<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>I am what I am</title>
	<atom:link href="http://anukpn.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anukpn.wordpress.com</link>
	<description>Anukpn.wordpress.com</description>
	<lastBuildDate>Wed, 18 Nov 2009 14:52:01 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<cloud domain='anukpn.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://www.gravatar.com/blavatar/76f17828c00045ed755dab8165924383?s=96&#038;d=http://s.wordpress.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>I am what I am</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com</link>
	</image>
			<item>
		<title>ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ &#8220;โบราณ&#8221;</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Nov 2009 14:52:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=111</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับ&#8221;กาแฟโบราณ&#8221;"ขนมครกโบราณ&#8221;"วุ้นโบราณ&#8221;"ทองม้วนโบราณ&#8221; หรือ&#8221;ขนมเบื้องโบราณ&#8221;ที่ตั้งร้านขายอยู่ตามย่านตรอก ซอก ถนนต่างๆ จนราวกับว่าชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ ต้องพบเจอกับ &#8220;&#8230;โบราณ&#8221; ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
มีข้อสังเกตของหลายต่อหลายคนที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย &#8220;โบราณ&#8221; ว่าเป็นสิ่งที่แพร่หลายอย่างมากหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา และส่วนใหญ่มักพบตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทว่ามักไม่พบตามต่างจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่และไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แม้ต่างจังหวัดเหล่านี้ จะมีอาหารที่เหมือนกับอาหาร &#8220;&#8230;โบราณ&#8221; ก็ตาม แต่ก็ไม่เรียกต่อท้ายด้วยคำว่า &#8220;โบราณ&#8221; ข้อเขียนสั้นๆ ชิ้นนี้ เป็นความพยายามในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์และสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านของชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย &#8220;โบราณ&#8221;
มีแนวคิดทางสังคมวิทยาจำนวนหนึ่ง ที่พยายามอธิบายสินค้าและระบบการแลกเปลี่ยนในโลกสมัยใหม่ทุกวันนี้ ว่า นอกจากสินค้าจะมีมูลค่า &#8220;การใช้สอย (Use Value)&#8221; ที่ส่งผลให้เกิดมูลค่า &#8220;การแลกเปลี่ยน (Exchange Value)&#8221; ดังที่เป็นมาในอดีตแล้ว สินค้าสมัยใหม่ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามูลค่า &#8220;ทางสัญญะ (Sign Value)&#8221; ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิเช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง หรือกระโปรงนั้น มูลค่าการใช้สอยของสิ่งเหล่านี้ คือ การสวมใส่ไปทำงาน ส่วนมูลค่าทางการแลกเปลี่ยน ก็คือ ตัวเงินหรือทรัพย์สินที่เรานำไปแลกเปลี่ยนสินค้านี้มา ซึ่งเกิดจากประโยชน์ของการใช้สอย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=111&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับ&#8221;กาแฟโบราณ&#8221;"ขนมครกโบราณ&#8221;"วุ้นโบราณ&#8221;"ทองม้วนโบราณ&#8221; หรือ&#8221;ขนมเบื้องโบราณ&#8221;ที่ตั้งร้านขายอยู่ตามย่านตรอก ซอก ถนนต่างๆ จนราวกับว่าชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ ต้องพบเจอกับ &#8220;&#8230;โบราณ&#8221; ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p>
<p>มีข้อสังเกตของหลายต่อหลายคนที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย &#8220;โบราณ&#8221; ว่าเป็นสิ่งที่แพร่หลายอย่างมากหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา และส่วนใหญ่มักพบตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทว่ามักไม่พบตามต่างจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่และไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แม้ต่างจังหวัดเหล่านี้ จะมีอาหารที่เหมือนกับอาหาร &#8220;&#8230;โบราณ&#8221; ก็ตาม แต่ก็ไม่เรียกต่อท้ายด้วยคำว่า &#8220;โบราณ&#8221; ข้อเขียนสั้นๆ ชิ้นนี้ เป็นความพยายามในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์และสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านของชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย &#8220;โบราณ&#8221;</p>
<p>มีแนวคิดทางสังคมวิทยาจำนวนหนึ่ง ที่พยายามอธิบายสินค้าและระบบการแลกเปลี่ยนในโลกสมัยใหม่ทุกวันนี้ ว่า นอกจากสินค้าจะมีมูลค่า &#8220;การใช้สอย (Use Value)&#8221; ที่ส่งผลให้เกิดมูลค่า &#8220;การแลกเปลี่ยน (Exchange Value)&#8221; ดังที่เป็นมาในอดีตแล้ว สินค้าสมัยใหม่ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามูลค่า &#8220;ทางสัญญะ (Sign Value)&#8221; ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิเช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง หรือกระโปรงนั้น มูลค่าการใช้สอยของสิ่งเหล่านี้ คือ การสวมใส่ไปทำงาน ส่วนมูลค่าทางการแลกเปลี่ยน ก็คือ ตัวเงินหรือทรัพย์สินที่เรานำไปแลกเปลี่ยนสินค้านี้มา ซึ่งเกิดจากประโยชน์ของการใช้สอย ต้นทุนทางการผลิต และกำไร (ถ้ามี) อย่างไรก็ดี ถ้าในกรณีที่เสื้อเชิ้ต กางเกงหรือกระโปรง มียี่ห้อหรือแบรนด์ดังที่พบกันทั่วไปในปัจจุบัน จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง คือ &#8220;มูลค่าทางสัญญะ&#8221; ที่นอกจากจะส่งผลให้มูลค่าทางการแลกเปลี่ยนสูงขึ้น จากการมี &#8220;ยี่ห้อ&#8221; แล้ว ยังส่งผลให้ผู้สวมใส่รู้สึกหรือมีอัตลักษณ์ที่ต่างออกไปจากคนอื่นด้วย ดังคำพูดของนักคิดท่านหนึ่งที่ว่า &#8220;เราได้กลืนกินสัญญะของสินค้าเข้าไป&#8221;</p>
<p>ย้อนกลับมาที่ประเด็นอาหารซึ่งลงท้ายด้วยคำว่าโบราณ แน่นอนอาหารที่ขายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ย่อมมีมูลค่าการใช้สอย คือ การตอบสนองต่อความอยากกินและความหิว รวมถึงมีมูลค่าทางการแลกเปลี่ยนที่สะท้อนผ่านราคาของอาหารอยู่แล้ว แต่อาหารที่มีคำว่าโบราณเพิ่มเข้าไปนั้น ดูเหมือนจะส่งผลให้เกิดมูลค่าทางสัญญะเข้ามาด้วย มุมหนึ่งในแง่ของการขาย การกินขนมครกโบราณ วุ้นโบราณ กาแฟโบราณ ฯลฯ ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของอาหารเหล่านี้ กับอาหารประเภทอื่นๆ ความโบราณได้ถูกนำมาเป็นจุดขาย ทำนองเดียวกับ &#8220;ความเป็นอิตาลี&#8221; หรือ &#8220;ความเป็นฝรั่งเศส&#8221; ส่วนในอีกมุมหนึ่งผู้ซื้อบางคนก็อาจจะเสพสัญญะของความโบราณดังกล่าว ที่ส่งผลให้รู้สึกว่าตัวเองมีอัตลักษณ์ต่างจากคนอื่น</p>
<p>เป็นที่น่าสังเกตว่า &#8220;เทรนด์&#8221; ของการใช้ความโบราณมาเป็นจุดขาย และการนิยมความโบราณนี้มิได้มีแต่อาหารหรือบรรดาของกินเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่ดูจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดของบรรดาตลาดโบราณร้อยปี และร้านอาหารร่วมสมัยที่ใช้บ้านเก่ามาดัดแปลง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน และดูจะไม่น่าแปลกใจเลยที่ในสถานที่อย่างตลาดโบราณร้อยปี จะเต็มไปด้วยอาหารที่มีคำว่าโบราณต่อท้าย</p>
<p>สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อไป คือ ทำไมความโบราณ จึงได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆ อย่างมากมายในปัจจุบัน</p>
<p>แม้สินค้าในโลกสมัยใหม่จะมีมูลค่าทางสัญญะปรากฏอยู่ หากแต่มูลค่าทางสัญญะหรือความรู้สึกต่อตัวสินค้าไม่ว่าจะเป็นความหรูหรา ทันสมัยหรืออินเทรนด์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้คนในสังคมไม่มีสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าทางสัญญะที่แฝงอยู่ ซึ่งสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าและนัยที่แฝงอยู่กับสินค้าต่างๆ นี้ ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ผ่านกลไกของสังคมสมัยใหม่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลข่าวสาร การโฆษณา และการมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่คนกล่าวถึงสัญญะของสินค้าต่างๆ (&#8220;นี่เธอเคยลองไปกินอาหารสุดฮิปที่ร้านนี้แล้วหรือยัง&#8221;)</p>
<p><span id="more-111"></span></p>
<p>สำหรับสำนึกเกี่ยวกับความโบราณที่ให้คุณค่าและความรู้สึกที่มีต่อสินค้านั้น ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับปรากฏการณ์โหยหารากเหง้าของ &#8220;ความเป็นไทย&#8221; &#8220;ความเป็นท้องถิ่น&#8221; และ &#8220;อดีตของสังคม&#8221; ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540</p>
<p>นักวิชาการหลายต่อหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 หรือวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ส่งผลให้คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนชั้นกลางคอปกขาวในเมือง และบรรดานักธุรกิจใหญ่น้อยต้องตกงานและล้มละลาย ซึ่งคนเหล่านี้จำนวนหนึ่งรวมถึงชนชั้นนำทางสังคม ได้ตั้งคำถามถึงทิศทางของสังคมและเศรษฐกิจที่เดินตามแนวทางของความทันสมัย ตะวันตก และความมั่งคั่งทางเงินตราอย่างที่เป็นมาในช่วงก่อนหน้าว่า &#8220;เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด&#8221; &#8220;เหมาะกับสังคมไทย&#8221; หรือ &#8220;นำมาซึ่งความเติบโตของประเทศ&#8221; จริงหรือ ในแง่นี้ได้ส่งผลให้เกิดความคิดในการย้อนกลับไปหาสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า &#8220;รากเหง้า&#8221; ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการหวนกลับไปหาท้องถิ่นหรืออดีต และพัฒนาท้องถิ่นหรืออดีตเหล่านี้ขึ้นมาภายใต้ความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้ คือ &#8220;รากฐานของสังคม&#8221;</p>
<p>ผู้เขียนมีความคิดว่าในมุมหนึ่งการเกิดขึ้นของอาหารที่ต่อท้ายด้วยคำว่าโบราณ เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับเงื่อนไขและบริบททางสังคมที่ถวิลหารากเหง้าในช่วงหลังปี พ.ศ. 2540 ที่นอกจากจะมีการหวนกลับไปหา และพัฒนาท้องถิ่นและอดีตแล้ว ยังมีกระบวนการในการแปรท้องถิ่นและอดีตให้กลายเป็นทุนด้วย และอาหาร &#8220;&#8230;.โบราณ&#8221; คือ ส่วนหนึ่งในกระบวนการดังกล่าวนี้</p>
<p>ในสายตาผู้บริโภคหรือผู้ซื้ออาหารโบราณ นอกจากจะตอบสนองความหิวและความอยากแล้ว การบริโภคอาหารโบราณยังแสดงให้เห็นการมีอัตลักษณ์ที่ต่างกับคนอื่นด้วย อาทิเช่น การกินกาแฟโบราณ อาจสะท้อนให้เห็นการมีสำนึกของการนิยมไทยและรักชาติมากกว่าการกินกาแฟแบรนด์ดังจากต่างประเทศ หรือการกินวุ้นโบราณอาจแสดงให้เห็นความแตกต่างมากกว่าการกินวุ้นธรรมดา ทำนองเดียวกับการไปเที่ยวตลาดโบราณที่สะท้อนให้เห็นความช่วยเหลือ ความรัก และความสนใจต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นและอดีตมากกว่าการไปเที่ยวห้างสรรพสินค้ากลางเมือง</p>
<p>ความโบราณจึงแสดงให้สำนึกของชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งในเมือง ที่โหยหากับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า &#8220;รากเหง้า&#8221; &#8220;ท้องถิ่น&#8221; และ &#8220;อดีต&#8221; ซึ่งเราจะแทบไม่พบสำนึกเหล่านี้ในเมืองเล็กๆ ของต่างจังหวัด ที่นิยมเรียกกาแฟที่ใช้ถุงผ้าชง ว่า &#8220;กาแฟป้าทอง หรือยายหมาย&#8221; มากกว่า &#8220;กาแฟโบราณ&#8221;</p>
<p>ที่กล่าวมาคือข้อสังเกตของผู้เขียนในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะถูกและผิดได้พอๆ กัน</p>
<p>มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ  10 กันยายน 2552</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=111&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อาหารไทย ความหวาน และน้ำตาล</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Nov 2009 14:34:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อไม่นานมานี้มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนหวนระลึกถึงเรื่องเรื่องหนึ่งอีกครั้ง
เหตุการณ์แรก แม่ครัวคนหนึ่งได้เปรยขึ้นมากับลูกมือของเขาขณะเตรียมอาหารว่า “อาหารไทยต้องหวานนำ” และเหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นขณะผู้เขียนไปกินข้าวกับรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งซึ่งทุกคนต่างลงความเห็นว่า “ยำสามกรอบที่สั่งมาช่างหวานเสียนี่กระไร” เหตุการณ์ทั้งสองได้ชวนให้หวนระลึกประเด็นความหวานของอาหารไทยประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอาหารคาว ที่ได้ทวีความหวานมากขึ้นกว่าแต่ในอดีต ซึ่งผู้เขียนก็ได้ลองตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอาหารไทยอันสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศ
หากเราลองพิจารณาทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า “อ้อย” อันเป็นวัตถุหลักในการผลิตน้ำตาลในปัจจุบัน เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างความหวานหรือผลิตน้ำตาลมาเป็นเวลาช้านาน อย่างไรก็ดี แม้อ้อยจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในละแวกประเทศไทยและถูกนำมาเพาะปลูกตั้งแต่ในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่าน้ำตาลจากอ้อยจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเฉกเช่นในปัจจุบัน เพราะสังคมแทบนี้มีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถให้ความหวานได้ เช่น มะพร้าว และตาล ดังที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าน้ำตาลปี๊บ ซึ่งคำเรียก “น้ำตาล” ในภาษาไทยปัจจุบันก็มีความเป็นไปได้ว่ามีต้นตอมาจากการเรียกสารให้ความหวานจาก “ต้นตาล”
กระนั้นก็ดี แม้สังคมต่างๆ จะมีพืชให้ความหวานหลายชนิด แต่ก็มิอาจกล่าวได้อีกเช่นกันว่า คนในแถบประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้น้ำตาลในการประกอบอาหารหรือนิยมอาหารคาวที่มีรสหวาน เพราะจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการผลิตน้ำตาลจากพืชต่างๆ ในอดีตเป็นสิ่งที่มีความยุ่งยากและมีวัตถุดิบที่ไม่มากนัก ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีจำนวนไม่มาก
ในงานวิจัย “การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคที่มีผลต่อสุขภาพ : ศึกษากรณีน้ำตาลระหว่าง พ.ศ.2504-2539” โดย ชาติชาย มุกสง ได้แสดงให้เห็นการเพิ่มผลผลิตน้ำตาลที่เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ชาวยุโรปนำ “อ้อย” มาปลูกในไร่ที่มีระบบการจัดการในพื้นที่เขตร้อนชื้นของอาณานิคมต่างๆ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มจากพื้นที่ในแถบอเมริกาและละตินอเมริกา จนถึงพื้นที่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะหมู่เกาะที่เป็นประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรสำหรับชาวยุโรปแล้ว น้ำตาลยังเป็นสิ่งที่หายากและราคาสูงจนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=105&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เมื่อไม่นานมานี้มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนหวนระลึกถึงเรื่องเรื่องหนึ่งอีกครั้ง</p>
<p>เหตุการณ์แรก แม่ครัวคนหนึ่งได้เปรยขึ้นมากับลูกมือของเขาขณะเตรียมอาหารว่า “อาหารไทยต้องหวานนำ” และเหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นขณะผู้เขียนไปกินข้าวกับรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งซึ่งทุกคนต่างลงความเห็นว่า “ยำสามกรอบที่สั่งมาช่างหวานเสียนี่กระไร” เหตุการณ์ทั้งสองได้ชวนให้หวนระลึกประเด็นความหวานของอาหารไทยประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอาหารคาว ที่ได้ทวีความหวานมากขึ้นกว่าแต่ในอดีต ซึ่งผู้เขียนก็ได้ลองตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอาหารไทยอันสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศ<br />
หากเราลองพิจารณาทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า “อ้อย” อันเป็นวัตถุหลักในการผลิตน้ำตาลในปัจจุบัน เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างความหวานหรือผลิตน้ำตาลมาเป็นเวลาช้านาน อย่างไรก็ดี แม้อ้อยจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในละแวกประเทศไทยและถูกนำมาเพาะปลูกตั้งแต่ในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่าน้ำตาลจากอ้อยจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเฉกเช่นในปัจจุบัน เพราะสังคมแทบนี้มีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถให้ความหวานได้ เช่น มะพร้าว และตาล ดังที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าน้ำตาลปี๊บ ซึ่งคำเรียก “น้ำตาล” ในภาษาไทยปัจจุบันก็มีความเป็นไปได้ว่ามีต้นตอมาจากการเรียกสารให้ความหวานจาก “ต้นตาล”<br />
กระนั้นก็ดี แม้สังคมต่างๆ จะมีพืชให้ความหวานหลายชนิด แต่ก็มิอาจกล่าวได้อีกเช่นกันว่า คนในแถบประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้น้ำตาลในการประกอบอาหารหรือนิยมอาหารคาวที่มีรสหวาน เพราะจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการผลิตน้ำตาลจากพืชต่างๆ ในอดีตเป็นสิ่งที่มีความยุ่งยากและมีวัตถุดิบที่ไม่มากนัก ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีจำนวนไม่มาก<br />
ในงานวิจัย “การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคที่มีผลต่อสุขภาพ : ศึกษากรณีน้ำตาลระหว่าง พ.ศ.2504-2539” โดย ชาติชาย มุกสง ได้แสดงให้เห็นการเพิ่มผลผลิตน้ำตาลที่เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ชาวยุโรปนำ “อ้อย” มาปลูกในไร่ที่มีระบบการจัดการในพื้นที่เขตร้อนชื้นของอาณานิคมต่างๆ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มจากพื้นที่ในแถบอเมริกาและละตินอเมริกา จนถึงพื้นที่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะหมู่เกาะที่เป็นประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรสำหรับชาวยุโรปแล้ว น้ำตาลยังเป็นสิ่งที่หายากและราคาสูงจนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่น้ำตาลถึงกลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ</p>
<p><span id="more-105"></span><br />
สำหรับสังคมไทยหรือประเทศสยามในอดีตนั้น ภายหลังจากการทำสนธิสัญญาบาวริ่งกับอังกฤษในปี พ.ศ.2398 ได้ส่งผลให้การผูกขาดสินค้าจากราชสำนักและชนชั้นน้ำเริ่มสิ้นสุดลง พร้อมกับการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกข้าว สำหรับอ้อยนั้น แม้ว่าในช่วงแรกจะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกโดยเฉพาะในแถบภาคกลางพร้อมกับการทำน้ำตาลทรายของกลุ่มคนจีน หากแต่ไม่สามารถสู้กับราคาน้ำตาลทรายที่นำเข้าจากอาณานิคมของดัตช์ได้ ส่งผลให้พื้นที่ปลูกอ้อยแปรเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ปลูกข้าวแทน น้ำตาลเกือบทั้งหมดภายในประเทศจึงเป็นสิ่งนำเข้าจากข้างนอก มีมูลค่าที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเครื่องปรุงชนิดอื่น และมิได้กระจายตัวไปตามพื้นที่อื่นๆ ของสยาม นอกจากนี้ในงานของ ชาติชาย มุกสง ยังระบุอีกว่า น้ำตาลยัง “ถูกใช้เป็นรางวัลสำหรับผู้มีฝีมือทางการครัวและการปรุงอาหารในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือแม้แต่ถูกใช้เป็นของขวัญวันแต่งงานสมัยก่อน”<br />
จวบจนช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ที่ประเทศไทยเริ่มมีการวางแผนผลิตน้ำตาลอย่างจริงจังเพื่อลดการน้ำพึ่งพิงจากต่างประเทศ ตามหลักเศรษฐกิจอันเป็นหนึ่งในหลักหกของคณะราษฎร ส่งผลให้มีการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลขึ้นที่ จ.ลำปาง และ จ.อุตรดิตถ์ ตามมาด้วยจังหวัดอื่นๆ ตามลำดับ แต่กระนั้นการผลิตน้ำตาลก็ดูเหมือนยังคงไม่เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484) การนำเข้าน้ำตาลทรายขาวจากอาณานิคมของตะวันตกก็ได้ประสบปัญหาอันนำไปสู่การขาดแคลนน้ำตาลทรายขาวภายในประเทศต่อเนื่องถึงช่วงหลังสงคราม เพราะน้ำตาลที่ผลิตได้ในประเทศส่วนใหญ่คือน้ำตาลทรายแดง ส่วนน้ำตาลทรายขาวไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้ส่งออกน้ำตาลทุกชนิดไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2490 <br />
 </p>
<p>การผลิตน้ำตาลทรายของไทยเริ่มเพียงพอแก่ความต้องการภายในประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2500 และเริ่มมีการส่งออกขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของโรงงานผลิตน้ำตาลทรายและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยภายใต้บริบทของการ “ปฏิวัติเขียว” ในแง่นี้ได้ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายลดลงกว่าในอดีตอย่างมาก น้ำตาลจึงมิใช่ของฟุ่มเฟือย ขาดแคลน หรือหายากอีกต่อไป นอกจากนี้ระบบการจัดการธุรกิจสมัยใหม่และการขนส่งที่พัฒนายังส่งผลให้น้ำตาลทรายสามารถกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศและครอบครองตลาดแทนน้ำตาลจากพืชชนิดอื่นที่มีการผลิตยุ่งยากและผลผลิตน้อย ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำตาลได้ถึง 4,492,770.05 ตัน แต่มีการบริโภคในประเทศเพียง 349,473.55 ตัน ส่วนที่เหลือจะเป็นการส่งออก 590,473.07 ตัน ข้อมูลดังกล่าวนี้ได้สะท้อนให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า น้ำตาลมิใช่สิ่งที่หายากอีกต่อไป <br />
 </p>
<p>ในแง่นี้ราคาน้ำตาลที่ถูกลงและสามารถซื้อหาได้ง่ายดูจะเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ส่งผลให้อาหารไทยจำนวนมากทวีความหวานขึ้น และอาหารไทยเกือบทุกชนิดล้วนแต่ใส่น้ำตาลแทบทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่า อาหารไทยในแถบกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น ดูเหมือนจะมีความหวานกว่าอาหารในต่างจังหวัด ซึ่งในแง่หนึ่งเคยมีผู้อธิบายว่า ความหวานเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับความมั่งคั่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แสดงให้เห็นการมีกำลัง (ทรัพย์) ที่จะใส่เครื่องปรุงรสที่จะในปริมาณมาก รสชาติหวานจากอาหารแถบกรุงเทพฯ ที่แม้แต่ “ยำสามกรอบ” ยังหวานนี้ดูจะส่งผลต่อวิธีคิดการทำอาหารของคนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากที่ได้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับศูนย์กลางประเทศว่า “อาหารไทยต้องหวานนำ” และในมุมหนึ่งได้ส่งผลให้ร้านอาหารจำนวนมากตามเส้นทางสายหลักจากเมืองหลวงเริ่มมีรสหวานนำตามไปด้วย อาจกล่าวอีกมุมหนึ่งได้ว่า นี่คือการสร้างมาตรฐาน (Standardization) ของรสชาติ ภายใต้ตรรกะของรัฐรวมศูนย์ที่คุณค่าและรสนิยมเกือบจะถูกชี้นำจากศูนย์กลาง สิ่งนี้ดูเหมือนจะสัมพันธ์กับอัตราการบริโภคน้ำตาลต่อหัวที่สูงขึ้นสังคมไทยจากประมาณ 5 กิโลกรัมต่อคน ในทศวรรษที่ 2510 มาเป็น 29-30 กิโลกรัมต่อคนในปี พ.ศ.2551<br />
 </p>
<p>กระนั้นก็ดี จากการสังเกตของผู้เขียนพบว่าสำนึกส่วนใหญ่ของคนอายุรุ่น 60 กว่าปีขึ้นไปที่เติบโตมาพร้อมกับสภาพสังคมที่น้ำตาลมิได้เป็นของสามัญและอาหารที่รสชาติไม่หวานนั้น ดูจะมีความรู้สึกว่าการใส่น้ำตาลลงในอาหารที่มากเกินพอดีคือ ความฟุ่มเฟือย และไม่ถูกปากกับอาหารที่รสหวานนำ อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดสำหรับผู้เขียนแล้ว การเปลี่ยนแปลงของอาหารเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกสังคมตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและส่วนอื่นๆ ของสังคม และนี่มิใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใด <br />
 </p>
<p>บทความนี้เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตหนึ่งของผู้เขียนต่อความเปลี่ยนแปลงของรสชาติอาหารในประเทศไทยเท่านั้น แม้ผู้เขียนจะสร้างรู้สึกหงุดหงิดใจกับอาหารคาวหวานนำในบางเวลาก็ตามที</p>
<p>มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 9 กรกฎาคม 2552</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=105&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อังกฤษกับพม่า : เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Nov 2009 14:49:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=109</guid>
		<description><![CDATA[ข่าวคราวเกี่ยวกับพม่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดูจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความมั่นคง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ชายอเมริกันว่ายน้ำเข้าไปในบ้านของออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน อันเป็นเหตุทำให้มีการพิจารณากักบริเวณเธอต่อไปในบ้านพัก หรือข่าวลือเรื่องแผนการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของพม่าที่สัมพันธ์กับการเดินทางของเรือสินค้าจากเกาหลีเหนือ ที่คาดว่าได้บรรทุกอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะได้ส่งผลให้หลายประเทศในโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และหลายชาติในยุโรปตะวันตกเกิดความหวาดระแวง และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่า
 
อย่างไรก็ดี มีอีกข่าวหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ที่แทบไม่เป็นที่รับรู้ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยเท่าใดนัก นั่นก็คือ รายงานข่าวจากสำนักข่าว Xinhua ของจีน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.  2009 ที่อ้างข้อมูลจาก Weekly Eleven News หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของพม่าที่กล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศในพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 15.77 พันล้านดอลลาร์ จาก 31 ประเทศใน 424 โครงการ โดยไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุดประมาณ 7.41 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 46.98 ของการลงทุนต่างชาติ 
 
สำหรับผู้เขียน ตัวเลขการลงทุนในพม่าที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องเพราะหลังจากการเปิดประเทศของพม่าในปี ค.ศ. 1988 ไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนติดต่อเป็นแนวยาวกับพม่าเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้นำพม่าชุดใหม่ และเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าหลายกิจการ ภายใต้บริบทของนโยบาย &#8220;เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสนามการค้า&#8221; [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=109&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ข่าวคราวเกี่ยวกับพม่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดูจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความมั่นคง</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ชายอเมริกันว่ายน้ำเข้าไปในบ้านของออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน อันเป็นเหตุทำให้มีการพิจารณากักบริเวณเธอต่อไปในบ้านพัก หรือข่าวลือเรื่องแผนการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของพม่าที่สัมพันธ์กับการเดินทางของเรือสินค้าจากเกาหลีเหนือ ที่คาดว่าได้บรรทุกอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะได้ส่งผลให้หลายประเทศในโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และหลายชาติในยุโรปตะวันตกเกิดความหวาดระแวง และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่า<br />
 </p>
<p>อย่างไรก็ดี มีอีกข่าวหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ที่แทบไม่เป็นที่รับรู้ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยเท่าใดนัก นั่นก็คือ รายงานข่าวจากสำนักข่าว Xinhua ของจีน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.  2009 ที่อ้างข้อมูลจาก Weekly Eleven News หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของพม่าที่กล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศในพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 15.77 พันล้านดอลลาร์ จาก 31 ประเทศใน 424 โครงการ โดยไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุดประมาณ 7.41 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 46.98 ของการลงทุนต่างชาติ <br />
 </p>
<p>สำหรับผู้เขียน ตัวเลขการลงทุนในพม่าที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องเพราะหลังจากการเปิดประเทศของพม่าในปี ค.ศ. 1988 ไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนติดต่อเป็นแนวยาวกับพม่าเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้นำพม่าชุดใหม่ และเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าหลายกิจการ ภายใต้บริบทของนโยบาย &#8220;เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสนามการค้า&#8221; ส่งผลให้นักธุรกิจไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับผู้นำและนักธุรกิจพม่าและสานสัมพันธ์เรื่อยมา แม้ในช่วงหลังความสัมพันธ์อาจมีปัญหาไปบ้างพร้อมกับการที่ประเทศอื่นเข้าไปลงทุนในพม่ามากขึ้น แต่การลงทุนของไทยดำเนินมาตั้งแต่ช่วงแรก ดูจะทำให้ตัวเลขการลงทุนยังคงครองอันดับหนึ่ง<br />
 </p>
<p>ความสนใจและแปลกใจของผู้เขียนอยู่ที่ตัวเลขการลงทุนของอังกฤษในพม่าที่สูงเป็นอันดับสอง มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.86 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 11.8 ของการลงทุนต่างชาติ ผู้เขียนฉงนเป็นอย่างยิ่งว่าอังกฤษในฐานะประเทศแรกๆ ที่ออกมาสนับสนุนนโยบายแซงแทรกทางเศรษฐกิจกับประเทศพม่า ภายหลังการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่พรรค NLD ได้คะแนนเสียงสูงสุดของคณะนายทหาร ในปี ค.ศ. 1990 และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่าเรื่อยมา แต่การมีตัวเลขการลงทุนในพม่าสูงเป็นอันดับสองดูเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ค่อนข้างยาก <br />
 </p>
<p><span id="more-109"></span></p>
<p>รายงานข่าวฉบับนี้ดูจะได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนอังกฤษ ซึ่งพยายามหาคำอธิบายจากรัฐบาลเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุนที่ปรากฏ สำนักข่าว BBC ได้ทำการสัมภาษณ์ David Miliband รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ซึ่งเขาได้ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนที่จะให้คำอธิบายพอสรุปได้ว่า &#8220;ในอดีตมีบริษัทขนาดใหญ่ของอังกฤษ อาทิเช่น บริษัท Premier Oil และบริษัท British American Tobacco เข้าลงทุนในประเทศพม่า แต่อย่างไรก็ดี บริษัทได้ถอนตัวออกมาจากพม่าแล้ว&#8221; นอกจากนี้ &#8220;จำนวนตัวเลขการลงทุนของอังกฤษในพม่าที่สูงเป็นอันดับสองนั้น อาจมีสาเหตุมาจากการเปิดให้บริษัทต่างชาติ สามารถใช้ดินแดนในอารักขาของอังกฤษ เป็นฐานทางธุรกิจทำให้การลงทุนสะดวกขึ้น&#8221;<br />
 </p>
<p>จากคำสัมภาษณ์ดังกล่าว และจากข้อเขียนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนของอังกฤษในพม่านั้น มิใช่การดำเนินผ่านบริษัทขนาดเล็กหรือกลาง หากแต่ดำเนินการโดยบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีอิทธิพลอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก สำหรับ Premier Oil ถือได้ว่าเป็นบริษัทพลังงานจากต่างชาติรายแรกๆ ที่เข้าไปสำรวจและลงทุนในพม่า บริษัทแห่งนี้ได้รับสัมปทานสำรวจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันบริเวณพื้นที่ M13 และ M14 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ซึ่งต่อมาได้ร่วมทุนกับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากชาติอื่นๆ ดำเนินการสำรวจและพบก๊าซธรรมชาติที่รู้จักในปัจจุบันว่าแหล่ง &#8220;เยตากุน&#8221; อย่างไรก็ดี  Premier Oil ได้อ้างว่าทางบริษัทได้ขายส่วนแบ่งของโครงการทั้งหมดให้กับบริษัทน้ำมันรายอื่นไปแล้ว ในส่วนของ British American Tobacco หรือ BAT ถือได้ว่าเป็นบริษัทยาสูบหรือบุหรี่ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ โลก เป็นเจ้าของบุหรี่ยี่ห้อดังจำนวนมาก การลงทุนในพม่าของ BAT ดำเนินการโดยผ่านบริษัท Rothmans of Pall Mall Myanmar หรือ RPMM ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท Rothmans (บริษัทในเครือของ BAT) ร้อยละ 60 และรัฐบาลพม่าร้อยละ 40 ต่อมาในปี ค.ศ. 2002 BAT ก็ได้ประกาศขายสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 60 ใน RPMM ให้กับบริษัท Rothmans Myanmar Holding ที่มีฐานอยู่ในประเทศหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้<br />
 </p>
<p>นอกจากการลงทุนของอังกฤษในพม่าจะแสดงให้เห็นการลงทุนโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่ร่วมทุนกับบริษัทจากชาติอื่นๆ และรัฐบาลพม่าในหลายกิจการแล้ว การใช้หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน (British Virgin Island) ดินแดนอารักขาของอังกฤษ กลางทะเลแคริบเบียน เป็นฐานในการจดทะเบียนบริษัทเพื่อลงทุนในพม่าของบริษัทชาติต่างๆ ทั่วโลก ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวที่สำคัญของนักธุรกิจที่ต้องการหลีกเลี่ยงกระแสกดดันทางสังคมในประเทศของตน และมาตรการแทรกแซงทางเศรษฐกิจต่อพม่าอีกด้วย พวกเขาได้อาศัยเงื่อนไขการจดทะเบียนบริษัทอันสามารถทำได้อย่างง่ายได้ในหมู่เกาะแห่งนี้ ในการจัดตั้งบริษัทในการแปลงสัญชาติของเงินในการเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าด้วยวิธีการทางการเงินอันสลับซับซ้อนและแตกต่างกันออกไป ส่งผลให้ภายใต้สัญชาติ &#8220;อังกฤษ&#8221; ของบริษัทเหล่านี้ เราแทบไม่สามารถรู้เลยว่าต้นทางของเงินที่แท้จริงนั้นมาจากประเทศหรือบริษัทใด<br />
 </p>
<p>เทคโนโลยีหรือวิธีการทางการเงินและธุรกิจในการเข้าไปลงทุนในพม่านี้ ดูจะเป็นสิ่งที่สะท้อนอีกด้วย ว่า พม่าได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการเงินของโลกอย่างยากจะหลีกเลี่ยง แม้พม่าจะปกครองโดยระบบแบบรวมศูนย์โดยเหล่านายทหารและถูกแทรกแซงทางเศรษฐกิจจากหลายชาติอย่างหนักก็ตาม หากแต่ทรัพยากรธรรมชาติอันมีความสมบูรณ์และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่มาก รวมถึงการลงทุนอย่างมหาศาลจากจีนและอินเดีย ดูจะได้สร้างความตระหนักพร้อมกับความสนใจให้กับนักธุรกิจจากทั่วโลกให้หันกลับมามองพม่าอีกครั้งในฐานะดินแดนแห่งโอกาสที่มีพื้นที่เชื่อมโยงกับสองประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก หลังจากแทบจะถูกละเลยไปนับตั้งแต่ยุคอาณานิคม ในที่นี้รวมถึงนักธุรกิจจากประเทศที่เป็นผู้นำการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่าอย่างต่อเนื่องด้วย ยังผลให้พวกเขาต้องใช้ความสามารถทางการเงินที่มีอยู่พลิกแพลงหาช่องทางลงทุนในพม่า <br />
 </p>
<p>ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับการลงทุนในพม่า จากบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ ทั่วโลก ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมานี้ ดูจะน่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่าประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้านของพม่า ที่มีพรมแดนติดกันเป็นแนวยาวจะยืนอยู่ ณ จุดใดในการแข่งขันเช่นนี้</p>
<p>มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 29 ตุลาคม 2552</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=109&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เพศวิถีของคนพิการ : มายาภาพและอคติ</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Nov 2009 14:33:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานประชุมวิชาการเรื่อง &#8220;ถอดมายาคติ สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ : กรณีบังคับทำหมันผู้หญิงพิการ&#8221; ซึ่งในตอนหนึ่งของการประชุม นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวถึงรายงานขององค์การอนามัยโลก ว่า &#8220;ปัจจุบันมีหญิงพิการทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้หญิงทั่วโลก หญิงพิการในประเทศกำลังพัฒนาได้ถูกเลือกปฏิบัติเป็น 3 เท่าของหญิงพิการในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย 2 ใน 3 คน จะเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและละเมิดสิทธิ ซึ่งน้อยรายที่ปกป้องสิทธิตัวเองได้ เพราะขาดความรู้ในกระบวนการยุติธรรม และผู้กระทำส่วนใหญ่ คือ คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดปัญหาการถูกบังคับทำแท้งตามมา ซึ่งบางครั้งผู้ที่แนะนำการทำแท้ง คือ เจ้าหน้าที่รัฐ&#8221; (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2552)
&#160;
จากสภาพของโลกปัจจุบันที่หลายพื้นที่ได้ก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่และทุนนิยม ส่งผลให้การทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน กลายมาเป็นสิ่งที่สังคมหลายแห่งล้วนให้คุณค่า เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าหากคนทำงานมีประสิทธิภาพก็จะนำมาสู่ผลของงานหรือผลผลิตที่ดีและคุ้มค่ากับทุนและเวลาที่เสียไป โลกสมัยใหม่จึงเป็นโลกที่เสรีและสะดวกสบายสำหรับคนไม่พิการ แต่สำหรับคนพิการแล้ว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=101&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สถาบันสร้างเสริมสุขภาพ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a> สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานประชุมวิชาการเรื่อง &#8220;ถอดมายาคติ สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ : กรณีบังคับทำหมันผู้หญิงพิการ&#8221; ซึ่งในตอนหนึ่งของการประชุม นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย หัวหน้าสำนักงานองค์การ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>สากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวถึงรายงานขององค์การอนามัยโลก ว่า &#8220;ปัจจุบันมีหญิงพิการทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้หญิงทั่วโลก หญิงพิการในประเทศกำลังพัฒนาได้ถูกเลือกปฏิบัติเป็น 3 เท่าของหญิงพิการในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย 2 ใน 3 คน จะเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและละเมิดสิทธิ ซึ่งน้อยรายที่ปกป้องสิทธิตัวเองได้ เพราะขาดความรู้ในกระบวนการยุติธรรม และผู้กระทำส่วนใหญ่ คือ คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดปัญหาการถูกบังคับทำแท้งตามมา ซึ่งบางครั้งผู้ที่แนะนำการทำแท้ง คือ เจ้าหน้าที่รัฐ&#8221; (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2552)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากสภาพของโลกปัจจุบันที่หลายพื้นที่ได้ก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่และทุนนิยม ส่งผลให้การทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน กลายมาเป็นสิ่งที่สังคมหลายแห่งล้วนให้คุณค่า เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าหากคนทำงานมีประสิทธิภาพก็จะนำมาสู่ผลของงานหรือผลผลิตที่ดีและคุ้มค่ากับทุนและเวลาที่เสียไป โลกสมัยใหม่จึงเป็นโลกที่เสรีและสะดวกสบายสำหรับคนไม่พิการ แต่สำหรับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>แล้ว โลกสมัยใหม่และทุนนิยมกลับยิ่งไปเพิ่มให้เกิดกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ผ่านกลไกการผลิตแบบสมัยใหม่ เทคโนโลยีและความรู้สมัยใหม่</p>
<p><span id="more-101"></span></p>
<p>ในทางเดียวกัน ก็เป็นเรื่องยากปฏิเสธอีกเช่นเดียวกัน ว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่เชื่อกันว่าเชื่อมโยงกับสภาพของร่างกายที่ &#8220;สมบูรณ์&#8221; &#8220;ปกติ&#8221; และมีอวัยวะที่ครบถ้วน ซึ่งหากมองในแง่นี้แล้วบรรดา<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ทั้งหลายดูจะถูกกีดกันให้พ้นจากขอบเขตของ &#8220;การทำงานที่มีประสิทธิภาพ&#8221; <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>จึงเป็นผู้ที่ &#8220;ไม่ปกติ&#8221; ตามกรอบคิดของโลกทุนนิยมสมัยใหม่ ที่ต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ &#8220;ปกติ&#8221; ของคนทั่วไป และเป็น &#8220;ปัญหา&#8221; ของสังคมแบบหนึ่งที่รัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หรือสงเคราะห์ผ่านการจัดพื้นที่พิเศษต่างๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากจะถูกมองว่าเป็นคนไม่ปกติตามมาตรฐานทางร่างกายแล้ว <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ยังถูกมองว่ามีชีวิตที่ไม่เหมือนกับคนปกติ โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ทางเพศ ความรัก และชีวิตคู่ ที่สังคมไม่อยากให้<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เพราะเกรงว่าจะมีภาระตามมาหลังจากนั้น สังคมจึงจัดวางให้<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>เป็นคนที่ไม่มีเพศ ไม่มีความรัก ไม่มีความสามารถในการมีความสัมพันธ์ทางเพศ และไม่สามารถใช้ชีวิตคู่แบบคนปกติได้ หรือถ้ามีชีวิตคู่ได้จริงก็จะไม่ยั่งยืน รวมถึงการมองว่า<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ไม่ควรมีลูก เพราะลูกอาจมีความพิการเช่นเดียวกับพ่อ/แม่ หรือหากมีแล้วก็จะไม่สามารถเลี้ยงดูเองได้ และจะกลายเป็นปัญหาของสังคมตามมา ทั้งที่ในความเป็นจริง<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>จำนวนมาก ก็สามารถทำงานในหลายประเภทได้ มีประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือดีกว่าคนปกติ และสามารถแต่งงานใช้ชีวิตคู่มีลูกได้เฉกเช่นคนปกติโดยทั่วไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>&#8221; จึงถูกผลักให้ไปอยู่ที่ &#8220;ชายขอบ&#8221; ของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และที่ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้สังคมทุนนิยมสมัยใหม่ที่ส่วนใหญ่ให้คุณค่าความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือมีลักษณะแบบ &#8220;สังคมชายเป็นใหญ่&#8221; ก็ดูจะทำให้หญิงพิการถูกผลักไปอยู่ที่ &#8220;ชายขอบของชายขอบ&#8221; ของสังคมไปเลยทีเดียว ในแง่นี้ได้ส่งผลให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศและสิทธิทางเพศของหญิงพิการทั้งทางตรงและทางอ้อมตามมาดังที่สามารถพบเห็นได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ การช่วยเหลือ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>และกรอบคิดทางการแพทย์บางด้านก็ดูเหมือนจะส่งผลให้เกิดการล่วงละเมิดสิทธิทางเพศของหญิงพิการผ่าน &#8220;ความหวังดี&#8221; ของคนโดยรอบได้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากประเด็นการทำหมันหญิงพิการที่กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ แพทย์ ครู และคนที่ทำงานกับกลุ่ม<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a> ว่า &#8220;การทำหมันที่กระทำโดยแพทย์หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ต่อเด็กหญิงและหญิงพิการซึ่งส่วนใหญ่อาจจะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง หากแต่ตัว<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ส่วนใหญ่กลับไม่รู้เรื่อง&#8221; นั้น เป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่ และผลของความรักและความปรารถนาดีนั้นจะออกมาในทาง &#8220;ดี&#8221; หรือ &#8220;ร้าย&#8221; ต่อชีวิตของหญิงพิการ เพราะการทำหมัน<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ส่วนใหญ่ ล้วนเกิดมาจากความหวังดีและความคิดชุดหนึ่งของ &#8220;กลุ่มผู้รู้&#8221; บางส่วน ซึ่งทำงานเกี่ยวข้อง<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ที่แนะนำกับผู้ปกครอง ว่า หากทำหมันหญิงพิการตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก จะทำให้หญิงพิการเหล่านี้ไม่ต้องประสบกับปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และปัญหาการดูแลเวลามีประจำเดือน ซึ่งความคิดนี้ดูเหมือนจะตั้งอยู่บนฐานคิดว่าหญิงพิการ คือ คนที่ &#8220;ไม่มีความสามารถ&#8221; ในการดูแลชีวิตตัวเองตามปกติได้ ตลอดจนอาจเป็น &#8220;ปัญหา&#8221; ของคนรอบข้างได้ ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาด้วยการป้องกันแต่ต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากความคิดการทำหมันหญิงพิการจะตั้งอยู่บนฐานคิดของความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนปกติกับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>แล้ว การกระทำดังกล่าวยังตั้งอยู่บนฐานคิดแบบ &#8220;ชายเป็นใหญ่&#8221; ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะการทำหมันส่วนใหญ่จะกระทำกับหญิงพิการมากกว่าชายพิการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ชายไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการก็ดูจะมีความสามารถในการดูแลปกป้องชีวิตมากกว่าผู้หญิง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับสังคมไทยดูจะน่าตั้งคำถามอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติการ &#8220;ทำหมัน&#8221; หญิงพิการ ว่า ถึงที่สุดแล้วเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดจริงหรือ เพราะการตั้งครรภ์ไม่พึ่งประสงค์เกือบทั้งหมดล้วนมาจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนรอบข้างในสังคม การแก้ไขปัญหานี้จึงควรมองในประเด็นความปลอดภัยทางสังคมแทนหรือไม่ รวมถึงกระบวนสอบสวนทางกฎหมายและความยุติธรรมที่ปัจจุบันนั้นแทบไม่เอื้อต่อการให้ปากคำและความเป็นธรรมกับหญิงพิการที่ถูกละเมิด โดยเฉพาะหญิงพิการทางสติปัญญา ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนหรือไม่ อย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุดท้ายประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเพศวิถีของ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a> การล่วงละเมิดทางเพศ และการทำหมันหญิงพิการดูจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะชี้ชัด &#8220;ถูก&#8221; &#8220;ผิด&#8221; ลงไปได้อย่างชัดเจน เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่มก็ล้วนอยู่ในเงื่อนไขและฐานคิดที่แตกต่างกันออกไป ในแง่นี้บรรดาคนที่ทำงานเกี่ยวกับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>จะทำอย่างไรให้ &#8220;ความหวังดี&#8221; ของตน เป็น &#8220;ความหวังดีที่แท้จริงและปฏิบัติการได้&#8221; ดูจะเป็นสิ่งที่น่าคิด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 พฤษภาคม 2552</p>
  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=101&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>กลับไม่ได้ไปไม่ถึง</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2008/04/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2008/04/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Apr 2008 02:01:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=99</guid>
		<description><![CDATA[สงกรานต์ปีนี้ จากข่าว จากคนรอบข้าง และอะไรอีกมากมาย ที่พยายามยุยง ส่งเสริม เชิดชู ให้เล่นสงกรานต์กันอย่างไทย รักษาจารีตประเพณี ทำให้นึกถึงข้อเขียนอันนึงจากนักคิดแดนไกล ที่อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกรณีนี้ก็ได้ นั่นก็คือ Walter Benjamin

Benjamin ได้บรรยายภาพ Angelus Novus ของ Paul Kสee (ด้านบนไว้ว่า)
&#8220;There is a painting by Klee called Angelus Novus. It shows an angel who seems about to move away from something he stares at. His eyes are wide, his mouth is open, his wings are [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=99&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><span style="color:#003366;">สงกรานต์ปีนี้ จากข่าว จากคนรอบข้าง และอะไรอีกมากมาย ที่พยายามยุยง ส่งเสริม เชิดชู ให้เล่นสงกรานต์กันอย่างไทย รักษาจารีตประเพณี ทำให้นึกถึงข้อเขียนอันนึงจากนักคิดแดนไกล ที่อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกรณีนี้ก็ได้ นั่นก็คือ Walter Benjamin</span><br />
<img src="http://www.omm.de/veranstaltungen/festspiele2005/bilder/RUHR-shadowtime-angelus-novus.jpg" alt="" width="581" height="743" /><br />
<span style="color:#993300;">Benjamin ได้บรรยายภาพ Angelus Novus ของ Paul Kสee (ด้านบนไว้ว่า)</span><br />
<span style="color:#ff6600;"><span style="color:#003366;">&#8220;There is a painting by Klee called Angelus Novus. It shows an angel who seems about to move away from something he stares at. His eyes are wide, his mouth is open, his wings are spread. This is how the angel of history must look. His face is turned toward the past. Where a chain of events appears before us, he sees on single catastrophe, which keeps piling wreckage upon wreckage and hurls it at his feet. The angel would like to stay, awaken the dead, and make whole what has been smashed. But a storm is blowing from Paradise and has got caught in his wings; it is so strong that the angel can no longer close them. This storm drives him irresistibly into the future to which his back is turned, while the pile of debris before him grows toward the sky. What we call progress is this storm.&#8221;</span><br />
</span><br />
<span style="color:#800000;">&#8220;ดูเหมือนกับว่าเทพเจ้าองค์นี้ กำลังจะเคลื่อนตัวออกไปจากบางสิ่งที่ท่านกำลังเพ่งพินิจอยู่ ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปเบื้องหน้า ริมฝีปากเปิดอ้าและปีกกางสะบัดอยู่ นี่คือจินตนาการที่คนเรามีต่อเทพแห่งประวัติศาสตร์ ใบหน้าของเทพหันไปสู่ทิศทางของอดีต ซึ่งเรามองเห็นเหตุการณ์ในอดีตเชื่อมโยงกันเป็นสายโซ่ เทพแห่งประวัติศาสตร์มองเห็นกลียุคหนึ่งที่สร้างความพินาศให้สังคมครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทับถมกันเป็นกองพะเนิน แล้วปลิวมากองอยู่ที่เบื้องหน้า เทพองค์นี้ต้องการที่จะอยู่ตรงนี้เพื่อปลุกคนที่ตายแล้วให้ตื่นขึ้นมา แล้วสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกทำลายขึ้นมาดังเดิม แต่แล้วก็มีพายุพัดกระหน่ำจากสวรรค์อย่างรุนแรง กระทั่งเทพเจ้าไม่สามารถหุบปีกทั้งสองลงได้ เจ้าพายุนี้ไม่มีใครอาจหยุดยั้ง ได้หอบเอาเทพแห่งอดีตปลิวไปสู่อนาคต ซึ่งอยู่ด้านหลังของเทพ ในขณะเดียวกันกับเศษซากและผงฝุ่นของความพินาศที่กองอยู่เบื้องหน้าปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า เจ้าพายุนี้เองที่เราเรียกว่า ความก้าวหน้า&#8221;</span></p>
<p> <br />
<span style="color:#800000;">นอกจากข้อความข้างต้นแล้ว ขอแนะนำทัศนวิจารณ์จาก นิ้วกลม เกี่ยวกับ <a title="สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรย href=" target=" mce_href=">สงกรานต์แบบไทยเล่นอย่างไรหรอ </a>&gt;&gt; </span></p>
<p><a title="http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรย href=" href="http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหร"><span style="color:#800000;">http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรอ</span></a></p>
<p>จบลงด้วยประการนี้</p>
<p><a title="http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรย href=" href="//roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหร&lt;/a&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span&gt;&lt;span style="></a><a class="mceWPmore" title="More..." href="http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรย&gt;http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรฦamp;lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img%20src="></a></p>
<p> </p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/anukpn.wordpress.com/99/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/anukpn.wordpress.com/99/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=99&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2008/04/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.omm.de/veranstaltungen/festspiele2005/bilder/RUHR-shadowtime-angelus-novus.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>กระเป๋าที่หายไป</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2008/03/15/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2008/03/15/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Mar 2008 00:25:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Other]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/2008/03/15/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b/</guid>
		<description><![CDATA[ 
-1-

&#8220;ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยที กระเป๋าๆ&#8221;
หญิงสาวกรีดร้องลั่นตลาด แฟนหนุ่มที่ยืนดูของอยู่ไม่ไกลรีบวิ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
&#8220;เกิดอะไรขึ้น?&#8221;
&#8220;กระเป๋า กระเป๋า มันฉุดเอาไปแล้ว&#8221; หญิงสาวตอบด้วยเสียงอันสั่นเครือจากความตกใจ
&#8220;มันไปทางไหน&#8221;
หญิงสาวชี้นิ้วไปตรงปากทางเข้าตลาด ชายหนุ่มกำลังจะลุกวิ่งไปตามนิ้วของเธอ แต่ว่าหญิงสาวฉุดตัวเขาไว้
&#8220;ไม่ต้องหรอก เงินไม่ได้เยอะอะไร มีแค่พวกบัตร เรากลับบ้านกันเถอะ&#8221; หญิงสาวกล่าว แต่ในใจเธอยังคงนึกเสียดายกระเป๋าราคาแพงระยับที่เพิ่งซื้อมาไม่นาน
หญิงสาวเดินกลับบ้านพร้อมแฟนหนุ่ม เธอยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปากยังคงสั่นเครือ
วันต่อมาทั้งสองไปแจ้งตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางตลาด
&#8220;คุณเห็นหน้าคนร้ายหรือเปล่า&#8221;
&#8220;ไม่ค่ะ&#8221;
&#8220;กระเป๋าสีอะไร แล้วมีรูปร่างประมาณไหนครับ&#8221;
&#8220;สีน้ำตาลค่ะ ใบก็ขนาดประมาณเท่านี้&#8221; หญิงสาวตอบพรางทำมือบอกขนาดกระเป๋า
&#8220;มียี่ห้อ?&#8221;
&#8220;ค่ะ&#8221; เธอบอกยี่ห้ออันแพงระยับให้ตำรวจฟัง
&#8220;ทางเราจะพยายามติดตามให้นะครับ แต่ไม่รู้จะได้แน่หรือเปล่า เพราะของชิ้นไม่ใหญ่และที่สำคัญมีการก๊อปปี้กันเกลื่อนเมือง&#8221;
&#8220;ขอบคุณมากค่ะ&#8221;
-2-
&#8220;ที่รักจ๊ะ เรามีของขวัญวันเกิดมาให้ตัวเอง&#8221; หนุ่มวัยรุ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน
&#8220;อะไรคะที่รัก&#8221;เธอตอบด้วยเสียงนิ่งเฉย
&#8220;นี่ไงจ๊ะ ลองแกะดูก่อน&#8221; เขายื่นของที่ห่อมาอย่างดีให้เธอ
&#8220;โอ้ว กระเป๋ายี้ห้อนี้ ลายนี้อยากได้มานานแล้ว ที่รักซื้อให้จริงๆ หรอค่ะนี่&#8221;
&#8220;อืม&#8221; เขาตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบา
&#8220;ขอบคุณมากค่ะ แต่ที่รักฉันมีอะไรบางอย่างจะบอกคุณ&#8221; เธอกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบา
&#8220;อะไรจ๊ะ&#8221; เขาทำท่าทีอยากรู้

เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับคู่รักฟังเพราะไม่อยากเก็บไว้อีกแล้ว มันเริ่มมาเมื่อไม่นานมานี้ แต่มันได้ผลิบานกลายเป็นสิ่งที่ขยายใหญ่ขึ้น ความรักของเธอกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งกำลังฟูมฟัก แต่เธอก็ยังรักเขาอยู่และไม่อยากทิ้งเขาไป
&#8220;ฉันรู้จักเขานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนมาวันหนึ่งฉันนอนไม่สบายอยู่ที่ทำงาน เขาเข้ามาดูแล ไปซื้อข้าว ซื้อยาให้กิน มันเริ่มมาจากวันนั้น..&#8221;
&#8220;แต่ฉันก็ยังรักคุณนะ ฉันต้องทำอย่างไร&#8221;
หนุ่มคู่รักของเธอรับฟังดัวยความนิ่งเงียบ คิดว่า &#8220;ควรทำอย่างไรกับเธอดี?&#8221;  แน่นอนเขายังคงรักเธออย่างมากมาย และวันนี้ที่มาก็เพื่อเซอร์ไพรส์วันเกิดของเธอ
&#8220;ที่รักอย่าเงียบสิค่ะ&#8221;
&#8220;แล้วคุณจะให้ผมทำอะไร คุณรักผู้ชายที่เดียวสองคนไม่ได้หรอก แน่นอนต่อไปคุณจะค่อยๆ ห่างผมแล้วไปสนใจไอ้บ้านั่นคนเดียว&#8221; เขาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธ
&#8220;ฉันเข้าใจ แต่ฉันยังรักคุณจริงๆ นะ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=86&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p> </p>
<p align="center"><b>-1-</b></p>
<p align="center"><b></b></p>
<p>&#8220;ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยที กระเป๋าๆ&#8221;</p>
<p>หญิงสาวกรีดร้องลั่นตลาด แฟนหนุ่มที่ยืนดูของอยู่ไม่ไกลรีบวิ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว</p>
<p>&#8220;เกิดอะไรขึ้น?&#8221;</p>
<p>&#8220;กระเป๋า กระเป๋า มันฉุดเอาไปแล้ว&#8221; หญิงสาวตอบด้วยเสียงอันสั่นเครือจากความตกใจ</p>
<p>&#8220;มันไปทางไหน&#8221;</p>
<p>หญิงสาวชี้นิ้วไปตรงปากทางเข้าตลาด ชายหนุ่มกำลังจะลุกวิ่งไปตามนิ้วของเธอ แต่ว่าหญิงสาวฉุดตัวเขาไว้</p>
<p>&#8220;ไม่ต้องหรอก เงินไม่ได้เยอะอะไร มีแค่พวกบัตร เรากลับบ้านกันเถอะ&#8221; หญิงสาวกล่าว แต่ในใจเธอยังคงนึกเสียดายกระเป๋าราคาแพงระยับที่เพิ่งซื้อมาไม่นาน</p>
<p>หญิงสาวเดินกลับบ้านพร้อมแฟนหนุ่ม เธอยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปากยังคงสั่นเครือ</p>
<p>วันต่อมาทั้งสองไปแจ้งตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางตลาด</p>
<p>&#8220;คุณเห็นหน้าคนร้ายหรือเปล่า&#8221;</p>
<p>&#8220;ไม่ค่ะ&#8221;</p>
<p>&#8220;กระเป๋าสีอะไร แล้วมีรูปร่างประมาณไหนครับ&#8221;</p>
<p>&#8220;สีน้ำตาลค่ะ ใบก็ขนาดประมาณเท่านี้&#8221; หญิงสาวตอบพรางทำมือบอกขนาดกระเป๋า</p>
<p>&#8220;มียี่ห้อ?&#8221;</p>
<p>&#8220;ค่ะ&#8221; เธอบอกยี่ห้ออันแพงระยับให้ตำรวจฟัง</p>
<p>&#8220;ทางเราจะพยายามติดตามให้นะครับ แต่ไม่รู้จะได้แน่หรือเปล่า เพราะของชิ้นไม่ใหญ่และที่สำคัญมีการก๊อปปี้กันเกลื่อนเมือง&#8221;</p>
<p>&#8220;ขอบคุณมากค่ะ&#8221;</p>
<p align="center"><b>-2-</b><b></b></p>
<p>&#8220;ที่รักจ๊ะ เรามีของขวัญวันเกิดมาให้ตัวเอง&#8221; หนุ่มวัยรุ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน</p>
<p>&#8220;อะไรคะที่รัก&#8221;เธอตอบด้วยเสียงนิ่งเฉย</p>
<p>&#8220;นี่ไงจ๊ะ ลองแกะดูก่อน&#8221; เขายื่นของที่ห่อมาอย่างดีให้เธอ</p>
<p>&#8220;โอ้ว กระเป๋ายี้ห้อนี้ ลายนี้อยากได้มานานแล้ว ที่รักซื้อให้จริงๆ หรอค่ะนี่&#8221;</p>
<p>&#8220;อืม&#8221; เขาตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบา</p>
<p>&#8220;ขอบคุณมากค่ะ แต่ที่รักฉันมีอะไรบางอย่างจะบอกคุณ&#8221; เธอกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบา</p>
<p>&#8220;อะไรจ๊ะ&#8221; เขาทำท่าทีอยากรู้</p>
<p><span id="more-86"></span></p>
<p>เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้กับคู่รักฟังเพราะไม่อยากเก็บไว้อีกแล้ว มันเริ่มมาเมื่อไม่นานมานี้ แต่มันได้ผลิบานกลายเป็นสิ่งที่ขยายใหญ่ขึ้น ความรักของเธอกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งกำลังฟูมฟัก แต่เธอก็ยังรักเขาอยู่และไม่อยากทิ้งเขาไป</p>
<p>&#8220;ฉันรู้จักเขานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนมาวันหนึ่งฉันนอนไม่สบายอยู่ที่ทำงาน เขาเข้ามาดูแล ไปซื้อข้าว ซื้อยาให้กิน มันเริ่มมาจากวันนั้น..&#8221;</p>
<p>&#8220;แต่ฉันก็ยังรักคุณนะ ฉันต้องทำอย่างไร&#8221;</p>
<p>หนุ่มคู่รักของเธอรับฟังดัวยความนิ่งเงียบ คิดว่า &#8220;ควรทำอย่างไรกับเธอดี?&#8221;  แน่นอนเขายังคงรักเธออย่างมากมาย และวันนี้ที่มาก็เพื่อเซอร์ไพรส์วันเกิดของเธอ</p>
<p>&#8220;ที่รักอย่าเงียบสิค่ะ&#8221;</p>
<p>&#8220;แล้วคุณจะให้ผมทำอะไร คุณรักผู้ชายที่เดียวสองคนไม่ได้หรอก แน่นอนต่อไปคุณจะค่อยๆ ห่างผมแล้วไปสนใจไอ้บ้านั่นคนเดียว&#8221; เขาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธ</p>
<p>&#8220;ฉันเข้าใจ แต่ฉันยังรักคุณจริงๆ นะ จริงๆ&#8221; เธอพยายาทำให้เขาเย็นลง แต่..</p>
<p>&#8220;ตอแหล หยุดพูดได้แล้ว แกร่านทำเป็นไม่สบาย แล้วให้มันเข้ามาช่วย แกอ่อยมันใช่ไหม อีแรดร่าน&#8230;&#8221; เขาสวนกลับด้วยอารมณ์โมโหอย่างถึงที่สุด</p>
<p>&#8220;หยุดพูดเดี๊ยวนี้ เลิกด่ากูได้แล้ว คิดว่าตัวเองดีนักเหรอ วันๆ หายหัวไปไหนก็ไม่รู้ งานการก็ไม่ทำ ให้กูหาเลี้ยงมึงอยู่คนเดียว&#8221; เธอเริ่มทนไม่ได้</p>
<p>&#8220;เออ กูมันเลว แล้วมึงจะเอาไงกับกูอีก มึงมาให้กูล่อเองทำไม่ละ อีแรดร่าน&#8221;</p>
<p>&#8220;กูจะไปจากที่นี่ มึงจะไม่ได้เห็นกูอีก แล้วจะได้ไปอยู่กับผัวใหม่ของมึง เอาของกูคืนมา มึงไม่ต้องใช้ ไม่ต้องเอาอะไรจากกูแล้ว&#8221;</p>
<p>เขาจับมอเตอร์ไซด์ขึ้นคร่อมแล้วขี่ออกไป ในใจยังคงสับสนวุ่นวาย &#8220;ไอ้ห่ากูเอาของมาให้มึงวันเกิด ทำไมต้องมาเจอเรื่องซวยแบบนี้วะ กูพูดแรงกับมันไปหรือเปล่า แล้วกูจะทำต่อไปอย่างไร? จะอยู่อย่างไร? ไปอยู่ที่ไหน? จะกลับบ้านพ่อแม่ก็ไม่ได้พวกเขาตัดกูทิ้งหมดแล้ว กูมันเหี้ย กูมันระยำ แล้วไงต่อวะ กู กู กู กู&#8221;เขาคิดซ้ำไปซ้ำมาขณะขี่รถอยู่บนถนน  </p>
<p>&#8220;เฮ้ยๆๆๆ อย่าเข้ามานะเว้ยซวยแล้วไง&#8221; ชายหนุ่มตื่นจากผวังความคิดพร้อมกับภาพเบื้องหน้าที่เลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็วตามความไวรถ</p>
<p>&#8220;โครม !!!&#8221; รถบรรทุกกำลังออกจากซอยชนเขาอย่างจัง กับมอเตอร์ไซด์ที่ขี่มาบนถนนใหญ่ ตัวของเขาล้มคว้ำลงกับพื้น มอเตอร์ไซด์ยังคงทับร่างเขาครึ่งหนึ่ง เลือดสีแดงคล้ำค่อยๆ ไหลออกมาจากตัวของเขา มันมาจากที่ใด เขาตายแล้วหรือ?</p>
<p align="center"><b>-3-</b><b></b></p>
<p>&#8220;ไหนๆ เขาก็ตายแล้ว เราน่าจะอโหสิให้นะ บางทีเขาอาจสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำก็ได้&#8221; ชายหนุ่มบอกกับหญิงสาวคู่รักหลังจากได้รับการแจ้งจากตำรวจว่าพบชายหนุ่มถูกรถชนตายกลางถนนในมือพบกระเป๋าหิ้วตรงตามที่ขโมยไป</p>
<p>&#8220;นั่นซิค่ะ กระเป๋ายังคามืออยู่เลย อาจเป็นกรรมตามทันก็ได้นะ ทันตาเห็นเลย&#8221;</p>
<p>&#8220;ส่วนกระเป๋าเดี๊ยวผมจะซื้อให้ใหม่แล้วกัน ราคามันไม่กี่บาทเอง&#8221; ชายหนุ่มปลอบประโลมหญิงสาว</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/anukpn.wordpress.com/86/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/anukpn.wordpress.com/86/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/86/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/86/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/86/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/86/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/86/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/86/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/86/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/86/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/86/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/86/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=86&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2008/03/15/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อุทัยธานี</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2008/02/28/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2008/02/28/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 Feb 2008 02:12:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/2008/02/28/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5/</guid>
		<description><![CDATA[




&#160;
&#160;

&#160;
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=84&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p><img width="320" src="http://anukpn.files.wordpress.com/2008/02/p2240285.jpg?w=320&#038;h=240" alt="p2240285.jpg" height="240" /></p>
<div style="text-align:center;"></div>
<div style="text-align:center;"></div>
<div style="text-align:center;"></div>
<p><img width="320" src="http://anukpn.files.wordpress.com/2008/02/p2240283.jpg?w=320&#038;h=240" alt="p2240283.jpg" height="240" /></p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<p align="center"><img width="240" src="http://anukpn.files.wordpress.com/2008/02/p2240284.jpg?w=240&#038;h=320" alt="p2240284.jpg" height="320" /></p>
<p align="center">&nbsp;</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/anukpn.wordpress.com/84/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/anukpn.wordpress.com/84/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/84/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/84/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/84/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/84/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/84/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/84/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/84/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/84/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/84/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/84/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=84&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2008/02/28/%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://anukpn.files.wordpress.com/2008/02/p2240285.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">p2240285.jpg</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://anukpn.files.wordpress.com/2008/02/p2240283.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">p2240283.jpg</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://anukpn.files.wordpress.com/2008/02/p2240284.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">p2240284.jpg</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประวัติศาสตร์บาดแผลเดือนตุลาและพฤษภา : ระหว่างความตายที่ฟื้นได้ กับ ความตายที่ไม่มีวันฟื้น</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2008/02/21/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2008/02/21/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Feb 2008 02:11:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Culture]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=80</guid>
		<description><![CDATA[ห่างหายไปนานแต่ก็กลับมาแล้ว ไม่รู้ว่ายังมีคนอ่านอยู่หรือป่าว 5555
พอดีไปเจอ บทความ อันหนึ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และสังคมการเมืองไทยในขณะนี้ ลองอ่านดูแล้วกันนะ
 &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-
ประวัติศาสตร์บาดแผลเดือนตุลาและพฤษภา : ระหว่างความตายที่ฟื้นได้ กับ ความตายที่ไม่มีวันฟื้น
 
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ 
ชื่อบทความเดิม &#8211; ประวัติศาสตร์บาดแผลเดือนตุลาและพฤษภา : 
ระหว่างความตายที่ฟื้นขึ้นมาได้กับความตายที่ไม่มีวันฟื้นคืนขึ้นมา



หมายเหตุ-ผู้เขียนปรับปรุงจากปาฐกถาพิเศษ “พฤษภาเลือด-อีกหนึ่งบท (ที่ไม่) เรียนของสังคมไทย” ในงานสัมมนาเรื่อง “จาก 14 ถึง 6 ตุลา และพฤษภาเลือดประวัติศาสตร์บาดแผล กับบท (ไม่) เรียนของเรา” เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;
หัวข้อของปาฐกถานี้คือประวัติศาสตร์บาดแผล และ บท (ไม่) เรียนของสังคมไทย แต่ประวัติศาสตร์บาดแผลหมายถึงอะไรนั้นก็เป็นเรื่องที่มีความหมายคลุมเครืออยู่มาก ธงชัย วินิจจะกูล ใช้คำๆ นี้เพื่ออธิบายสภาวะความรู้สึกที่ “ก่อความทุกข์ระทมเจ็บปวดต่อร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ” จนยากจะเยียวยารักษาได้แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทั้งหมดจะเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ไม่ได้หมายความว่าประวัติศาสตร์บาดแผลคือประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดเหลือคณานับ แต่ประวัติศาสตร์บาดแผลคือประวัติศาสตร์ที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวถึงขั้นที่ไม่มีวันเยียวยา

แต่สภาวะแห่งความไม่มีวันเยียวยาคืออะไร?

สลาโวจ ซิเซ็ค กล่าวไว้ใน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=80&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p>ห่างหายไปนานแต่ก็กลับมาแล้ว ไม่รู้ว่ายังมีคนอ่านอยู่หรือป่าว 5555</p>
<p>พอดีไปเจอ บทความ อันหนึ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ และสังคมการเมืองไทยในขณะนี้ ลองอ่านดูแล้วกันนะ</p>
<p> &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<p><span style="font-size:10pt;color:#ff6600;font-family:Tahoma;"><strong>ประวัติศาสตร์บาดแผลเดือนตุลาและพฤษภา : ระหว่างความตายที่ฟื้นได้ กับ ความตายที่ไม่มีวันฟื้น<br />
<span style="font-size:10pt;color:#ff6600;font-family:Tahoma;"></span></strong><font size="3" color="#000000"> <br />
</font><span style="font-size:10pt;color:#ff6600;font-family:Tahoma;"><strong>ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์</strong></span><font size="3" color="#000000"> </font></span><span style="font-size:10pt;color:#ff6600;font-family:Tahoma;"></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span><strong>ชื่อบทความเดิม &#8211; <span>ประวัติศาสตร์บาดแผลเดือนตุลาและพฤษภา </span>:<span> </span></strong></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span><strong>ระหว่างความตายที่ฟื้นขึ้นมาได้กับความตายที่ไม่มีวันฟื้นคืนขึ้นมา</strong></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;"></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><strong><span>หมายเหตุ-ผู้เขียนปรับปรุงจากปาฐกถาพิเศษ </span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">“</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">พฤษภาเลือด</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">-</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">อีกหนึ่งบท</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;"> (</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">ที่ไม่</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">) </span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">เรียนของสังคมไทย</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">”</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;"> ในงานสัมมนาเรื่อง </span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">“</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">จาก </span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">14 </span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">ถึง </span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">6 </span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">ตุลา และพฤษภาเลือดประวัติศาสตร์บาดแผล กับบท (ไม่) เรียนของเรา</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;">”</span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;"> เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ </span><span style="font-size:10pt;color:gray;font-family:Tahoma;"></span></strong></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</strong></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">หัวข้อของปาฐกถานี้คือประวัติศาสตร์บาดแผล และ บท (ไม่) เรียนของสังคมไทย แต่ประวัติศาสตร์บาดแผลหมายถึงอะไรนั้นก็เป็นเรื่องที่มีความหมายคลุมเครืออยู่มาก ธงชัย วินิจจะกูล ใช้คำๆ นี้เพื่ออธิบายสภาวะความรู้สึกที่ “ก่อความทุกข์ระทมเจ็บปวดต่อร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ” จนยากจะเยียวยารักษาได้แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้ว ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่ประวัติศาสตร์ทั้งหมดจะเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ไม่ได้หมายความว่าประวัติศาสตร์บาดแผลคือประวัติศาสตร์ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดเหลือคณานับ แต่ประวัติศาสตร์บาดแผลคือประวัติศาสตร์ที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวถึงขั้นที่ไม่มีวันเยียวยา</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">แต่สภาวะแห่งความไม่มีวันเยียวยาคืออะไร?</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">สลาโวจ ซิเซ็ค กล่าวไว้ใน For They Know What They Do ว่า “สารัตถะของความเจ็บปวดเกินเยียวยาคือสภาวะที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะจดจำไว้ ในแง่นี้แล้ว ความเจ็บปวดเกินเยียวยาจึงเป็นสภาวะที่น่าสะพรึงกลัวจนเกินที่วิสัยของจักรวาลวิทยาแห่งความหมาย (symbolic universe) จะเข้าใจมันได้” [1] ประวัติศาสตร์ที่เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลจึงเป็นประวัติศาสตร์ที่วางอยู่บนจุดตัดของ ความรุนแรง (violence), ความเจ็บปวดจนเกินเยียวยา (Trauma) และชุมชนการเมือง (political community) หรือพูดอีกอย่างคือ การพิจารณาประวัติศาสตร์บาดแผลหมายถึงการพิจารณาประวัติศาสตร์โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรง, ผลของความเจ็บปวดเกินเยียวยา, และรูปแบบของชุมชนการเมือง</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">น่าสนใจว่าซิเซกกล่าวต่อไปด้วยว่าหน้าที่ของ “เรา” คือการพูดถึงประวัติศาสตร์บาดแผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเด็นนี้สำคัญเพราะทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์บาดแผลมีมิติของความเป็นการเมืองในเรื่องการต่อสู้เรื่องความทรงจำ การโต้เถียงเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการจดจำเรื่องที่ลืมเลือนไปแล้ว แต่คือการจดจำเรื่องที่จดจำได้เพื่อให้เห็นบทเรียนและความเปลี่ยนแปลง</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">นักวิชาการไทยจำนวนไม่น้อยถือว่า 14 ตุลา, 6 ตุลา และพฤษภาคม 2535 เป็นตัวอย่างของ “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ในสังคมไทย แต่ทรรศนะนี้ลดทอนความหลากหลายและลักษณะเฉพาะของเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ลงไปมาก แม้จะเป็นความจริงว่าเหตุการณ์ทั้งสามคล้ายคลึงกันในแง่ “การจัดการกับผู้ชุมนุมด้วยวิธีรุนแรงของรัฐไทย” แต่ทว่าแต่ละเหตุการณ์ก็มีรูปแบบความรุนแรง ความเจ็บปวด และผลต่อชุมชนการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ปาฐกถาครั้งนี้รวมศูนย์อยู่ที่การอภิปรายเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลกรณีเหตุการณ์เดือนพฤษภา และเพื่อให้ข้อคิดเห็นในการอภิปรายคมชัดขึ้น จึงขออภิปรายประเด็นนี้โดยวิธีเทียบเคียงปฏิกริยาที่สังคมไทยมีต่อความตายในกรณีนี้เทียบกับความตายในเหตุการณ์หกตุลา</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ปาฐกถานี้พาดพิงถึงคุณสมัคร ไม่ใช่เพราะเกลียดคุณสมัคร แต่เพราะคุณสมัครป็นตัวละครทางการเมืองไม่กี่ตัวที่มีบทบาทจัดจ้าในที่สาธารณะ ทั้งในเหตุการณ์หกตุลาและเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">พูดอีกอย่างคือปาฐกถานี้ไม่ได้สนใจที่จะถกเถียงว่าคุณสมัครเป็น “ฆาตกรมือเปื้อนเลือด” หรือ “ฆาตกรตัวจริง” หรือไม่ อันเป็นประเด็นที่มีผู้ศึกษาไว้มากแล้ว แต่สนใจที่จะพิจารณาปฏิกริยาที่สังคมไทยมีต่อคุณสมัครเป็นตัวเดินเรื่องเพื่ออภิปรายปัญหาการเขียนประวัติศาสตร์พฤษภาและประชาธิปไตยไทย</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">อนึ่ง ควรระบุด้วยว่าผู้พูดเห็นด้วยกับการอภิปรายบทบาทคุณสมัครในเหตุการณ์หกตุลา แต่ไม่เห็นด้วยกับการอภิปรายถึงคุณสมัครเพื่อฆ่าตัดตอนความจริง 6 ตุลา </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"> <span id="more-80"></span></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ถ้าถือว่า 6 ตุลา เป็นการฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า “สังคมไทยไม่มีวันลืม 6 ตุลา เพราะสังคมไทยไม่ได้จดจำ 6 ตุลา มาตั้งแต่ต้น” หรืออย่างดีก็คือทำได้แค่จำเหตุการณ์นั้นแบบอ้อมๆ แอ้มๆ แกมตะขิดตะขวงใจในความเจ็บปวดและโหดร้ายที่เกิดขึ้นในวันนั้น พฤษภา 2535 ก็เป็นอาชญากรรมโดยกองทัพที่สังคมไทยจำได้ แต่ทุกคนช่วยกันลืมมันไป</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ตัวอย่างที่ยืนยันประเด็นนี้คือปฏิกิริยาที่คนไทยมีต่อคุณสมัครในเรื่องหกตุลาและพฤษภาคม</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คนจำนวนมากพูดถึงบทบาทของคุณสมัครต่อเหตุการณ์หกตุลา แปลกที่มีคนไม่มากนักที่โจมตีคุณสมัครในเรื่องที่รุนแรงไม่แพ้กัน ซ้ำยังเกิดขึ้นไม่นานนักอย่างบทบาทคุณสมัครในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ซึ่งคุณสมัครเป็นรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มีนายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในขณะนั้น คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ซึ่งหมายความว่าคุณสมัครเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคการเมืองที่ยกเก้าอี้ประมุขของฝ่ายบริหารไปประเคนให้นายทหารผู้ก่อการรัฐประหารในปี 2534 รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่สั่งการให้ทหารเคลื่อนกำลังปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจนมีคนเสียชีวิต 43-45 คน มีผู้บาดเจ็บและได้รับผลกระทบอีกราว 90 คน ไม่ต้องพูดถึงกรณี “คนหาย” นับไม่ถ้วนอีกจำนวนหนึ่ง</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">มีคำตอบอะไรบ้างที่เป็นไปได้ในการอธิบายปัญหานี้</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คำตอบหนึ่งที่น่าจะผุดขึ้นมาเป็นคำตอบแรกๆ คือเพราะหกตุลามีความรุนแรงกว่าพฤษภา มีการเผาทั้งเป็น ทำร้ายศพ แขวนคอ ทรมานก่อนเสียชีวิต ฯลฯ ทำให้คนไม่พอใจสมัครจากเหตุการณ์หกตุลามากกว่า แต่คำตอบนี้โต้แย้งได้ด้วยข้อเท็จจริงง่ายๆ ว่าไม่มีใครรู้ว่าคนที่ตายในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมแค่ไหน เพราะการตายหลายรายเกิดขึ้นเมื่อทหารควบคุมพื้นที่ชุมนุมบนถนนราชดำเนินได้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ขณะที่คนเป็นๆ ถูกมัจจุราชในเครื่องแบบทหารคร่าชีวิตให้เป็นคนตาย </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ปัญหาทางอภิปรัชญาที่โหดเหี้ยมขึ้นไปอีกก็คือเราจะเปรียบเทียบได้อย่างไรว่า “ความตาย” และ “คนตาย” ในกรณีไหนโหดร้ายกว่ากัน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คำตอบที่เป็นไปได้อีกข้อคือคนที่โจมตีสมัครนั้นผูกพันกับนักศึกษาที่ตายตอนหกตุลา? คำตอบนี้อาจถูกและผิด เพราะหกตุลาถูกขุดคุ้ยและรื้อฟื้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าจะเพื่อพิสูจน์ความจริง ซ้ำการรื้อฟื้นหกตุลาก็ยังวนเวียนกับการชี้แจงซ้ำๆ ซากๆ ว่าคนตายไม่ใช่คอมมิวนิสต์ เป็นผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นผู้รักความเป็นธรรมในความหมายทั่วไป เป็นนักศึกษาที่ไม่รู้เรื่อง เป็นผู้บริสุทธิ์ทางการเมือง ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย ไม่ใช่นักสังคมนิยม ฯลฯ </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">พูดในเชิงเปรียบเปรยก็คือในจินตนาการของสังคมทุกวันนี้ ภาพของคนที่ตายในเหตุการณ์หกตุลาและผู้ชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ในวันนั้นอาจไม่แตกต่างจากนักศึกษาที่ไปค่ายพัฒนาชนบทในปัจจุบัน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">การตอบแบบนี้ดีทางการเมืองกับผู้ตอบ ดีต่อการต่อสู้เพื่อให้หกตุลามี “ที่ทางในประวัติศาสตร์ไทย” แต่แฟร์กับคนที่ตายในวันที่หกตุลาจริงหรือ?</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ถ้าแม้แต่นักศึกษาประชาชนที่ตายไปในวันนั้นเพียงคนเดียวที่เชื่อเรื่องสังคมนิยม เขาจะรู้สึกอย่างไรที่ในนามของการต่อสู้ทางการเมืองทุกวันนี้ เราบอกว่าเขาเป็นอย่างที่เราคิดว่าเขาควรจะเป็น</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">พูดอีกอย่างคือคำตอบแบบนี้แสดงความผูกพันกับคนตาย หรือแสดงความพยายามสร้างความผูกพันระหว่างผู้ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีตที่ล่วงไปแล้วกันแน่?</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เป็นไปได้หรือไม่ที่คนตีสมัครด้วยเรื่องหกตุลาเพราะคนไทยรักความเป็นธรรม รักสัจจะ ทนไม่ได้ที่นักการเมืองรังแกนักศึกษาผู้บริสุทธิ์ ฯลฯ? </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คำตอบคืออาจจะใช่ แต่ก็เถียงได้อีกเหมือนกันว่าถ้าตีสมัครเพราะรักความเป็นธรรม รักสัจจะ ทนไม่ได้เรื่องความโหดร้าย ก็ต้องถามว่าทำไมตีแต่สมัคร ทั้งที่การฆ่าและการประสานการฆ่าเกิดโดยคนที่มากและใหญ่กว่าสมัครขึ้นไป </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เรื่องเดียวที่สมัครพูดถูกในคำชี้แจงกรณีหกตุลาคือเขาไม่ได้ตำแหน่งทางการเมืองในขณะนั้น ไม่ได้คุมตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งเป็นกำลังหลักที่สุดในการบุกธรรมศาสตร์ ไม่ได้คุมทหาร ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี เขาจึงไม่มีอำนาจราชการที่จะไปสั่งให้ใครฆ่าใครในวันที่หกตุลา ไม่มีอำนาจสั่งให้ตำรวจตระเวนชายแดนเคลื่อนกำลังเข้ากรุงเทพฯ ได้ ไม่มีอำนาจสั่งให้ทหารก่อรัฐประหาร ไม่มีอำนาจสั่งลูกเสือชาวบ้านให้รวมตัวกันบุกธรรมศาสตร์ รวมทั้งไม่มีอำนาจตัดสินใจว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังหกตุลา</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ถ้าตีสมัครเพราะหกตุลาโหดร้าย ทำไมความจริงในหกตุลาถูกฆ่าตัดตอนให้อยู่ที่นักโฆษณาชวนเชื่อแต่เพียงคนเดียว? คนสั่งเคลื่อนกำลังตำรวจตระเวนชายแดนคือใคร? ใครสั่งเคลื่อนกำลังทหาร? ใครอยู่เบื้องหลังการแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีหลังหกตุลา ? </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">กลับไปยังคำถามที่ผู้เขียนตั้งไว้ว่าทำไมคนโจมตีคุณสมัครเรื่องหกตุลา แต่ไม่มีใครโจมตีคุณสมัครเรื่องพฤษภา</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ทำไมจึงเป็นเช่นนี้? </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คำตอบของผู้เขียนคือคนที่ตายตอนหกตุลาเผชิญกับความตายทางกายภาพ (physical death) ที่ยังพอมีโอกาสฟื้นจากความตายทางการเมือง (political death) ขึ้นมาได้ ขณะที่คนที่ตายตอนพฤษภาเผชิญความตายทางกายภาพและความตายทางการเมือง ชนิดที่ยากเหลือเกินที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมา </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ต่อไปนี้คือคำอธิบายซึ่งจะเริ่มต้นง่ายๆ ว่าทำไมสมัครต้องโกหกคนทั้งชาติและทั้งโลก ในเรื่องที่โกหกไม่ได้อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาคม</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คนที่ฟังคำอภิปรายของคุณสมัครในการเปิดประชุมรัฐสภา คงจำได้ว่าคุณสมัครชี้แจงว่าที่บอกว่าคนตาย 6 ตุลา มีคนเดียว เพราะพูดตามจำนวนคนตายที่คุณสมัครเห็นด้วยตาว่าถูกฆ่าตายที่สนามหลวงในวันนั้น </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คำตอบแบบนี้ทำให้ประเมินบทบาทคุณสมัครใน 6 ตุลา ง่ายขึ้น เพราะคุณสมัครได้ให้การไปแล้วว่าตัวเองอยู่ที่สนามหลวง อยู่ระหว่างที่มีการฆ่านักศึกษา อยู่ขณะที่มีการเผาศพและทำร้ายศพ และอยู่ขณะที่มีการใช้กำลังตำรวจและอาวุธสงครามยิงปราบปราบประชาชน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คุณสมัครไปอยู่ตรงนั้นทำไม ในเมื่อวันที่ 6 ตุลา เป็นวันที่คุณสมัครไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในคณะรัฐมนตรีแล้ว ไปในฐานะพลเมืองดีที่ทนการฆ่านักศึกษาไม่ได้? ไปในฐานะคนไทยผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด? ไปในฐานะผู้นำการเมืองที่เห็นด้วยกับเหตุการณ์นั้น? </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คุณสมัครพูดแบบนี้เพื่อต้องการชำระประวัติศาสตร์ตัวเองให้เป็นผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาเรื่อง “ฆาตกรมือเปื้อนเลือด” หรือเปล่า? </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คำตอบคือไม่น่าใช่เพราะการประกาศว่าไปอยู่ในสนามหลวงขณะฆ่าหมู่ ก็คือการรับสารภาพกลายๆ ว่าคุณสมัครเกี่ยวข้องกับหกตุลา จะเกี่ยวมากแค่ไหนก็เป็นอีกประเด็น</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ผู้เขียนขอทดลองตอบคำถามนี้ด้วยคำตอบง่ายๆ ว่าคุณสมัครโกหกในเรื่องที่ไม่น่าโกหกเพราะคุณสมัครรู้ดีว่าการฆ่าหมู่นักศึกษาในวันที่ 6 ตุลา เป็นเรื่องที่น่าละอายทางสังคม (social guilt)</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ตัวคุณสมัครจะละอายใจโดยส่วนลึกหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่ในระดับสังคมการเมือง ฆาตกรรม 6 ตุลา เป็นอาชญากรรมที่น่าละอาย จึงทำให้คุณสมัครต้องบอกปัดความผิดของตนในกรณีนี้ ให้เหลือเพียงแค่เรื่องความตายของคนเพียงคนเดียว</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ความละอายทางการเมืองแบบนี้น่าสนใจ เพราะสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญจากช่วงหลังหกตุลา ที่การฆ่าหมู่นักศึกษาเป็นวีรกรรมที่น่ายกย่อง หรือที่ธงชัย วินิจจะกูล ศึกษาบันทึกการออกอากาศของวิทยุยานเกราะเวลานั้นแล้วใช้คำว่า “ฉลองชัยชนะ” [2]</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">หลังจากหกตุลาผ่านไปได้สิบปีเศษ ในปี 2531 ก็ยังมีคนที่ศรัทธาอุดมการณ์ขวาจัดอย่างนางจงกล ศรีกาญจนา ผู้สมัครคนหนึ่งของพรรคพลังธรรม ออกมาสดุดี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นักการเมืองดาวรุ่งพุ่งแรงในเวลานั้น ว่ารู้จักท่านจำลองในฐานะผู้รักชาติมาตั้งแต่วันที่ร่วมก่อเหตุการณ์หกตุลา พูดว่าคุณจำลองสวมวิก ใส่แว่นดำ คอยชี้แนะว่าใครควรพูดอะไรที่ลานพระรูปเมื่อการฆ่าหมู่ที่ธรรมศาสตร์เสร็จสิ้นแล้ว พูดถึงขั้นเห็นจำลองปลอมตัวไปปะปนกับลูกเสือชาวบ้านที่ชุมนุมที่พระรูปทรงม้า ทำให้ประวัติศาสตร์หน้านี้เป็นประวัติศาสตร์หน้าที่เป็นรอยด่างที่สุดในชีวิตของจำลองเอง</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ลองคิดเล่นๆ ว่าใน พ.ศ.นี้ จะมีคนสักกี่คนที่กล้าพูดอย่างองอาจผ่าเผยว่าได้ไปร่วมฆ่านักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ ที่สนามหลวง รวมทั้งร่วมชุมนุมที่ลานพระรูปในวันที่หกตุลา? </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เป็นไปได้มากว่าความเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกที่สังคมไทยมีต่อหกตุลา ทำให้คนที่ความคิดแบบขวาอย่างคุณสมัคร ต้องลดทอนความรุนแรงของความตายในหกตุลา ให้กลายเป็นความตายของชายโชคร้ายเพียงรายเดียว</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เป็นไปได้หรือไม่ว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากสังคมจดจำเรื่องหกตุลาเปลี่ยนไป? ไม่มีใครกล้าพูดในที่สาธารณะเต็มปากเต็มคำต่อไปอีกแล้วว่าภูมิใจที่ได้ฆ่านักศึกษาเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จริงอยู่ว่ามีคนเยอะแยะที่กล้าพูดว่าสถาบันหลักทั้งสามสำคัญเหนือสิ่งใด เชื่อว่าสถาบันทั้งหมดมีค่ายิ่งกว่าชีวิต แต่มีกี่คนที่พูดได้อย่างภาคภูมิใจว่าควรฆ่านักศึกษาด้วยวิธีโหดเหี้ยมแบบวันที่ 6 เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งสามสถาบัน?</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ดูชะตากรรมของ “วีรชน” ผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการฆ่านักศึกษาในวันที่หกตุลาและก่อนหน้านั้นก็ได้ มีใครจำได้ว่าอุทิศ อุทาร หรือกิตติวุฒิโฒตายเมื่อไร </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">โชคร้ายที่คนเหล่านี้ตายช้า ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าพวกเขาตายเร็วกว่านี้ขึ้นสักยี่สิบปี นั่นคือตายในช่วงหลังจากเกิดเหตุการณ์หกตุลาไม่นานนัก พวกเขาคงไม่ตายอย่างเงียบงันแบบนี้</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเข้าใจคำอธิบายหกตุลาของคุณสมัคร โดยคำนึงถึงบริบทแบบนี้ คำตอบคือเป็นไปได้ แต่ก็ควรระบุด้วยเช่นกันว่าความรู้สึกของสังคมว่า หกตุลาเป็นเรื่องน่าอายจนต้องรู้สึกผิด (guilt) แตกต่างจากความรู้สึกว่า หกตุลาเป็นเรื่องอัปยศ (shame) เส้นแบ่งของความรู้สึกผิดกับความอัปยศคือความรู้สึกผิดเป็นเรื่องที่เราอาจแก้ตัวด้วยข้ออ้างแบบใดแบบหนึ่งได้ แต่ความอัปยศคือความผิดบาปในสิ่งที่ไม่มีวันผลักไสออกไป แม้กระทั่งในมโนธรรมสำนึก [3] ความอัปยศจึงเป็นเรื่องที่ให้อภัยหรือไถ่ถอนไม่ได้ มีแต่กดให้เงียบหายไปตามกาลเวลา </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ความละอายที่สังคมไทยมีต่อหกตุลาเป็นความละอายที่แสดงออกมาในรูปการโจมตีคุณสมัคร ฆ่าตัดตอนความผิดไปที่นักการเมืองดาษๆ เพียงคนเดียว แต่สังคมไทยไม่เคยเรียกร้องให้สอบสวนและดำเนินคดีกับคนทั้งหมดที่ก่อเหตุหกตุลา เพราะรู้ว่าเรื่องนี้เรียกร้องไม่ได้ ขืนดันทุรังทำไป ก็จะทำให้สังคมไทยถึงกาลหายนะไปทั้งหมด จึงได้แต่ลืมๆ กันไป เช่นเดียวกับที่ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่ใครต่อใครที่ร่วมก่อหกตุลาจะออกมาขอโทษนักศึกษาประชาชน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">อันที่จริงอาจตั้งคำถามต่อไปได้อีกว่า อะไรคือความหมายทางการเมืองของปริศนาทางอุดมการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2519 ที่การฆ่านักศึกษาฝ่ายซ้ายเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจยิ่งชีวิต จนถึงปี 2551 ที่การฆ่านักศึกษากลายเป็นความรู้สึกน่าอับอายในระดับสังคม </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คำถามนี้ไม่เกี่ยวกับหกตุลา แต่เกี่ยวกับการประเมินอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับรัฐประหาร 2549 และสถานการณ์การเมืองหลังจากนั้นจนปัจจุบันและไปสู่อนาคต</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">กลับไปที่เรื่องเดือนพฤษภาคม</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ถ้าปี 2539 คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการรื้อฟื้นหกตุลาเพื่อสร้าง “ที่ทางในประวัติศาสตร์” ให้คนรุ่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ และถ้าปี 2539 คือปีที่คนรุ่นตุลาคม 2519 รื้อฟื้นความภาคภูมิใจทางการเมืองผ่านการจัดงานรำลึกสองทศวรรษหกตุลาอันยิ่งใหญ่ ช่วงเวลา 3-4 ปี หลังการนองเลือดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ก็คือช่วงเวลาที่ “รัฐ” ค่อยๆ ทำให้เหตุการณ์เดือนพฤษภาคมเสื่อมความสำคัญทางการเมืองถึงขั้นที่ปราศจาก “ที่ทางในประวัติศาสตร์” ในปัจจุบัน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เหตุการณ์เดือนพฤษภาคืออะไร?</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">กล่าวอย่างรวบรัดที่สุด เหตุการณ์เดือนพฤษภาคือการลุกฮือของประชาชนเพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่อันที่จริง ข้อเรียกร้องของขบวนการเดือนพฤษภามีเนื้อหากว้างไกลกว่าเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีไปมาก เพราะมีการพูดถึงการให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ห้ามไม่ให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งการเมืองและการบริหารประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ลดอำนาจวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง ฯลฯ </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ในแง่นี้แล้ว พฤษภาคม 2535 คือการสร้างความเป็นใหญ่ทางการเมือง (political hegemony) ให้เสรีประชาธิปไตยแบบประชาธิปไตยรัฐสภา ซึ่งเมื่อจัดวางระบบนี้ลงไปในประวัติศาสตร์การเมือง พฤษภาคม 2535 ก็คือการปฏิเสธระบอบรัฐที่เกิดขึ้นหลังหกตุลาทั้งหมด นั่นคือระบอบรัฐที่ทหารและข้าราชการประจำเป็นกลไกลหลักของระบบการเมือง มีรัฐสภาที่สมาชิกครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อำนาจการเมืองขั้นสูงสุดในการเลือกนายกรัฐมนตรีอยู่ที่การตกลงนอกรัฐสภาและเหนือการเลือกตั้งระหว่างพลังสามฝ่ายที่ในเวลานั้นเรียกง่ายๆ ว่า ทุน/วัง/ปืน </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">พฤษภาคม 2535 เป็นจุดเริ่มต้นของการสถาปนาระบอบรัฐแบบใหม่ที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นศูนย์กลางของระบบการเมืองในความหมายที่แท้จริง</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ปัญหาก็คือ ขณะที่การเชิดชูสภาผู้แทนราษฎรและประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นเสาหลักของการต่อสู้การเมืองในเดือนพฤษภา การเชิดชูประชาธิปไตยรัฐสภาก็เป็นจุดเปราะทางการเมืองของขบวนการเดือนพฤษภาเองด้วย เพราะไม่มีประชาธิปไตยรัฐสภาในสังคมไหนที่มีฐานะเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีพลังกล้าแกร่งจนเรียกร้องให้คนสละชีวิตเพื่อปกป้องอุดมการณ์นี้ได้ ซ้ำในสังคมไทยเองก็มีเงื่อนไขทางการเมืองและอุดมการณ์มากหลายที่ขัดขวางการเติบโตของความคิดเรื่องประชาธิปไตยรัฐสภา ขณะที่กระแสการเมืองโลกเองก็เริ่มเดินไปสู่เส้นทางของการตั้งคำถามกับความคิดเรื่องระบบตัวแทน (representationism) ซึ่งเป็นรากฐานทางความเชื่อที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตยรัฐสภา</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ในโลกศตวรรษที่ 20 นั้น มีอุดมการณ์การเมืองมากหลายที่มีพลังจนก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง การสู้รบ การปฏิวัติ การจลาจล การสละชีวิต ฯลฯ เช่นชาตินิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐนิยม สากลนิยม รัฐธรรมนูญนิยม แต่มีน้อยครั้งมากที่คนในโลกจะยอมตายเพื่อสภาผู้แทนราษฎรและประชาธิปไตยรัฐสภา</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คนที่อยู่ในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคงจำได้ว่าเหตุการณ์นี้จบลงด้วยความน่าเศร้า เพราะขบวนการเรียกร้องนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งจนมีคนเสียชีวิตไปจำนวนมากกลับได้นายกฯ ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งแม้แต่นิดเดียว นั่นคือคุณอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของคนกลุ่มไหนนอกจากคนชั้นสูงและผู้ดีเพียงหยิบมือเดียว </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ในแง่นี้แล้ว การเป็นนายกรัฐมนตรีของคุณอานันท์จึงสำคัญในแง่ที่แสดงให้เห็นความอ่อนแอทางอุดมการณ์ของประชาธิปไตยรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ควรระบุด้วยว่าการทำให้พฤษภาสูญเสียมิติทางอุดมการณ์นั้นไม่ได้มีแค่เรื่องตลกทางการเมืองแบบนี้ แต่ยังกินความไปถึงกระบวนการทางการเมืองและสังคมทั้งหมดที่มุ่งสลายความสำคัญของเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม เริ่มต้นตั้งแต่การสร้างความหมายทางอุดมการณ์ว่า พฤษภาคมเป็นสัญลักษณ์ของการแก้ปัญหาอย่างรู้รักสามัคคีระหว่างคนในชาติ การคัดค้านไม่ให้ดำเนินความผิดทางกฎหมายกับนายกรัฐมนตรีและนายทหารที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชน การกำหนดให้รายงานการสอบสวนของกระทรวงกลาโหมเรื่องพฤษภาคม 2535 เป็นรายงานลับที่ไม่เปิดเผยจนถึงบัดนี้ และเหนืออื่นใดก็คือการปฏิเสธกระแสปฏิรูปกองทัพไปสู่ทิศทางที่ให้พลเรือนและสภาผู้แทนราษฎรควบคุมตรวจสอบกองทัพได้มากขึ้นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ควรระบุด้วยว่าการไม่เปิดเผยรายงานสอบสวนของกระทรวงกลาโหมนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่ “เชื่อมั่นในประชาธิปไตยรัฐสภา” และมีอำนาจหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาฯ </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">หนึ่งปีหลังจากคนเดือนตุลาจัดงานรำลึกหกตุลาอย่างยิ่งใหญ่เมื่อ 6 ตุลาคม 2539 ก็เกิดการปฏิรูปการเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งวางอยู่บนการเหยียดหยามนักการเมือง สภาผู้แทนราษฎร และประชาธิปไตยรัฐสภาอย่างมากที่สุดเท่าที่ระบบการเมืองในเวลานั้นจะอนุญาตให้ทำได้ เกิดการโจมตีนักการเมืองว่าเป็นแค่นักเลือกตั้ง เกิดการโจมตีสภาผู้แทนราษฎรว่าเป็นที่รวมของโจรใส่สูท เกิดการสร้างทฤษฎีการเมืองประหลาดๆ ว่าประชาธิปไตยรัฐสภาทำให้อำนาจการเมืองวนเวียนอยู่กับคนไม่เกินสองพันคน เกิดกระแสการเมืองแบบขวาว่าผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่ “ตัวแทนที่แท้จริง” ของประชาชน ฯลฯ ซึ่งเมื่อมาถึงปี 2548-2549 ความคิดทั้งหมดนี้ก็ผสมผสานกันเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ปูพื้นฐานให้กับการทำลายประชาธิปไตยรัฐสภา ล้มล้างระบอบรัฐที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นศูนย์กลางอำนาจ รวมทั้งสร้างความชอบธรรมให้รัฐประหารเดือนกันยายน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เราอาจสร้างสมการการเมืองง่ายๆ ก็ได้ว่าถ้าประชาธิปไตยรัฐสภาและอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยมีความสำคัญ ก็ย่อมยากที่จะเกิดรัฐประหารและการแทรกแซงการเมืองของพวกอภิสิทธิ์ชน และถ้าเจตนารมณ์ประชาธิปไตยของเดือนพฤษภาได้รับการพิทักษ์รักษาไว้ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเหตุอัปยศทางการเมืองอย่างรัฐประหาร 19 กันยายน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">สมการนี้กลับตาลปัตรได้อีกอย่างว่าการเพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ส่งผลโดยตรงต่อมาตรา 7 วาทกรรมพระราชอำนาจ รัฐประหาร 19 กันยายน และรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">อันที่จริง มีปัจจัยสองข้อที่ทำให้เหตุการณ์เดือนพฤษภาคมเป็นประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยเคยจำแต่จำไม่ได้</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ข้อแรก คือชนชั้นของคนตายในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">พูดให้หยาบและท้าทายที่สุด คนตายในพฤษภาคือพวกไพร่ คือคนจนเมือง คือคนชั้นล่างที่รักประชาธิปไตย คือคนระดับกลางและล่างที่มีการศึกษาไม่มากนัก คนสลัมคลองเตย คือคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คือคนอย่างลุงนวมทอง (ไพรวัลย์) ที่ตายไปเมื่อคัดค้านรัฐประหารคราวที่แล้ว หรือกระทั่งอาจเป็นเด็กข้างถนนที่ตายอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ คือคนที่มาร์กซ์เรียกว่ากรรมาชีพจรจัด หรือนักทฤษฎีบางคนอาจเรียกว่า Multitude ขณะที่คนตายในหกตุลาคือนักศึกษา คือลูกหลานคนชั้นกลาง คือคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอจะส่งลูกเรียนในมหาวิทยาลัยระดับนำของประเทศ คือคนที่ในเวลาสิบห้าปียี่สิบปีผ่านไป ก็สามารถเลื่อนฐานะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ผู้นำความคิด ผู้นำการเมือง หรือผู้นำสังคม</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ขณะที่หกตุลามีเจ้าภาพที่มีอิทธิพลมากมายใน พ.ศ.นี้ แต่คนตายในเดือนพฤษภาคือคนสังกัดวรรณะที่ไม่อยู่ในวิสัยที่จะแสวงหา “ที่ทางในประวัติศาสตร์” ให้กับตัวเองได้แม้แต่นิดเดียว เพราะเป็นความตายของคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม มีฐานะต่ำต้อยเกินกว่าที่คนรุ่นเดียวกันหรือคนรุ่นหลังจะ engage ได้อย่างจริงจัง </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ขณะที่มีคนเดือนตุลาเต็มไปหมดในสภา ในมหาวิทยาลัย ในองค์กรพัฒนาเอกชน ในกลุ่มนักธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย ในวงการสื่อสารมวลชน ในวงการนักเขียน ฯลฯ มีใครสักกี่คนที่จะอยากบอกว่าผมเป็นเพื่อนกับคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือคนสลัมคลองเตยที่ถูกยิงตายในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม?</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ชนชั้นของคนตายเกี่ยวข้องโดยตรงกับที่ทางของความทรงจำรวมหมู่ ที่สังคมมีต่อความตายในเหตุการณ์ทางการเมือง</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ข้อสอง การอธิบายเหตุการณ์เดือนพฤษภาแต่ในแง่ยุทธวิธีภายใต้ประเด็นหลักเรื่องความสามัคคี </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คนที่ความจำดีคงจำได้ว่าหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาผ่านไปได้ไม่นาน ความต้องการปฏิรูปประชาธิปไตยในสังคมไทยก็สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีการพูดถึงการปฏิรูปสื่อ การปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดเล็ก การกระจายอำนาจ การเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง ฯลฯ ถึงขั้นที่หนึ่งในความขัดแย้งหลักที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ช่วงหลัง พ.ค.2535 ถูกโจมตีจากพรรคร่วมรัฐบาลและสังคมในเวลานั้นคือการไม่ยอมจัดการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรงอย่างที่เคยหาเสียงเอาไว้</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">มีเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การปฏิรูปสังคมและการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ในช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคมล้มเหลวไป เหตุผลที่สำคัญที่สุดได้แก่ชัยชนะของชนชั้นนำทั้งหมดในการเจรจาต่อรองและสร้างข้อตกลงร่วมกันในอันที่จะไม่ปฏิรูประบบเอาไว้ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานภายใต้วาทกรรมการเมืองที่สั้นๆ ง่ายๆ แต่มีพลัง นั่นก็คือวาทกรรมเรื่องความรักสามัคคี</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">มีใครจำได้บ้างว่าเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมจบลงแบบที่เป็นอยู่ด้วยปัจจัยที่สำคัญมากข้อหนึ่ง คือการชุมนุมอย่างไม่ท้อถอยของนักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงที่รุนแรงถึงขั้นเตรียมใช้รถน้ำมันขวางรถถังที่กำลังจะเคลื่อนกำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ตัวอย่างที่อธิบายชัยชนะของชนชั้นนำได้ดีคือปรากฎการณ์ที่โคทม อารียา, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล , กรุณา บัวคำศรี รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการหลายคน แห่เข้าไปเป็นคณะทำงานขององค์กรกลางเพื่อควบคุมการเลือกตั้งหลังปี 2535 ถึงขั้นที่อาจพูดเปรียบเปรยเล่นๆ ได้ว่าคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) แปรสภาพไปเป็นกองเลขาขององค์กรกลางในทันทีที่เหตุการณ์เดือนพฤษภาคมจบสิ้นลง ขณะที่มีคนเพียงหยิบมือเดียวที่ให้ความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวกับประชาชนเพื่อปฏิรูปประชาธิปไตย ปฏิรูปกองทัพ เลือกตั้งผู้ว่า ผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจ การติดตามกรณี “คนหาย” ในเหตุการณ์นั้น รวมทั้งการดำเนินความผิดกับ พล.อ.สุจินดา พล.อ.อิสรพงศ์ พล.อ.เกษตร พล.อ.อนันต์ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่งกับการใช้ทหารติดอาวุธปราบปรามประชาชน</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เมื่อมองย้อนหลังกลับไป การมีส่วนร่วมของ “ผู้นำนักศึกษา” และ “ภาคประชาชน” ที่หมกมุ่นแต่ปัญหาการเลือกตั้ง การไม่ซื้อเสียง ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นจุดกำเนิดของการโจรกรรมพลังปฏิรูปการเมืองหลังเดือนพฤษภาคมให้อยู่ภายใต้วาระทางการเมืองของชนชั้นนำเก่า นั่นก็คือการทำให้ปัญหาการเลือกตั้งไม่โปร่งใสเท่ากับปัญหาทั้งหมดของประชาธิปไตยไทย หรือพูดให้ยุ่งยากขึ้นคือการย่อยสลายและดูดกลืน “ภาคประชาชน” ให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของระบอบรัฐไทย</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ในแง่นี้แล้ว “เจตนารมณ์ของวีรชนเดือนพฤษภา” หายวับไปแทบจะในทันทีที่กองเลือดหายไปจากถนนราชดำเนิน จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมผ่านมาได้สิบห้าปี นักวิชาการที่มีอดีตเป็น “ผู้นำนักศึกษา” พูดได้อย่างหน้าตาเฉยว่าคณะรัฐประหาร 2549 เป็นคณะรัฐประหารที่ดีกว่า รสช., คนไม่น้อยเข้าร่วมกิจกรรมรำลึกวีรชนเดือนพฤษภาพร้อมกับรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ คมช.ที่ทำลายเจตนารมณ์ของการเคลื่อนไหวเดือนพฤษภาคมแทบทั้งหมดได้, พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจว่าเป็นคนวางแผนให้เกิดการจลาจลในช่วงเดือนพฤษภา, ครึ่งหนึ่งของกรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตยในปี 2535 กลายเป็นผู้สนับสนุนรัฐประหาร 2549 ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ฯลฯ</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">การปราศจากมิติทางอุดมการณ์ส่งผลโดยตรงให้ความตายเดือนพฤษภาคมเป็นความตายทางการเมือง แม้กระทั่งการเรียกร้องในเรื่องง่ายๆ อย่างการสร้างอนุสรณ์รำลึกวีรชนเดือนพฤษภา ก็เป็นเรื่องที่คนที่ได้ดิบได้ดีจากเหตุการณ์พฤษภาทั้งหมดลืมไปเฉยๆ ป่วยการที่จะพูดถึงการรำลึกเจตนารมณ์ของคนตาย หรือการสืบทอดอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นนามธรรมสูงยิ่งขึ้นไป </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">คนตายเดือนพฤษภาคือคนตายที่ตายไปแล้วอย่างไม่มีทางฟื้นมีคุณค่าขึ้นมาได้ เพราะไม่มีใครรู้สึกกับความตายในเดือนพฤษภาคม</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">ปาฐกถานี้เริ่มต้นด้วยการเสนอว่าหกตุลาคือประวัติศาสตร์บาดแผลที่ตายไปแล้วแต่มีโอกาสฟื้นได้ แต่พฤษภาคือประวัติศาสตร์บาดแผลที่ตายไปแล้วอย่างไม่มีเงื่อนไขที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก แต่ปาฐกถานี้มีข้อสรุปที่แย่กว่านั้น นั่นคือหากวีรชนเดือนพฤษภาฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ พวกเขาคงงุนงงกับกระแสความเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายอย่างที่อ้างว่าเป็นเรื่องของ “การปฏิรูปการเมือง” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการมีวุฒิสภาที่สมาชิกครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้งทหารและข้าราชการแก่ๆ ที่ไม่มีใครในประเทศรู้จัก แต่กลับมีอำนาจเทียบเท่าผู้แทนจากการเลือกตั้งของปวงชน การปฏิรูปสื่อจากการครอบงำของรัฐและการควบคุมของกองทัพกลายเป็นการทำให้รัฐเป็นเจ้าของทีวีสาธารณะเพิ่มขึ้นอีกช่อง การสร้างรัฐธรรมนูญให้ศาลและสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและควบคุมตรวจสอบของประชาชนมีอำนาจเหนือสถาบันที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา </font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000">เหนืออื่นใดคือการสนับสนุนรัฐประหารและทำลายประชาธิปไตยรัฐสภาโดยคนหลายคนที่อ้างว่าเป็นผู้นำ เป็นนักต่อสู้ หรือเป็นผลผลิตของเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม</font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p class="EC_MsoNormal"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><font color="#000000"></font></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"></p>
<p class="EC_MsoNormal">
<font color="#000000">เชิงอรรถ</font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000">[1] Slavoj ZIzek, For They Know Not What They Do : Enjoyment as a Political Factor (London : Verson, 1991), 272-3.</font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000">[2] ธงชัย วินิจจะกูล, “ความทรงจำ ภาพสะท้อนและความเงียบในหมู่ฝ่ายขวาหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลา”, เอกสารในการสัมมนาโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เรื่อง ‘สันติวิธี ความรุนแรง และสังคมไทย’ วันที่ 19-20 พฤศจิกายน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000">[3] ดูการอภิปรายประเด็นนี้เพิ่มเติมใน Agamben, Giorgio (2002) Remnants of Auschwitz. The witness and the archive. Translated by Daniel Heller-Roazen. New York: Zone Books, 105. </font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000"></font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000"></font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000"></font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000">อ่านงานที่เกี่ยวข้อง</font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000">แผลจากตุลาถึงพฤษภา: ยิ่งเพิกเฉยอดีต วันนี้ยิ่งพิกลพิการ ย้ำ อย่ารื้อฟื้น 6 ตุลา แบบตกหลุม ‘การเมือง’ &#8211; โพสท์ 20/2/2551</font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000"></font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000">คลิกที่ชื่อเพื่อดาวน์โหลดไฟล์เสียง</font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000">ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ “ประวัติศาสตร์บาดแผลกับบท (ไม่) เรียน” (8.6 MB/25.17 Min)<br />
กนกรัตน์ เลิศชูสกุล “6 ตุลา-บท (ที่ไม่) เรียนของสังคมไทย” (3.9 MB/17.14 Min)<br />
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “พฤษภาเลือด-อีกหนึ่งบท (ที่ไม่) เรียนของสังคมไทย” (5.8 MB/37.23 Min)</font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000"></font></p>
<p class="EC_MsoNormal"><font color="#000000">อ้างอิง </font><a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/11257"><font color="#000000">http://www.prachatai.com/05web/th/home/11257</font></a></p>
<p></span></span></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/anukpn.wordpress.com/80/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/anukpn.wordpress.com/80/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/80/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/80/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/80/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/80/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/80/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/80/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/80/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/80/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/80/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/80/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=80&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2008/02/21/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
<enclosure url="http://multimedia.prachatai.com/audio/20080220_kanokrat.mp3" length="4138659" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://multimedia.prachatai.com/audio/20080220_tanet.mp3" length="6069120" type="audio/mpeg" />
<enclosure url="http://multimedia.prachatai.com/audio/20080220_sirote.mp3" length="8975617" type="audio/mpeg" />
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>&#8230;.</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2007/10/29/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2007/10/29/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 28 Oct 2007 23:49:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Other]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/2007/10/29/</guid>
		<description><![CDATA[ความสุขในชีวิตหาใช่สิ่งอื่นใด
หากแต่คือ การได้ทำงานที่ตัวเองรัก
ได้รักใครสักคน
อยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์
และพ้นจากความทะเยอทะยาน
Albert Camus
       <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=79&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center">ความสุขในชีวิตหาใช่สิ่งอื่นใด</p>
<p align="center">หากแต่คือ การได้ทำงานที่ตัวเองรัก</p>
<p align="center">ได้รักใครสักคน</p>
<p align="center">อยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์</p>
<p align="center">และพ้นจากความทะเยอทะยาน</p>
<p align="center"><strong>Albert Camus</strong></p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/anukpn.wordpress.com/79/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/anukpn.wordpress.com/79/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/79/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/79/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/79/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=79&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2007/10/29/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>งานหนังสือ กับข้อสังเกตเล็กๆ</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2007/10/23/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2007/10/23/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Oct 2007 13:45:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/2007/10/23/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95/</guid>
		<description><![CDATA[        
        หากใครอยู่ในแวดวงการอ่าน การซื้อหรือการบริโภคหนังสือ ก็คงจะได้ไปหรือได้ข่าวคราวกับงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติมาบ้าง เราก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนหลายหมื่น หลายแสนคน ที่เข้าไปแวะเวียนในงานนี้อยู่เกือบทุกครั้ง
        อย่างไรก็ดีดูเหมือนการไปครั้งนี้ของเราจะทำให้ได้ข้อสังเกตใหม่ที่ได้ถูกเพิ่มเติมยิ่งขึ้นหลังการอ่านบทความในหนังสือยุให้รำตำให้รั่ว ของ &#8220;ฮิมิโตะ ณ เกียวโต&#8221; (ที่ซื้อมาด้วยราคาครึ่งหนึ่ง) นั่นก็คือเรื่องของการบริโภคหนังสือ ที่สัมพันธ์กับเรื่องของชนชั้นอย่างแยกไม่ออก
      คำถามและข้อสังเกต ของเริ่มแรกเกิดจากการมองฝูงคนที่เดินไปมาในงานหนังสือที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยชนชั้นกลางหรือชนชั้นที่สูงขึ้นไปอันมีเงินเดือนที่แน่นอน มีงานทำที่ค่อนข้างมั่นคง ในทางกลับกันเรากลับมองไม่เห็น &#8220;คนรากหญ้า&#8221; หรือ &#8220;รากแก้ว&#8221; (ตามทีรัฐเรียก) เท่าไร รวมไปถึงแม้กระทั่งคนขายก็ตาม ที่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีฐานะทางสังคมในระดับที่มีกิน และศึกษาอยู่ในสถาบันชั้นนำของประเทศทั้งหลายโดยเฉพาะในกรุงเทพ
    ในบทความของฮิมิโตะ ที่เราอ้างถึงตอนแรก ได้กล่าวถึง วัฒนธรรมการอ่านอันเป็นสิ่งที่เพิ่งลงหลักปักฐานอย่างจริงจังทั่วประเทซเมื่อไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยการกระจายตัวของการศึกษาภาคบังคับไปตามพื้นที่ต่างๆ  แต่ถึงที่สุดแล้วดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการอ่านและการซื้อหนังสือก็มิได้กระจายตัวตามกลุ่มคนที่ได้รับการศึกษาให้อ่านออกเขียนได้ อันเป็นผลมาจากฐานะทางสังคมของคนส่วนใหญ่ที่ให้พวกเขาไม่สามารถใช้เวลาในชีวิตและเงินทองในการบริโภคหนังสือได้ หนังสือและการอ่านกลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับพวกเขา ลองคิดดูแล้วกัน ชาวสวน ชาวนา จะเอาเวลาว่างที่ไหนกันมาอ่านหนังสือ เพราะว่างานกับชีวิตของพวกเขามิได้แยกออกจากกัน เหมือนดังคนชั้นกลางที่ทำงานตามสำนักงานแล้วมีการแบ่งแยกงานกับชีวิต (ที่บ้าน) ออกจากกันค่อนข้างสิ้นเชิง
    นอกจากนี้การซื้อหนังสือที่ค่อนข้างมีราคาสูงเมื่อเทียบกับของอื่นๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันก็ดูเหมือนจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้เป็นตัวเงินไม่มากนัก ต้องเลือกที่จะซื้ออย่างอื่นก่อนอยู่แล้ว ลองคิดเล่นๆ ถ้าเราไม่มีกินเราจะเลือกซื้อหนังสือหรือข้าวสารมากรอกหม้อกัน ในแง่นี้วัฒนธรรมการอ่านจึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องของเวลาว่างและฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัว แต่ละกลุ่มคน แต่ทำไมเราถึงชอบยกวัฒนธรรมการอ่านมาเป็นตัวชี้วัดความเจริญของประเทศก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน อาจเป็นได้ว่าบรรทัดฐานดังกล่าวเป็นสิ่งที่นำมาจากประเทศเจริญแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=78&subd=anukpn&ref=&feed=1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p align="center">        <img border="0" width="800" src="http://rocksinmydryer.typepad.com/photos/uncategorized/reading.jpg" height="985" style="width:260px;height:299px;" /></p>
<p align="justify">        หากใครอยู่ในแวดวงการอ่าน การซื้อหรือการบริโภคหนังสือ ก็คงจะได้ไปหรือได้ข่าวคราวกับงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติมาบ้าง เราก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนหลายหมื่น หลายแสนคน ที่เข้าไปแวะเวียนในงานนี้อยู่เกือบทุกครั้ง</p>
<p align="justify">        อย่างไรก็ดีดูเหมือนการไปครั้งนี้ของเราจะทำให้ได้ข้อสังเกตใหม่ที่ได้ถูกเพิ่มเติมยิ่งขึ้นหลังการอ่านบทความในหนังสือยุให้รำตำให้รั่ว ของ &#8220;ฮิมิโตะ ณ เกียวโต&#8221; (ที่ซื้อมาด้วยราคาครึ่งหนึ่ง) นั่นก็คือเรื่องของการบริโภคหนังสือ ที่สัมพันธ์กับเรื่องของชนชั้นอย่างแยกไม่ออก</p>
<p align="justify">      คำถามและข้อสังเกต ของเริ่มแรกเกิดจากการมองฝูงคนที่เดินไปมาในงานหนังสือที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยชนชั้นกลางหรือชนชั้นที่สูงขึ้นไปอันมีเงินเดือนที่แน่นอน มีงานทำที่ค่อนข้างมั่นคง ในทางกลับกันเรากลับมองไม่เห็น &#8220;คนรากหญ้า&#8221; หรือ &#8220;รากแก้ว&#8221; (ตามทีรัฐเรียก) เท่าไร รวมไปถึงแม้กระทั่งคนขายก็ตาม ที่ส่วนใหญ่แล้วดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีฐานะทางสังคมในระดับที่มีกิน และศึกษาอยู่ในสถาบันชั้นนำของประเทศทั้งหลายโดยเฉพาะในกรุงเทพ</p>
<p align="justify">    ในบทความของฮิมิโตะ ที่เราอ้างถึงตอนแรก ได้กล่าวถึง วัฒนธรรมการอ่านอันเป็นสิ่งที่เพิ่งลงหลักปักฐานอย่างจริงจังทั่วประเทซเมื่อไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยการกระจายตัวของการศึกษาภาคบังคับไปตามพื้นที่ต่างๆ  แต่ถึงที่สุดแล้วดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการอ่านและการซื้อหนังสือก็มิได้กระจายตัวตามกลุ่มคนที่ได้รับการศึกษาให้อ่านออกเขียนได้ อันเป็นผลมาจากฐานะทางสังคมของคนส่วนใหญ่ที่ให้พวกเขาไม่สามารถใช้เวลาในชีวิตและเงินทองในการบริโภคหนังสือได้ หนังสือและการอ่านกลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับพวกเขา ลองคิดดูแล้วกัน ชาวสวน ชาวนา จะเอาเวลาว่างที่ไหนกันมาอ่านหนังสือ เพราะว่างานกับชีวิตของพวกเขามิได้แยกออกจากกัน เหมือนดังคนชั้นกลางที่ทำงานตามสำนักงานแล้วมีการแบ่งแยกงานกับชีวิต (ที่บ้าน) ออกจากกันค่อนข้างสิ้นเชิง</p>
<p align="justify">    นอกจากนี้การซื้อหนังสือที่ค่อนข้างมีราคาสูงเมื่อเทียบกับของอื่นๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันก็ดูเหมือนจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้เป็นตัวเงินไม่มากนัก ต้องเลือกที่จะซื้ออย่างอื่นก่อนอยู่แล้ว ลองคิดเล่นๆ ถ้าเราไม่มีกินเราจะเลือกซื้อหนังสือหรือข้าวสารมากรอกหม้อกัน ในแง่นี้วัฒนธรรมการอ่านจึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องของเวลาว่างและฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัว แต่ละกลุ่มคน แต่ทำไมเราถึงชอบยกวัฒนธรรมการอ่านมาเป็นตัวชี้วัดความเจริญของประเทศก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน อาจเป็นได้ว่าบรรทัดฐานดังกล่าวเป็นสิ่งที่นำมาจากประเทศเจริญแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก) ที่คนส่วนใหญ่มีรายได้ค่อนข้างสูง สามารถซื้อสิ่งของที่จำเป็นนอกเหนือจากสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตได้</p>
<p align="justify">     การสร้างวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยที่รัฐพยายามเพรียกหา จึงมิใช่เพียงการพยายามเรียกร้องจากประชาชนฝ่ายเดียวเท่านั้น หากแต่รัฐเองก็ควรที่จะต้องสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการอ่านในราคาที่ถูกหรือไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของห้องสมุดที่ดีของชุมชน (ที่ไม่ใช่ศาลาพักร้อน) รวมถึงความหลากลายของหนังสือที่ตอบสนองคนในหลากหลายอาชีพ และทำให้พวกเขาสามารถที่จะใช้ความรู้จากการอ่านไปกับงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันได้</p>
<p align="justify">      วัฒนธรรมการอ่านโดยเฉพาะที่ต้องซื้อหามาอ่าน จึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องของฐานะทางการเงินและชนชั้นทางสังคมอย่างแยกออกได้ยาก การเรียกร้องวัฒนธรรมการอ่านหรือการพยายามสร้างนิสัยรักการอ่านของรัฐจึงเป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนสายลมที่พัดมาแล้วพัดไป เพราะการอ่านเป็นเรื่องที่มากกว่าการอ่านและหนังสือ หากแต่ร่วมไปถึงบริบทแวดล้อมทางสังคมอื่นๆ และก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถามกลับว่า บรรดาประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายการอ่านเป็นสิ่งที่สร้างสังคมพัฒนา หรือสังคมที่พัฒนาเป็นสิ่งที่สร้างวัฒนธรรมการอ่านกันแน่? รวมไปถึงคำถามต่อหนังสือและการอ่านว่าเป็นของฟุ่มเฟือยและการบริโภคหรือไม่?</p>
<p align="justify">       อย่างไรก็ดีเราก็ไม่ได้หมายถึงว่าการอ่านเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์แต่การอ่านนอกจากที่ต้องตอบสนองชีวิตที่เห็นได้จริงของคนส่วนใหญ่ในสังคม (ดังที่กล่าวมาแล้ว) การอ่านก็ยังเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาความคิดของผู้อ่าน เพราะกระบวนการอ่านในแง่หนึ่งคือการคิดไตร่ตรองกับสิ่งที่เราอ่าน เป็นการรับสารที่ต่างออกไปจาก โทรทัศน์ หรือ วิทยุ ที่เราแทบไม่ได้คิดไตร่ตรองเพราะเราต้องตามสารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วให้ทัน โดยที่การอ่านความเร็วในการส่งความหมายของสารเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวเรามากกว่าตัวสาร</p>
<p align="justify">      ถึงแม้เราจะไม่ได้ตั้งความหวังว่าทุกคนควรต้องอ่านหนังสือ เพราะแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันออกไป ทั้งฐานะและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายล้อมทุกคน แต่ชนชั้นกลางที่ถือได้ว่ามีแรงขับการบริโภคและการศึกษาที่สูงก็ดูเหมือนจะละเลยการอ่านที่ทำให้เราคิดไตร่ตรองน้อยลง และหันไปบริโภคกับสื่อใหม่ๆ เช่น รายการเกมส์โชว์และโทรทัศน์ อย่างไม่ลืมหูลืมตาจนทำให้เกิดการครอบงำด้วยทางเลือกที่จำกัดและการนำเสนอในทิศทางเดียวกันโดยปราศจากการคิด</p>
<p align="justify">   และที่กล่าวมาคือการพร่ำบ่นของคนๆ หนึ่ง อย่าถือสาอะไรมากเลย</p>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/anukpn.wordpress.com/78/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/anukpn.wordpress.com/78/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/78/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/78/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/78/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/78/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/78/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/78/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/78/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/78/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/78/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/78/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&blog=852799&post=78&subd=anukpn&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2007/10/23/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://rocksinmydryer.typepad.com/photos/uncategorized/reading.jpg" medium="image" />
	</item>
	</channel>
</rss>