมุดที่ดีของชุมชน (ที่ไม่ใช่ศาลาพักร้อน) รวมถึงความหลากลายของหนังสือที่ตอบสนองคนในหลากหลายอาชีพ และทำให้พวกเขาสามารถที่จะใช้ความรู้จากการอ่านไปกับงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันได้
วัฒนธรรมการอ่านโดยเฉพาะที่ต้องซื้อหามาอ่าน จึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องของฐานะทางการเงินและชนชั้นทางสังคมอย่างแยกออกได้ยาก การเรียกร้องวัฒนธรรมการอ่านหรือการพยายามสร้างนิสัยรักการอ่านของรัฐจึงเป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนสายลมที่พัดมาแล้วพัดไป เพราะการอ่านเป็นเรื่องที่มากกว่าการอ่านและหนังสือ หากแต่ร่วมไปถึงบริบทแวดล้อมทางสังคมอื่นๆ และก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถามกลับว่า บรรดาประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายการอ่านเป็นสิ่งที่สร้างสังคมพัฒนา หรือสังคมที่พัฒนาเป็นสิ่งที่สร้างวัฒนธรรมการอ่านกันแน่? รวมไปถึงคำถามต่อหนังสือและการอ่านว่าเป็นของฟุ่มเฟือยและการบริโภคหรือไม่?
อย่างไรก็ดีเราก็ไม่ได้หมายถึงว่าการอ่านเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์แต่การอ่านนอกจากที่ต้องตอบสนองชีวิตที่เห็นได้จริงของคนส่วนใหญ่ในสังคม (ดังที่กล่าวมาแล้ว) การอ่านก็ยังเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาความคิดของผู้อ่าน เพราะกระบวนการอ่านในแง่หนึ่งคือการคิดไตร่ตรองกับสิ่งที่เราอ่าน เป็นการรับสารที่ต่างออกไปจาก โทรทัศน์ หรือ วิทยุ ที่เราแทบไม่ได้คิดไตร่ตรองเพราะเราต้องตามสารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วให้ทัน โดยที่การอ่านความเร็วในการส่งความหมายของสารเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวเรามากกว่าตัวสาร
ถึงแม้เราจะไม่ได้ตั้งความหวังว่าทุกคนควรต้องอ่านหนังสือ เพราะแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันออกไป ทั้งฐานะและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายล้อมทุกคน แต่ชนชั้นกลางที่ถือได้ว่ามีแรงขับการบริโภคและการศึกษาที่สูงก็ดูเหมือนจะละเลยการอ่านที่ทำให้เราคิดไตร่ตรองน้อยลง และหันไปบริโภคกับสื่อใหม่ๆ เช่น รายการเกมส์โชว์และโทรทัศน์ อย่างไม่ลืมหูลืมตาจนทำให้เกิดการครอบงำด้วยทางเลือกที่จำกัดและการนำเสนอในทิศทางเดียวกันโดยปราศจากการคิด
และที่กล่าวมาคือการพร่ำบ่นของคนๆ หนึ่ง อย่าถือสาอะไรมากเลย





ชอบเดินงานหนังสือครับ
บทความของ ฮิมิโตะ ณ เกี๊ยวซ่า นั่นผมก็เคยอ่าน
เคยชอบ (งาน) พี่แกด้วย
แต่ตอนนี้เฉย ๆ แล้วแฮะ
ยังไงก็ถือเป็นผุ้มีอิทธิพลทางความคิดต่อผมคนนึงเลย
รอบนี้สำนวนแก่ซะ… แต่เรื่องที่เขียนตรงประเด็นค่ะ
พูดอีกก็ถูกอีก ในเมื่อปากท้องอยู่ไม่สุข จะพิร่ำพิไรไปกับวรรณกรรมกระดาษก็อย่างไรอยู่ … แต่บางครั้ง หนังสือก็คือทางออกสำหรับความยากลำบากแห่งชีวิตเช่นกัน เช่นเดียวกับบทเพลงพื้นบ้าน เรื่องเล่าโบร่ำโบราณแต่กาลก่อน …
ไม่เถียงเลยว่าคนที่จะผลิตงานด้านวรรณกรรมได้ จำเป็นต้องมีความอยู่สบายในแง่ของชีวิตเสียระดับหนึ่งก่อน แต่ไม่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับไหน คนเราต่างก็ต้องการสิ่งจรรโลงจิตใจด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่ารูปแบบจะแตกต่างกันออกไป ถ้าหากเกมโชว์ ละครทีวี จะมีสถานภาพที่เอื้ออำนวยต่อการเข้าถึงประชาชน และสื่อด้วยสิ่งที่ประชาชนเข้าใจมากกว่า แล้วเราจะโทษประชาชนได้อย่างไร ว่าไม่สนใจวรรณกรรมและศิลปะ
เพิ่งอ่าน On Liberty เค้าว่า หากรัฐจะลงโทษประชาชนแล้ว รัฐจักต้องถามตัวเองก่อนว่าได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนแล้วหรือยัง ความผิดหรือความไม่สมบูรณ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนนั้น รัฐมีส่วนรับผิดด้วยหรือไม่
อีกประเด็น สำหรับคนที่ไม่มีทรัพยากรพอจะเข้าถึงแหล่งภูมิปัญญานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “ปัญญาชน” นั้น อย่างที่พี่บอกในบทความ กำลังห่างเหินจากการอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ นั้น … เราควรจะโทษความไม่สนใจแสวงหาของเขาเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว หรือควรจะโทษวิธีการจัดการศึกษาของรัฐ ที่ไม่ได้ส่งเสริมให้คนรู้จัก คิด ค้นคว้า และวิเคราะห์ อย่างเป็นระบบจริงๆ