หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (16 – 18 พฤษภาคม 2554) ได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการประกาศกฏกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐ จะต้องรับคนเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2554 อันเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 พอสรุปความได้ว่า
“กฎกระทรวงดังกล่าวดูจะไม่เป็นกฎเหล็กเท่าที่ควร เมื่อมาวิเคราะห์ในขอบเขตความเป็นจริงสถานประกอบการของรัฐบางหน่วยงานที่อ้างว่าคนพิการที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 2 ล้านกว่าคน และมีคนพิการที่ลงทะเบียนในสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยประมาณ 2 แสนกว่าคน และมีอยู่เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิในการสมัครงานกับสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ดูจะมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้สิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและสถานที่ทำงาน รวมถึงทัศนคติขององค์กรและเพื่อนร่วมงานยังเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับกฎกระทรวงนี้”
หากข้อมูลตามรายงานข่าวนี้เป็นจริง ดูจะมีข้อสังเกตที่น่าสนใจและเรื่องที่น่าขบคิดอยู่สองประการ นอกเหนือจากประเด็นรายละเอียดเชิงตัวเลขคนพิการที่คาดว่าหน่วยงานและสถานประกอบการจะรับเข้าทำงานอันเป็นประเด็นที่สามารถสาธยายกันได้อีกยาวถึงความถูกต้องหรือความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ
ประการแรก กฎกระทรวงและแนวนโยบายเกี่ยวกับคนพิการดังกล่าวนี้ในมุมหนึ่งได้แสดงให้เห็นการดำเนิน/วางนโยบายเกี่ยวกับคนพิการของรัฐอย่างขาด “ฐานความรู้” กล่าวคือ ไม่มีงานศึกษาวิจัยอย่างเข้มข้นและเพียงพอเพื่อเป็นฐานองค์ความรู้รองรับแผนงานหรือการปฎิบัติงานอย่างเพียงพอ ข้อมูลบางส่วนจากรายงานการทบทวนและวิเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นคนพิการระหว่างปี พ.ศ. 2517 – 2552 ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย ดูจะชี้ให้เห็นว่างานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคนพิการส่วนใหญ่ แม้จะมุ่งเน้นไปในประเด็นการฟื้นฟูสมรรถภาพ ชีวิตทางสังคม และการศึกษาของคนพิการ (329 ชิ้นจากรวมทั้งหมด 686 ชิ้น) หากแต่ดูจะไม่ปรากฎงานศึกษาที่ให้ “ภาพรวม” ทั้งประเทศเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างความต้องการของตลาดแรงงานกับการศึกษาของคนพิการเลย อย่างน้อยก็จนถึงปี พ.ศ. 2551 จะมีบ้างก็เพียงแต่ในส่วนย่อยตามแต่ละสถานศึกษาสำหรับคนพิการ
ในแง่นี้ส่งผลไปสู่ปัญหาเชิงการจัดการหลังจากการประกาศกฎกระทรวงและนโยบายเพราะภาครัฐไม่มีข้อมูลทางวิชาการเป็นพื้นฐานรองรับปฏิบัติการที่สืบเนื่องมาจากแนวนโยบาย ดังตัวอย่างสำคัญคือการปราศจากการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะทางการศึกษาหรือคุณสมบัติของคนพิการกับความต้องการของตลาดแรงงานในภาพรวมทั้งประเทศทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพื่อเตรียมการรองรับการปฏิบัติอันเป็นผลมาจากกฎกระทรวงฯ
ประการที่สอง นอกจากปัญหาการขาดข้อมูลและฐานความรู้เพื่อใช้ปฏิบัติการตามนโยบายแล้ว ข่าวดังกล่าวนี้ยังสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นจริงของ “การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล” (Universal Design – UD) ซึ่งเป็นพื้นฐานหนึ่งของกฎเกณฑ์และกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวเนื่องกับคนพิการและผู้สูงอายุ ว่าหลักปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวนี้ประสบผลสำเร็จเพียงน้อยนิดเท่านั้น แม้บางส่วนของเส้นทางคมนาคมและขนส่งมวลชนของประเทศจะได้ปรับแต่งกายภาพให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนทั้งมวลและคนพิการ หากแต่ถึงที่สุดแล้วคนพิการดูจะยังประสบปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางต่อไป อันเนื่องมาจากสภาพทางกายภาพของการคมนาคมที่ยังมิได้ถูกปรับแต่งโดยทั้งหมด รวมถึง “สำนึก” และ “จินตภาพ” ของสังคมและหน่วยงานต่างๆ ที่มีต่อคนพิการอันสัมพันธ์กับการปฏิบัติให้การออกแบบเพื่อคนทั้งมวลใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งประเด็นของสำนึกและจินตภาพดูจะสัมพันธ์กับทัศนคติของเจ้าของสถานประกอบการและผู้ร่วมงานที่มีต่อคนพิการด้วย ซึ่งจากคำบอกเล่าและงานศึกษาบางส่วนได้ชี้ให้เห็นว่าสถานประกอบการจำนวนหนึ่งที่มีโครงการรับคนพิการเข้าทำงานก่อนการประกาศกฎกระทรวงนี้ ได้มอบหมายงานให้กับคนพิการทำอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพหรือความคาดหวังของคนพิการ อีกทั้งบางส่วนยังปฏิบัติกับคนพิการแตกต่างและไม่เท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่ ในทางเดียวกันสถานประกอบการบางแห่งก็ดูจะรับคนพิการเข้าทำงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์ “เพื่อสังคม” ให้กับองค์กรมากกว่าที่จะให้คนพิการทำงานอย่างเท่าเทียมกับพนักงานคนอื่น
การวางนโยบาย ข้อปฏิบัติ และการขับเคลื่อนเกี่ยวกับการทำงานของคนพิการในสถานประกอบการ จึงฉายให้เห็นภาพของปัญหาเกี่ยวกับคนพิการไทยที่แม้จะมีแนวนโยบายก้าวหน้าสักเพียงใด หากแต่สภาวะที่เป็นจริงของสังคมยังไม่สอดคล้องหรือไปด้วยกันไม่ได้ แนวคิดเชิงนโยบายดังกล่าวก็ดูยากที่จะสัมฤทธิผล
ในแง่นี้ ปัญหาเชิงนโยบายเกี่ยวกับคนพิการจึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดอย่างเชื่อมโยงกับประเด็นและการปฏิบัติทางสังคมอื่นๆ รวมถึงควรต้องตั้งอยู่บนสภาพหรือพื้นฐานที่เป็น “จริง” และฐาน “ความรู้” ที่เพียงพอ เพื่อที่จะได้กำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม เกิดประสิทธิภาพ และก่อปัญหาที่น้อยที่สุด มิใช่ปล่อยละเลยอย่างไร้ทิศทางและความรู้ เฉกเช่นเดียวกับในหลายๆ การขับเคลื่อนและนโยบายของสังคมไทย
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกที่มุมมองบ้านสามย่าน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2554




