<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>I am what I am</title>
	<atom:link href="http://anukpn.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://anukpn.wordpress.com</link>
	<description>Anukpn.wordpress.com</description>
	<lastBuildDate>Wed, 25 Jan 2012 03:30:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='anukpn.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>I am what I am</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://anukpn.wordpress.com/osd.xml" title="I am what I am" />
	<atom:link rel='hub' href='http://anukpn.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>ข้อคิดสั้นๆ ที่ (ไม่) เกี่ยวกับผู้ว่า ปตท. คนใหม่</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2012/01/25/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2012/01/25/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 03:22:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=143</guid>
		<description><![CDATA[การคัดสรรกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ CEO ปตท. แทนที่คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ที่กำลังจะเกษียณในเดือนกันยายน ดูจะเป็นข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจไทยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และอาจเป็นข่าวที่สำคัญต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน &#160; ผู้เขียนมิใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานหรือคลุกคลีอยู่ในวงธุรกิจพลังงาน หากแต่เป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ที่สนใจและค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธุรกิจ/อุตสาหกรรมน้ำมันมาบ้างพอสมควร จึงอยากจะขอเท้าความให้เห็นที่มาที่ไป แรงผลักดัน และเงื่อนไขทางสังคมการเมืองและประวัติศาสตร์อันนำไปสู่การแจัดตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่กลายมาเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในเวลาต่อมา เพื่อเป็นการสะท้อนอีกมุมมองหนึ่งจากข่าวใหญ่ ข่าวสำคัญขององค์การทางด้านน้ำมันและพลังงานที่ทรงอิทธิพลและยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมไทยปัจจุบัน อันอาจทำให้เห็นความมุ่งหมายในยุคอรุณรุ่งขององค์กรแห่งนี้ &#160; สำหรับผู้เขียนแล้ว แนวคิดในการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อดูแล จัดการ และควบคุมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศเป็นสิ่งที่เกิดมาจากเงื่อนไข 4 ประการหลักด้วยกัน อันมีความสอดคล้อง เชื่อมโยงและสืบเนื่องกัน (เนื่องด้วยพื้นที่มีจำกัดผู้เขียนจึงทำได้แต่ให้ข้อมูลโดยสังเขปเท่านั้น) ประการแรก ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมือง และเศรษฐกิจไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการรับความคิดการพัฒนา รวมถึงเงินทุนประเภทต่างๆ จากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจากองค์กรระหว่างประเทศและสหรัฐอเมริกา) ในช่วงเวลาดังกล่าว  ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตอย่างสำคัญ &#160; ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน “ถนน” ได้กลายมาเป็นระบบการขนส่งและคมนาคมหลักของประเทศ รัฐบาลไทย (ภายใต้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ) ได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากไปกับการสร้างระบบถนน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=143&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การคัดสรรกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ CEO ปตท. แทนที่คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ที่กำลังจะเกษียณในเดือนกันยายน ดูจะเป็นข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจไทยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และอาจเป็นข่าวที่สำคัญต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้เขียนมิใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานหรือคลุกคลีอยู่ในวงธุรกิจพลังงาน หากแต่เป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ที่สนใจและค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธุรกิจ/อุตสาหกรรมน้ำมันมาบ้างพอสมควร จึงอยากจะขอเท้าความให้เห็นที่มาที่ไป แรงผลักดัน และเงื่อนไขทางสังคมการเมืองและประวัติศาสตร์อันนำไปสู่การแจัดตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่กลายมาเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในเวลาต่อมา เพื่อเป็นการสะท้อนอีกมุมมองหนึ่งจากข่าวใหญ่ ข่าวสำคัญขององค์การทางด้านน้ำมันและพลังงานที่ทรงอิทธิพลและยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมไทยปัจจุบัน อันอาจทำให้เห็นความมุ่งหมายในยุคอรุณรุ่งขององค์กรแห่งนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับผู้เขียนแล้ว แนวคิดในการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อดูแล จัดการ และควบคุมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศเป็นสิ่งที่เกิดมาจากเงื่อนไข 4 ประการหลักด้วยกัน อันมีความสอดคล้อง เชื่อมโยงและสืบเนื่องกัน (เนื่องด้วยพื้นที่มีจำกัดผู้เขียนจึงทำได้แต่ให้ข้อมูลโดยสังเขปเท่านั้น)</p>
<p><span id="more-143"></span></p>
<p>ประการแรก ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมือง และเศรษฐกิจไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการรับความคิดการพัฒนา รวมถึงเงินทุนประเภทต่างๆ จากต่างประเทศ (โดยเฉพาะจากองค์กรระหว่างประเทศและสหรัฐอเมริกา) ในช่วงเวลาดังกล่าว  ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตอย่างสำคัญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน “ถนน” ได้กลายมาเป็นระบบการขนส่งและคมนาคมหลักของประเทศ รัฐบาลไทย (ภายใต้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ) ได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากไปกับการสร้างระบบถนน โดยความยาวของถนนทั้งประเทศ (ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงจังหวัด) ได้เพิ่มจากระยะทางไม่ถึง 8,000 กิโลเมตรในช่วงก่อนปี พ.ศ.2500 เป็น 10,700 13,410 และ 17,686 กิโลเมตรในปี พ.ศ. 2504 2510 และ 2515 ตามลำดับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การขยายตัวของระบบถนนนี้เองดูจะทำให้จำนวนรถยนต์และจักรยานยนต์รวมของประเทศเพิ่มขึ้นจากประมาณ 124,358 คันใน พ.ศ.2502 เป็น  427,739 และ 736,804 คันใน พ.ศ.2510 และ 2515 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในระยะเวลา 10 กว่าปี นอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว แบบแผนการผลิตของประเทศยังได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมในอัตราส่วนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ แห่งชาติและแผนงานการส่งเสริมการลงทุนฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากสภาวะดังกล่าวของสังคมไทยนี้ดูจทำให้ “น้ำมัน” กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญของประเทศในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจและเกี่ยวเนื่องกับสินค้าและชีวิตของผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย และมีอัตราความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและระบบขนส่ง อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การสนับสนุนสร้าง/ดำเนินการโรงกลั่นน้ำมัน 3 แห่งของไทยในช่วงกลางทศวรรษ 2500 อย่างไรก็ดี น้ำมันเชื้อเพลิงเวลานี้ทั้งน้ำมันดิบและสำเร็จรูป (ประเภทที่ไม่พอกับความต้องการ) ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศโดยเฉพาะตะวันออกกลางแทบทั้งสิ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ประการที่สอง เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของสังคมไทยล้วนต้องเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งทางตรงและทางอ้อม หากแต่น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศเกือบทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ในแง่นี้การเกิดวิกฤติการณ์น้ำมันและความตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลางในช่วงกลางทศวรรษ 2510 ที่ส่งผลอย่างสำคัญต่อการผลิตและราคาน้ำมันในตลาดโลกส่งผลต่อเนื่องมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของสังคมไทยอย่างยากจะหลีกเลี่ยง และในช่วงเวลานี้เองที่ความขัดแย้งระหว่างบริษัทโรงกลั่นน้ำมันเอกชนใหญ่ 3 แห่งของไทยกับรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาด้านการขึ้นราคาน้ำมันทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงการประท้วงที่จะงดการกลั่นน้ำมันจากเอกชนด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ภาวการณ์ของวิกฤติน้ำมันนี้ ในทางหนึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความคิด “ชาตินิยม” ในกิจการน้ำมันขึ้นดังปรากฎในข้อเขียนทางหนังสือพิมพ์จำนวนมากในช่วงเวลานั้นแล้ว ในอีกทางหนึ่ง ชนชั้นนำทางการเมืองและภาคราชการจำนวนหนึ่งยังได้แสดงแนวคิดเกี่ยวกับการจัดตั้ง “บริษัทน้ำมันแห่งชาติ” “ทบวงน้ำมันแห่งชาติ” หรือ “องค์กรน้ำมันแห่งชาติ” ในฐานะหน่วยงานหลักในการจัดการ ดูแล และควบคุมตั้งแต่แผนงาน การผลิต และการค้าน้ำมันของประเทศด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ประการที่สาม แม้จะมีหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศอยู่แล้วในช่วงเวลานั้น คือ องค์กรเชื้อเพลิง ภายใต้สัญลักษณ์ “สามทหาร” หากแต่ก็มีอำนวจในการดูแล ควบคุม และจัดการด้านน้ำมันของประเทศในวงจำกัด อีกทั้งภาพขององค์กรยังถูกมองจากสื่อมวลชนและสังคมไทยในช่วงเวลานั้นด้วยว่ามีความเป็นราชการสูง มีระเบียบทางราชการและความล่าช้า ไม่เท่าทันกับการจัดการธุรกิจน้ำมันในสถานการณ์ที่มีความผันแปรสูง อีกทั้งยังมีข่าวความไม่ชอบมาพากลด้านการค้าน้ำมันปรากฎให้เห็นผ่านหนังสือพิมพ์ ทำให้เป็นเงื่อนไขที่มีการเรียกร้องให้ตั้งองค์กรด้านน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นมาใหม่</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ประการที่สี่ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิงของประเทศไทยตั้งแต่การวางแผนทางนโยบาย การควบคุม การผลิต/จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเวลานั้นอยู่กระจัดกระจาย/แยกย้ายไปตามกระทรวง/กรมที่แตกต่างกัน อาทิ การขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียมอยู่ในอำนาจการดูแลของกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติและย้ายมาเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา ภาษีเงินได้จากปิโตรเลียมมีกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ การค้าขายและสำรองน้ำมันอยู่ในการดูแลของกระทรวงเศรษฐการ และกิจการน้ำมันบางส่วนอยู่ในความครอบครองดูแลของกระทรวงกลาโหม (รายงานข่าวใน สยามรัฐ, 30 มีนาคม 2517) ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมทับทางด้านหน้าที่และอำนาจหน้าที่ และที่สำคัญประสิทธิภาพในการจัดการด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศโดยเฉพาะในช่วงวิกฤติการณ์น้ำมันที่ต้องการความรวดเร็วและเอกภาพ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากสี่ประการที่กล่าวมาข้างต้นดูจะชี้ให้เห็นสภาพและเงื่อนไขด้านต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดการก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2521 โดยที่มีการผลักดันและแนวคิดมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2510 ด้วยความคาดหวังที่ว่าจะเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ดูแลด้านพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศอย่าง “ครอบคลุม” ครบวงจรตั้งแต่แผนงานทางนโยบาย จนถึงการผลิตและการจำหน่าย ภายใต้การบริหารงานที่ “คล่องตัว” มีเอกภาพและอิสระพอสมควรจากภาครัฐและภาคการเมือง นี่คือตัวแทนภาพความคิดของอรุณรุ่งแห่ง ปตท. ที่ปัจจุบันได้มาเป็น “เรือธง” ไม่เพียงแต่วงการพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย หากแต่รวมไปถึงภาคเศรษฐกิจและสังคมของไทย ภายใต้รูปแบบการบริหารงานที่ปรับเปลี่ยนจากรัฐวิสาหกิจมาสู่บริษัทมหาชนที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่อันมีอิสระและประสิทธิภาพในการบริหารเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผู้จัดการใหญ่คนใหม่ของปตท. จะสามารถรักษาและขยายงานจากพื้นฐานความคิดอันสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขององค์กรแห่งนี้ได้หรือไม่? ดูจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจติดตามคำตอบในอนาคตข้างหน้าอยู่ไม่น้อย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..<br />
ตีพิมพ์ครั้งแรกที่มุมมองบ้านสามย่าน วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2554</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/143/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/143/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/143/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/143/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/143/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/143/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/143/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/143/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/143/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/143/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/143/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/143/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/143/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/143/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=143&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2012/01/25/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>Universal Design : ทำได้ แต่ไป (ไม่) ถึง?</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2012/01/22/universal-design-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%9b-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2012/01/22/universal-design-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%9b-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Jan 2012 03:20:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) ดูจะเป็นแนวคิดที่ได้รับการพูดถึงกันอย่างมากและหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งในภาคส่วนของรัฐ แวดวงสถาปัตยกรรมและการออกแบบ องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุและคนพิการ และภาคบริการของไทย &#160; แนวคิดดังกล่าวนี้ดูจะมีหลักตั้งอยู่บนฐานคิดเกี่ยวกับการสร้างลักษณะพื้นที่ทางกายภาพและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการให้ทุกกลุ่มคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องดัดแปลงเฉพาะหรือเป็นพิเศษสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง &#160; หรือพูดอย่างง่ายๆ ก็คือการออกแบบพื้นที่และข้าวของเครื่องใช้ที่ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ กลุ่มคนชรา กลุ่มคนพิการประเภทต่างๆ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ โดยการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลนี้ดูจะเชื่อมโยงกับแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนทุกกลุ่มอย่างมีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน (Inclusive Society) ในสังคมไทยแนวคิด การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) ได้รับการกล่าวถึงมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2520 ที่เริ่มมีการกล่าวถึงแนวทางการสร้างความตระหนักแก่สังคมเกี่ยวกับสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการโดยสหประชาชาติและองค์การเกี่ยวกับคนพิการระดับนานาชาติ ซึ่งต่อมาในช่วงทศวรรษ 2530 การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ดูจะได้รับการเน้นย้ำอย่างจริงจังมากจากกลุ่มคนพิการและองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นความพิการในฐานะส่วนหนึ่งของการรณรงค์ด้านสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ อันนำไปสู่การออกพระราชบัญญัติพื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ที่ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2537 ที่นอกจากจะมีเนื้อหากล่าวถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของคนพิการในการใช้ชีวิตทางสังคมและการประกอบอาชีพแล้ว ยังได้ระบุถึงการที่ต้องมีการออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะอาคาร สถานที่ พื้นที่และบริการสาธารณะต่างๆ ที่ต้องเอื้อแก่การใช้ชีวิตของคนพิการ &#160; หลักการที่วางไว้ในพระราชบัญญัติพื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ดูจะได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ที่มีการออกกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมหลายฉบับ (อาทิ การประกาศกฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในปี พ.ศ. 2542 ที่กำหนดลักษณะอาคารสถานที่ ยานพาหนะและบริการสาธารณะที่ต้องอำนวยความสะดวกกับคนพิการ)ที่กล่าวถึงการสร้างพื้นที่สาธารณะและระบบขนส่งมวลชนที่ต้องเอื้อแก่การใช้ชีวิตของคนพิการที่ต่อมาได้ผูกโยงและขยายไปสู่กลุ่มคนอื่นๆ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=139&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การออกแบบเพื่อคนทั้งมว</strong><strong>ล</strong> (Universal Design) ดูจะเป็นแนวคิดที่ได้รับการพูดถึงกันอย่างมากและหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยปัจจุบัน ทั้งในภาคส่วนของรัฐ แวดวงสถาปัตยกรรมและการออกแบบ องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุและคนพิการ และภาคบริการของไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แนวคิดดังกล่าวนี้ดูจะมีหลักตั้งอยู่บนฐานคิดเกี่ยวกับการสร้างลักษณะพื้นที่ทางกายภาพและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและพื้นที่สาธารณะที่เอื้อต่อการให้ทุกกลุ่มคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยไม่ต้องดัดแปลงเฉพาะหรือเป็นพิเศษสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หรือพูดอย่างง่ายๆ ก็คือการออกแบบพื้นที่และข้าวของเครื่องใช้ที่ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ กลุ่มคนชรา กลุ่มคนพิการประเภทต่างๆ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ โดยการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลนี้ดูจะเชื่อมโยงกับแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนทุกกลุ่มอย่างมีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน (Inclusive Society)</p>
<p><span id="more-139"></span></p>
<p>ในสังคมไทยแนวคิด การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) ได้รับการกล่าวถึงมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2520 ที่เริ่มมีการกล่าวถึงแนวทางการสร้างความตระหนักแก่สังคมเกี่ยวกับสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการโดยสหประชาชาติและองค์การเกี่ยวกับคนพิการระดับนานาชาติ ซึ่งต่อมาในช่วงทศวรรษ 2530 การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ดูจะได้รับการเน้นย้ำอย่างจริงจังมากจากกลุ่มคนพิการและองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับประเด็นความพิการในฐานะส่วนหนึ่งของการรณรงค์ด้านสิทธิและความเสมอภาคของคนพิการ อันนำไปสู่การออกพระราชบัญญัติพื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ที่ประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2537 ที่นอกจากจะมีเนื้อหากล่าวถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของคนพิการในการใช้ชีวิตทางสังคมและการประกอบอาชีพแล้ว ยังได้ระบุถึงการที่ต้องมีการออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะอาคาร สถานที่ พื้นที่และบริการสาธารณะต่างๆ ที่ต้องเอื้อแก่การใช้ชีวิตของคนพิการ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลักการที่วางไว้ในพระราชบัญญัติพื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ดูจะได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ที่มีการออกกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมหลายฉบับ (อาทิ การประกาศกฎกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในปี พ.ศ. 2542 ที่กำหนดลักษณะอาคารสถานที่ ยานพาหนะและบริการสาธารณะที่ต้องอำนวยความสะดวกกับคนพิการ)ที่กล่าวถึงการสร้างพื้นที่สาธารณะและระบบขนส่งมวลชนที่ต้องเอื้อแก่การใช้ชีวิตของคนพิการที่ต่อมาได้ผูกโยงและขยายไปสู่กลุ่มคนอื่นๆ ในสังคมโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ และนำมาสู่การใช้แนวคิด “การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล” อย่างจริงจังในพื้นที่สาธารณะของสังคมไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในแง่นี้ หากใครแวะเวียนไปตามสถานที่ราชการ สถานที่สาธารณะต่างๆ หรือแม้แต่การเดินตามทางเท้าบนถนนในช่วงเวลาประมาณ 6 – 7 ปีที่ผ่านมาก็จะสังเกตเห็นได้ถึงการปรับเปลี่ยนสภาพทางกายภาพของพื้นที่เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงทางลาดและวัสดุปูทางเท้าของถนนหลายสายในเขตกรุงเทพ และเมืองใหญ่บางเมือง การสร้างสัญญาณไฟจราจรสำหรับคนข้ามถนน และการก่อสร้างต่อเติมทางลาดและระบบลิฟต์ที่มีเสียงในอาคารของสถานที่ราชการส่วนใหญ่ เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แม้จะดูเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาครัฐและสังคมไทยมีความตระหนักที่จะ “ปฏิบัติ” ตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศใช้ตามกฎหมายเกี่ยวกับการออกแบบอาคารให้เอื้อกับคนทางมวลอันอาจสะท้อนภาพในเชิงปฏิบัติให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสภาพทางสังคมที่เหมาะแก่การอยู่ร่วมกันของคนทุกกลุ่ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หากแต่ในทางกลับกันก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีหรือค่อนข้างจะเศร้าใจด้วยซ้ำที่การออกแบบและก่อสร้างเหล่านี้ส่วนใหญ่แทบจะไม่สามารถทำหน้าที่เพื่อคนทั้งมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าใดนัก เพราะหากเราลองสังเกตดูพื้นที่ที่มีความมุ่งหวังในการ “เอื้อให้กับคนกับคนทั้งมวล” แล้วจะพบว่าบรรดาพื้นที่และสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เกือบทั้งหมดดูจะมีสภาพที่พร้อมใช้งานตามจุดมุ่งหมายของมันในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้นเท่านั้น นี่ไม่รวมการก่อสร้างจำนวนมากที่ “สักแต่ว่าทำ สักแต่ว่าสร้าง” ที่เมื่อสร้างเสร็จแล้วแทบไม่สามารถใช้งานสำหรับคนทั้งมวลได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ไม่ต้องสังเกตไปไกลแค่ลองดูบรรดาทางเท้าที่มีทางลาดและอิฐปูพื้นที่เหมาะแก่การใช้ชีวิตของคนทั้งมวลแล้วจะพบว่าในเวลาไม่นานหลังสร้างเสร็จไม่เพียงแต่จะมีผู้คนนำสิ่งของต่างๆ ไปวางกีดขวางทางเดิน หากแต่ในบางครั้งยังมีการก่อสร้างที่นอกจากทำการกีดขวางเวลาดำเนินการแล้ว เมื่อเสร็จสิ่งสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นจำนวนหนึ่งกีดขวางการเดินใช้ชีวีตของคนทั้งมวลด้วย ในทางเดียวกับสัญญาณไฟข้ามถนนที่ “อินเทรน” สร้างกันอย่างมากมาย แต่แล้วไม่นานก็ต้องพบกับสภาพชำรุดอย่างไม่มีการซ่อมแซม นี่ยังไม่นับรวมบรรดารถยนต์ที่ไม่จอดให้คนเดินข้ามในห้วงเวลาที่สัญญาณยังไม่ชำรุด หรือแม้แต่ทางลาดขึ้นอาคารที่พอสร้างเสร็จก็มีสิ่งของกีดขวางไม่สะดวกแก่การใช้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การก่อสร้างและปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อความหวังแก่คนทั้งมวลส่วนใหญ่ที่ดำเนินกันอยู่ในสังคมไทยเวลานี้นอกจากจะทำให้เห็นการ “สักแต่ว่าทำ สักแต่ว่าสร้าง” ดังที่กล่าวมา หรือการมีปัญหาด้านการบริหารจัดการดังที่งานสำรวจและศึกษาจำนวนหนึ่งได้ชี้ให้เห็นแล้ว ในอีกมุมหนึ่งดูจะฉายให้เห็นภาพในระดับของทัศนคติ ความคิด และสำนึกของสังคมหรือคนจำนวนมากในสังคมที่ยังมิได้ปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการใช้ชีวิตร่วมกับ “กลุ่มคนอื่น” อย่างเท่าเทียม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับผู้เขียนแล้วทัศนคติ ความคิดและสำนึกของสังคมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ไม่แพ้กฎเกณฑ์ กฎหมาย หรือการบริหารจัดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เพราะอย่าลืมนะครับว่าในการปฏิบัติหรือการรับเอาแบบแผนอย่างใดอย่างหนึ่งไปใช้มันต้องผ่านตัว “มนุษย์” แทบทั้งสิ้น และในเมื่อคนที่นำไปใช้หรือเกี่ยวข้องยังมีความคิดหรือสำนึกที่ “ไม่เปิด” หรือ “เอื้อ” ต่อการใช้ชีวิตร่วมกับกลุ่มคนอื่นแล้วก็ยากที่ความมุ่งหวังซึ่งถูกใส่ไว้ในกฎเกณฑ์ โครงการ และแผนงานต่างๆ จะสามารถบรรลุผลได้อย่างเต็มที่ตรงกับเป้าประสงค์ที่วางไว้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มีงานศึกษาจำนวนหนึ่งพยายามเสนอว่าการปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือทัศนคติเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก โดยมีเครื่องมือสำคัญอยู่ที่การจัดอบรมหรือทำ Work Shop ให้ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้เกี่ยวกับสามารถบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ที่ออกแบบสำหรับคนทั้งมวล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับผู้เขียนแล้วคิดว่าวิธีดำเนินงานดังกล่าว แม้วิธีดำเนินการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญอยู่บ้าง หากแต่อย่าลืมนะครับว่าการปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติหรือสำนึกของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนหรือการอบรมสัมมนาไม่กี่ครั้ง เพราะทัศนคติและสำนึกต่อเรื่องต่างๆ ของมนุษย์ได้ถูกปลูกฝังและบ่มเพาะผ่านปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางสังคมมาตั้งแต่เด็ก ในแง่นี้การที่จะปรับเปลี่ยนความคิดของสังคมหรือกลุ่มคนจึงควรที่จะต้องใช้วิธีการที่ค่อยๆ ทำให้เกิดความตระหนัก ระลึกหรือเข้าใจการดำรงอยู่ของคนอื่นในสังคมด้วย นอกจากนี้กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลดูจะมิได้มีแต่เพียงผู้ปฏิบัติการหรือบริหารจัดการเท่านั้น หากแต่รวมไปถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมด้วย หากกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ตระหนักถึงการดำรงอยู่และชัวิตของ “คนอื่น” ตัวอย่างเช่น ของคนขับรถที่ไม่ตระหนักถึงการดำรงอยู่ของคนข้ามถนนหรือคนเดินเท้า ก็ยากที่จะบรรลุผลของการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ในส่วนของวิธีการที่จะเซาะปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติและสำนึกของสังคม ผู้เขียนดูจะยังไม่สามารถหาคำตอบได้ในบทความชิ้นนี้ หากแต่คิดว่าควรเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการผ่านหลายส่วนของสังคม ตั้งแต่การสื่อสารมวลชน การศึกษา และภาพเสนอต่างๆ ที่จะทำให้ระลึกว่า “นอกจากฉันและยังมีเธออยู่อีกหลายคน”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2554</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/139/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/139/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/139/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/139/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/139/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/139/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/139/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/139/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/139/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/139/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/139/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/139/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/139/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/139/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=139&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2012/01/22/universal-design-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%9b-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ภาพสะท้อนของภาพสะท้อนจากฟูกูชิมา</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2011/05/02/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2011/05/02/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 May 2011 10:28:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=135</guid>
		<description><![CDATA[ข้อเขียนชิ้นนี้เขียนขึ้นจากการได้อ่านข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับพลังงานของไทยทั้งในปัจจุบันและในอดีต อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงร่างความคิดที่ข้อมูลต่างๆ ยังไม่ได้ถูกนำอ้างอิงหรือนำมาใส่ไว้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมา และผลตอบรับของสังคมไทยในเรื่อง “ไม่เอา” นิวเคลียร์ดูจะเป็นเรื่องที่น่าคิด แต่อย่างไร มีบางประเด็นที่ควรต้องคิดให้มาก ศึกษาให้มาก กับการที่จะเอาหรือไม่เอาบางเรื่อง ดังความคิดของผม (ที่ยังไม่เป็นระบบและเข้ารูปเช้ารอยสักเท่าไร)ต่อไปนี้ หนึ่ง สังคมไทยเกือบทั้งหมดในปัจจุบันยึดโยงอยู่กับภาคการส่งออกที่มีความได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิตและแรงงานทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดยสินค้าส่งออกของไทยได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมมาสู่สินค้าจากภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 หากพิจารณาจากอันดับสินค้าส่งออก นั้นหมายความว่าการใช้พลังงาน (ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันเตา) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นจากภาคการผลิตที่ขยายตัวออกไป รวมถึงจากความเป็นอยู่ของภาคแรงงานในภาคการผลิตในเขตเมืองที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้นตามมาตรฐานอันวัดด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก อันส่งผลต่ออัตราการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สอง สภาวะการณ์ของพลังงานในประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องพึ่งพา พึ่งพา อิงแอบ อยู่กับแหล่งพลังงานจากภายนอกมากขึ้นทุกขณะ อันสัมพันธ์กับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น เราอาจจำแนกได้ว่าพลังงานของไทยปัจจุบันมาจาก แหล่ง คือ ก๊าซธรรมชาติ จากอ่าวไทยและพม่า ถ่านหินจากเหมืองแม่เมาะและการนำเข้าสำหรับโรงไฟฟ้า SPP น้ำมันเตา และพลังงานน้ำจากเขื่อนทั้งในและต่างประเทศ โดยที่แหล่งพลังงานในประเทศดูจะลดน้อยถอยลงอยู่ทุกขณะ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นที่สำคัญ อันได้แก่ ก๊าซธรรมชาติจากพม่า ถ่านหินและพลังน้ำจากประเทศลาว ในแง่นี้ส่งผลให้เกิดความห่วงใยเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน หากเกินสถานการณ์ไม่ปกติทางการเมืองระหว่างประเทศ (กรณีเมื่อปีที่แล้วที่เกิดจากการหยุดปล่อยก๊าซจากพม่าเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่ง) สาม  พลังงานทางเลือกแม้จะเป็นสิ่งที่ถูกนำเสนอมาเป็นเวลานาน หากแต่ก็มีปัญหาจากต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป ต้นทุนที่สูงเกินไปซึ่งหากนำมาใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ย่อมเกิดผลต่อ “ความได้เปรียบเชิงการแข่งชัน” ทางการผลิตของไทย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=135&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อเขียนชิ้นนี้เขียนขึ้นจากการได้อ่านข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับพลังงานของไทยทั้งในปัจจุบันและในอดีต อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงร่างความคิดที่ข้อมูลต่างๆ ยังไม่ได้ถูกนำอ้างอิงหรือนำมาใส่ไว้</p>
<p>ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมา และผลตอบรับของสังคมไทยในเรื่อง “ไม่เอา” นิวเคลียร์ดูจะเป็นเรื่องที่น่าคิด แต่อย่างไร มีบางประเด็นที่ควรต้องคิดให้มาก ศึกษาให้มาก กับการที่จะเอาหรือไม่เอาบางเรื่อง ดังความคิดของผม (ที่ยังไม่เป็นระบบและเข้ารูปเช้ารอยสักเท่าไร)ต่อไปนี้</p>
<p><strong>หนึ่ง </strong>สังคมไทยเกือบทั้งหมดในปัจจุบันยึดโยงอยู่กับภาคการส่งออกที่มีความได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิตและแรงงานทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดยสินค้าส่งออกของไทยได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมมาสู่สินค้าจากภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 หากพิจารณาจากอันดับสินค้าส่งออก นั้นหมายความว่าการใช้พลังงาน (ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันเตา) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นจากภาคการผลิตที่ขยายตัวออกไป รวมถึงจากความเป็นอยู่ของภาคแรงงานในภาคการผลิตในเขตเมืองที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้นตามมาตรฐานอันวัดด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก อันส่งผลต่ออัตราการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><strong>สอง </strong>สภาวะการณ์ของพลังงานในประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องพึ่งพา พึ่งพา อิงแอบ อยู่กับแหล่งพลังงานจากภายนอกมากขึ้นทุกขณะ อันสัมพันธ์กับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>เราอาจจำแนกได้ว่าพลังงานของไทยปัจจุบันมาจาก แหล่ง คือ ก๊าซธรรมชาติ จากอ่าวไทยและพม่า ถ่านหินจากเหมืองแม่เมาะและการนำเข้าสำหรับโรงไฟฟ้า SPP น้ำมันเตา และพลังงานน้ำจากเขื่อนทั้งในและต่างประเทศ โดยที่แหล่งพลังงานในประเทศดูจะลดน้อยถอยลงอยู่ทุกขณะ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพลังงานจากแหล่งอื่นที่สำคัญ อันได้แก่ ก๊าซธรรมชาติจากพม่า ถ่านหินและพลังน้ำจากประเทศลาว ในแง่นี้ส่งผลให้เกิดความห่วงใยเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน หากเกินสถานการณ์ไม่ปกติทางการเมืองระหว่างประเทศ (กรณีเมื่อปีที่แล้วที่เกิดจากการหยุดปล่อยก๊าซจากพม่าเป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่ง)</p>
<p><strong>สาม </strong> พลังงานทางเลือกแม้จะเป็นสิ่งที่ถูกนำเสนอมาเป็นเวลานาน หากแต่ก็มีปัญหาจากต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป ต้นทุนที่สูงเกินไปซึ่งหากนำมาใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ย่อมเกิดผลต่อ “ความได้เปรียบเชิงการแข่งชัน” ทางการผลิตของไทย ทำให้สินค้าที่ผลิตจากไทยมีราคาสูงขึ้นหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ (ที่นอกจากจะมีต้นทุนพลังงานถูกหรือเท่าๆ กับไทยแล้ว ยังมีความได้เปรียบเชิงแรงงาน (Labor intensive) มากกว่าไทยด้วย)</p>
<p><strong>สี่ </strong>การปฏิเสธการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและการส่งออกดูจะเป็นสิ่งที่เพ้อฝันจนเกินไป เพราะการปฏิเสธย่อมส่งผล “อย่างแรง” ต่อสังคมไทยทั้งหมู่มวล อันมีเหตุปัจจัยมากจากการที่โครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิตและสังคมไทย ยึดโยงอยู่กับการส่งออกอย่างแนบแน่นอันยากจะแกะออกได้อย่างง่ายได้ เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกเกินครึ่งหนึ่งของ GDP มาไม่ใช่แต่เพียง 50 ปี หากแต่ย้อนไปได้อย่างน้อยถึงทศวรรษ 1850</p>
<p>การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพื่อพึ่งพิงการส่งออกอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หากแต่ก็ประสบผลสำเร็จได้ยาก อันเนื่องมาจากการที่สังคมไทยยึดโยงอยู่กับระบบเศรษฐกิจ และการไหลเวียนของสินค้าของโลก (ในมุมกลับ รวมถึงกระแสต้านจากกลุ่มไม่เอาบริโภคนิยม ทุนนิยม ที่จะทำให้ท้องทุ่งอันสวยงามหนีหายไป)</p>
<p><strong>ห้า </strong>การกล่าวว่าไฟฟ้าเป็นสิ่งที่กำลังถึงจุดอิ่มตัวดูจะเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลหากเปรียบเทียบกับอัตราการใช้ไฟในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย หากแต่เมื่อย้อนกลับมาดูสังคมไทยที่ความเป็นชนบทยังดำรงอยู่ และความเป็นเมืองยังคงขยายตัว พร้อมความต้องการสิ่งบริโภคอันเป็นตัวชี้วัดพื้นฐานชีวิตในเชิงวัฒนธรรม (อันต้องใช้ไฟพื้นฐาน – ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องเสียง และระบบไฟถนน) ก็ดูจะทำให้เห็นความเป็นไปได้อย่างมากว่าอัตราความต้องการไฟฟ้าของไทยยังขยายตัวต่อไป แม้จะสะดุดลงบางครั้งในช่วงวิกฤติ (เช่น ในปี 2540 ที่กำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยล้นเกิน จากความต้องการที่ลดลงกว่าร้อยละ 50 อันเป็นผลมาจากการที่ภาคอุตสาหกรรมปิดตัวลงอย่างมากมาย)</p>
<p><strong>หก </strong>พลังงานนิวเคลียร์ดูจะเป็นทางเลือกของชนชั้นนำทางการเมืองและเทคโนแครตไทยหลายคนที่จะมาทดแทนพลังงานภายใน (จากก๊าซและถ่านหิน) ของไทยที่กำลังจะหมดลงไป เพราะเป็นพลังงานที่ต้นทุนและการผลิต “ที่เห็นได้” (ไม่รวมต้นทุนแฝงต่างๆ) พอๆ หรือต่ำกว่าแหล่งพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หากแต่นิวเคลียร์ก็ดูจะมีความเสี่ยงและต้นทุนจากความเสี่ยงอันใหญ่หลวงไม่สามารถประเมินออกมาเป็นตัวเลขได้</p>
<p><strong>เจ็ด </strong>ข้อเสนอที่ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กๆ แยกตามบ้านหรือตามชุมชน แม้จะเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ หากแต่ก็ดูจะมีปัญหาสำคัญในแง่ของความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพราะบางพื้นที่ไม่มีทางสามารถผลิตความต้องการพลังงานได้พอกับความต้องการของตนเอง และต้องพึ่งพาพลังงานจากพื้นที่อื่น (เช่น ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองหลวง) และหากพิจารณาในแง่ทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า การแยกหน่วยย่อยการผลิตทางพลังงานนั้นเป็นสิ่งที่เคยกระทำมาแล้วก่อนปี 2510 (การไฟฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าพระนครเหนือ การไฟฟ้ายันฮี องค์การลิกไนซ์ การไฟฟ้าภาคใต้) หากแต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่าประสบปัญหาเชิงปฏิบัติการณ์อย่างมาก</p>
<p>ปัญหาพลังงานของไทยจึงมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับภาพกว้างของสังคมเศรษฐกิจไทย ไม่อาจคิดได้แต่เพียงเชิงเทคนิคภาคพลังงานหรือการผลิตพลังงาน หากแต่ต้องคิดอย่าสัมพันธ์กับโครงสร้างการผลิต และเศรษฐกิจของประเทศที่มีพื้นฐานฝังแน่นมาอย่างยาวนาน แต่กระนั้นในด้านทางเลือกของพลังงานก็ควรต้องเป็นสิ่งที่ร่วมกันคิดและขบคิดให้มากโดยเฉพาะเหล่าบรรดาพลังงานทางเลือกที่ปัจจุบันมีต้นทุนอันสูงลิบและผลตอบแทนอันไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ  (แม้จะมีการทำ Solar Farm อย่างมากมายในปัจจุบันแต่ที่ต้องพึงระวัง คือ พลังงานชนิดนี้ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเลยท่าเทียบกับค่าไฟในปัจจุบัน หากแต่ที่อยู่ได้เพราะจากการอุดหนุนจากภาครัฐ (กองทุนพลังงาน หน่วยละ 3 บาท)และกฟภ  (รับซื้อในอัตราที่สูงกกว่าไฟฟ้าประเภทอื่น) อันเป็นการบิดเบือนความสัมพันธ์ทางการผลิตและจะส่งผลเสียต่อโครงสร้างการผลิตในระยะยาว) และพลังงานทางเลือกบางชนิด อาทิ จากแกลบ ขี้หมู และขยะ ยังได้ผลผลิตที่น้อยมากและไม่มี Stable ของการผลิต (เช่น หากเกิดราคาหมูตกต่ำ ขี้หมูย่อมต่ำลงไปด้วย) อีกทั้งยังได้รับการต่อต้านจากชุมชนหลายแห่ง (โดยเฉพาะกรณีของแกลบ)</p>
<p>อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสนใจว่า บ. เอกชน ของไทยจำนวนหนึ่ง (อาทิ IVL SOLAR GLOW RATCH และ DELTA) เริ่มหันมาให้ความสนใจกับการผลิตและค้นคิดพลังงานทางเลือกมากขึ่น อันสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ “เทรนด์” ทางพลังงานของโลกที่กำลังแปรเปลี่ยนไป</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/135/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/135/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/135/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=135&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2011/05/02/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>รถยนต์และรถตู้โดยสาร: ทางที่เลือก (ไม่) ได้ของคนเมือง</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2011/04/25/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2011/04/25/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Apr 2011 13:05:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=128</guid>
		<description><![CDATA[เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารและคนขับรถตู้โดยสารสายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต – สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หมอชิต เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาดูจะได้สร้างความสลดใจและความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ของคนจำนวนมากในสังคมไทย อย่างไรก็ดี บทความชิ้นนี้ผู้เขียนมิได้ความตั้งใจที่จะสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์อย่างละเอียดหรือชี้ให้เห็นความถูกผิดของเหตุการณ์ หากแต่ผู้เขียนมีความพยายามที่จะนำเสนอวิธีคิดเกี่ยวกับระบบถนนและการจัดพื้นที่ของเมืองอันเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งในการนำไปสู่เหตุการณ์อันเศร้าสลดในครั้งนี้ หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน นอกจากกลุ่มคนที่พุ่งเป้าโจมตีไปยังการขับรถอย่างประมาทของคู่กรณี ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์สภาพและแบบแผนการโดยสารรถตู้ประจำทางที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นรถตู้มีสภาพไม่ได้มาตรฐาน การไม่มีเครื่องอำนวยความปลอดภัย และการที่รถประเภทนี้มิได้ถูกออกแบบมาเพื่อการโดยสาร เป็นต้น คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ดูจะทำให้ผู้เขียนในฐานะที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนแทบทุกวันและใช้บริการรถตู้โดยสารอยู่บ้างย้อนกลับมาคิดว่า “เราจะอยู่กันอย่างไร? หากไม่มีระบบการขนส่งโดยรถตู้ ที่ปัจจุบันได้สร้างเครือข่ายออกไปอย่างกว้างขวางแทบจะทุกอำเภอของประเทศไทย” ระบบการขนส่งมวลชนของประเทศไทยเกือบทั้งหมดดูจะพึ่งพิงอยู่กับการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งระบบการขนส่งดังกล่าวนี้ดูจะเป็นผลมาจากระบบคิดเกี่ยวกับการคมนาคมและการวางผังเมืองของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วยความช่วยเหลือจากบรรดาที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารและคนขับรถตู้โดยสารสายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต – สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หมอชิต เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาดูจะได้สร้างความสลดใจและความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ของคนจำนวนมากในสังคมไทย อย่างไรก็ดี บทความชิ้นนี้ผู้เขียนมิได้ความตั้งใจที่จะสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์อย่างละเอียดหรือชี้ให้เห็นความถูกผิดของเหตุการณ์ หากแต่ผู้เขียนมีความพยายามที่จะนำเสนอวิธีคิดเกี่ยวกับระบบถนนและการจัดพื้นที่ของเมืองอันเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งในการนำไปสู่เหตุการณ์อันเศร้าสลดในครั้งนี้ หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน นอกจากกลุ่มคนที่พุ่งเป้าโจมตีไปยังการขับรถอย่างประมาทของคู่กรณี ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์สภาพและแบบแผนการโดยสารรถตู้ประจำทางที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นรถตู้มีสภาพไม่ได้มาตรฐาน การไม่มีเครื่องอำนวยความปลอดภัย และการที่รถประเภทนี้มิได้ถูกออกแบบมาเพื่อการโดยสาร เป็นต้น คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ดูจะทำให้ผู้เขียนในฐานะที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนแทบทุกวันและใช้บริการรถตู้โดยสารอยู่บ้างย้อนกลับมาคิดว่า “เราจะอยู่กันอย่างไร? หากไม่มีระบบการขนส่งโดยรถตู้ ที่ปัจจุบันได้สร้างเครือข่ายออกไปอย่างกว้างขวางแทบจะทุกอำเภอของประเทศไทย” ระบบการขนส่งมวลชนของประเทศไทยเกือบทั้งหมดดูจะพึ่งพิงอยู่กับการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งระบบการขนส่งดังกล่าวนี้ดูจะเป็นผลมาจากระบบคิดเกี่ยวกับการคมนาคมและการวางผังเมืองของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วยความช่วยเหลือจากบรรดาที่ปรึกษาจากองค์กรระหว่างประเทศและสหรัฐอเมริกา โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของกรุงเทพมหานครและธนบุรี ที่ในช่วงปี พ.ศ.2501 – 2502 องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐ (United States Operations Mission: [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=128&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารและคนขับรถตู้โดยสารสายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต – สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หมอชิต เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาดูจะได้สร้างความสลดใจและความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ของคนจำนวนมากในสังคมไทย อย่างไรก็ดี บทความชิ้นนี้ผู้เขียนมิได้ความตั้งใจที่จะสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์อย่างละเอียดหรือชี้ให้เห็นความถูกผิดของเหตุการณ์ หากแต่ผู้เขียนมีความพยายามที่จะนำเสนอวิธีคิดเกี่ยวกับระบบถนนและการจัดพื้นที่ของเมืองอันเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งในการนำไปสู่เหตุการณ์อันเศร้าสลดในครั้งนี้</p>
<p>หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน นอกจากกลุ่มคนที่พุ่งเป้าโจมตีไปยังการขับรถอย่างประมาทของคู่กรณี ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์สภาพและแบบแผนการโดยสารรถตู้ประจำทางที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นรถตู้มีสภาพไม่ได้มาตรฐาน การไม่มีเครื่องอำนวยความปลอดภัย และการที่รถประเภทนี้มิได้ถูกออกแบบมาเพื่อการโดยสาร เป็นต้น คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ดูจะทำให้ผู้เขียนในฐานะที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนแทบทุกวันและใช้บริการรถตู้โดยสารอยู่บ้างย้อนกลับมาคิดว่า<br />
“เราจะอยู่กันอย่างไร? หากไม่มีระบบการขนส่งโดยรถตู้ ที่ปัจจุบันได้สร้างเครือข่ายออกไปอย่างกว้างขวางแทบจะทุกอำเภอของประเทศไทย”</p>
<p>ระบบการขนส่งมวลชนของประเทศไทยเกือบทั้งหมดดูจะพึ่งพิงอยู่กับการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งระบบการขนส่งดังกล่าวนี้ดูจะเป็นผลมาจากระบบคิดเกี่ยวกับการคมนาคมและการวางผังเมืองของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วยความช่วยเหลือจากบรรดาที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารและคนขับรถตู้โดยสารสายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต – สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หมอชิต เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมาดูจะได้สร้างความสลดใจและความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ของคนจำนวนมากในสังคมไทย อย่างไรก็ดี บทความชิ้นนี้ผู้เขียนมิได้ความตั้งใจที่จะสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์อย่างละเอียดหรือชี้ให้เห็นความถูกผิดของเหตุการณ์ หากแต่ผู้เขียนมีความพยายามที่จะนำเสนอวิธีคิดเกี่ยวกับระบบถนนและการจัดพื้นที่ของเมืองอันเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งในการนำไปสู่เหตุการณ์อันเศร้าสลดในครั้งนี้</p>
<p><span id="more-128"></span></p>
<p>หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน นอกจากกลุ่มคนที่พุ่งเป้าโจมตีไปยังการขับรถอย่างประมาทของคู่กรณี ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์สภาพและแบบแผนการโดยสารรถตู้ประจำทางที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นรถตู้มีสภาพไม่ได้มาตรฐาน การไม่มีเครื่องอำนวยความปลอดภัย และการที่รถประเภทนี้มิได้ถูกออกแบบมาเพื่อการโดยสาร เป็นต้น คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ดูจะทำให้ผู้เขียนในฐานะที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนแทบทุกวันและใช้บริการรถตู้โดยสารอยู่บ้างย้อนกลับมาคิดว่า<br />
“เราจะอยู่กันอย่างไร? หากไม่มีระบบการขนส่งโดยรถตู้ ที่ปัจจุบันได้สร้างเครือข่ายออกไปอย่างกว้างขวางแทบจะทุกอำเภอของประเทศไทย”</p>
<p>ระบบการขนส่งมวลชนของประเทศไทยเกือบทั้งหมดดูจะพึ่งพิงอยู่กับการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งระบบการขนส่งดังกล่าวนี้ดูจะเป็นผลมาจากระบบคิดเกี่ยวกับการคมนาคมและการวางผังเมืองของไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองด้วยความช่วยเหลือจากบรรดาที่ปรึกษาจากองค์กรระหว่างประเทศและสหรัฐอเมริกา โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของกรุงเทพมหานครและธนบุรี ที่ในช่วงปี พ.ศ.2501 – 2502 องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐ (United States Operations Mission: USOM) อันเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐที่ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาแก่ประเทศไทย ได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทยในการจัดทำผังเมืองและแผนพัฒนา 30 ปีของเมืองกรุงเทพมหานครและธนบุรี (The Greater Bangkok Plan (2503 – 2533)) ตามสัญญาที่ ICA-T-226 โดยได้ว่าจ้างให้บริษัท ลิทช์ฟิลด์ วิติง บราวน์ แอนด์ แอซโซซิเอทซ์ แห่งนิยอร์ก (Litchingfield Whiting &amp; Associates, Architects and Engineers, of New York City) จัดทำแผนการพัฒนาเมืองฯ ร่วมกับสำนักผังเมืองกรุงเทพฯ และธนบุรี<br />
แผนฯ ดังกล่าวนี้ได้ให้คำเสนอแนะจัดแบ่ง “พื้นที่” ของเมืองตามประเภทการใช้สอย อาทิ ที่อยู่อาศัย การค้า และอุตสาหกรรม โดยแต่ละพื้นที่จะถูกเชื่อมโยงผ่านระบบถนนหรือทางสายเอกที่จะมีทั้งวงแหวนรอบศูนย์กลางเมืองกรุงเทพฯ ถนนสายหลักตามแนวเหนือ/ใต้และตะวันออก/ตะวันตก</p>
<p>นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้ “รถโดยสาร” เป็นระบบขนส่งมวลชนหลักของประเทศ รวมถึงจะมีการจัดตั้ง “สถานีขนส่ง” เพื่อเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงกับภูมิภาคที่ได้วางแผนการพัฒนาระบบถนนภายใต้ความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาและธนาคารโลก ในทางกลับกันแผนการพัฒนาเมืองฯ นี้ดูจะแทบมิได้ให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบราง ดังจะเห็นได้จากไม่ปรากฎการแผนพัฒนาขนส่งมวลชนระบบรางภายในเมือง (มีแต่การพัฒนาเพื่อขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือคลองเตย) ยิ่งไปกว่านั้นยังปรากฎว่าทางเลือกหนึ่งเกี่ยวกับระบบราง คือ การย้ายศูนย์การคมนาคมทางรถไฟจากหัวลำโพงไปยังบางซื่อ หรือกระจายไปยังสถานที่ 3 แห่ง คือ มักกะสัน บางซื่อ และธนบุรี โดยจะใช้รถบัสขนส่งคนจากหัวลำโพงไปยังสถานีหลักแห่งใหม่แทน</p>
<p>นอกจากนี้พึงจะกล่าวด้วยว่าแผนการพัฒนานี้ได้สะท้อนให้เห็นความคิดการวางผังเมืองแบบสหรัฐอเมริกาที่จัดแยกพื้นที่ต่าง ๆ ออกจากกันและเชื่อมโยงด้วยระบบถนนและ “ไฮท์เวย์” ขนาดใหญ่ ซึ่งต่างจากเมืองในแถบยุโรปที่จะไม่ค่อยมีการจัดแยกพื้นที่กันอย่างแยกขาด (ที่อยู่อาศัยสามารถอยู่ร่วมได้กับย่านการค้า)</p>
<p>จากแผนการพัฒนาฯ ดังกล่าวนี้ดูจะได้กลายมาเป็นแม่แบบหรือหลักสำคัญอันหนึ่งของการพัฒนากรุงเทพฯ ธนบุรี และปริมณฑลในเวลาต่อมา โดยเฉพาะการให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาระบบถนนและการจัดพื้นที่ตามการใช้สอย ซึ่งความคิดลักษณะนี้ดูจะสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน – การจัดแบ่งให้ที่อยู่อาศัย/สถานศึกษาขนาดใหญ่อยู่เขตชานเมืองและศูนย์กลางเมืองกันไว้ให้กับธุรกิจเป็นหลัก มีถนนสายหลักตัดเชื่อมชายเมืองกับศูนย์กลาง&#8212;-ในแง่นี้ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และอาจรวมถึงประเทศไทยทั้งหมด ต้องพึ่งพาอาศัยการขนส่งทางถนนไปโดยปริยาย ทั้งโดยรถส่วนตัวและรถประจำทาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่มากนักรถประจำทางดูจะเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการเดินทางในแต่ละวัน</p>
<p>และเมื่อการใช้ระบบรถโดยสารประจำทางในเขตเมืองต้องประสบปัญหาหรือสร้างความไม่สะดวกต่างๆ นานา โดยเฉพาะในช่วงหลังทศวรรษที่ 2530 ที่เมืองและจำนวนผู้คนในเมืองได้ขยายตัวอย่างมาก และถนนบางสายแทบไม่มีรถประจำทางวิ่งผ่าน ระบบขนส่งสาธารณะแบบอื่น ทั้งรถสองแถว รถสองแถวขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า “รถป๊อป” และรถตู้ จึงได้กลายมาเป็นระบบการขนส่งหลักอันหนึ่งของชาวเมือง โดยเฉพาะรถตู้โดยสารนั้นอาจกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่นอกจากจะไม่ต้องยืนรออย่างไร้จุดหมายแล้ว ยังมีความรวดเร็วและความสะดวกสบายมากกว่าการโดยสารรถประจำทาง ยิ่งในปัจจุบันที่เครือข่ายรถตู้ได้กระจายครอบคลุมถนนเกือบทุกเส้นของกรุงเทพฯ และมีผู้คนใช้บริการหลายแสนคนต่อวัน การปราศจากรถตู้โดยสารจึงอาจทำให้การเดินทางของชาวเมืองเป็นอัมพาตไปเลยทีเดียว เฉกเช่นเดียวกับการปราศจากรถยนต์ส่วนตัวของบางกลุ่มคน</p>
<p>เหตุการณ์อันเศร้าสลดเมื่อปลายเดือนธันวาคมและอุบัติเหตุบนท้องถนนหลายต่อหลายครั้ง อาจจะต้องมองย้อนกลับไปถึงสภาพแวดล้อมที่กลายเป็นเงื่อนไขอันนำไปสู่การต้องพึ่งพิงกับการขนส่งทางถนน การใช้รถยนต์ การโดยสารรถประจำทางและรถตู้โดยสาร สาเหตุอื่น ๆ อาจมีความสำคัญแต่อาจมิใช่ทั้งหมดของปัญหา ในทางเดียวกับชีวิตมนุษย์ต่างมีข้อจำกัดและไม่สามารถมีทางเลือกได้ในหลายกรณี</p>
<p>หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน คอลัมน์ มุมมองบ้านสามย่าน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/128/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/128/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/128/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/128/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/128/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/128/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/128/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/128/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/128/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/128/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/128/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/128/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/128/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/128/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=128&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2011/04/25/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>“ไวน์” กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนและนัยยะทางสังคม</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2011/04/25/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2011/04/25/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Apr 2011 12:58:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=117</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ Telegraph ของอังกฤษได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการที่ Sotheby บริษัทจัดประมูลรายใหญ่ที่เก่าแก่ของอังกฤษได้ขายไวน์ในรอบปีที่ผ่านไปในฮ่องกงเป็นมูลค่าถึง 14.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าในนิวยอร์คที่ขายได้เป็นมูลค่า 10.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และลอนดอน 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และได้กล่าวต่อไปถึงการประมูลไวน์ Chateau Petrus ปี 1982 จำนวน 1 Imperiale (8 ขวด) ด้วยราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 93,077 เหรียญฯ สหรัฐ โดยชาวจีนแผ่นดินใหญ่ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของตลาดและกำลังซื้อไวน์จากชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีน รายงานข่าวฉบับนี้ได้ให้ข้อมูลต่อไปด้วยว่าฮ่องกงได้กลายเป็นศูนย์กลางการประมูลไวน์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ในทางเดียวกันกลุ่มผู้ประมูลไวน์เหล่านี้ก็คือบรรดาเศรษฐีชาวจีนจากทั้งบนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน ที่มีจำนวนถึงร้อยละ 61 ของกลุ่มคนที่ทำการประมูล ซึ่งขยายตัวอย่างมากจากจำนวนเพียงแค่ร้อยละ 7 ในปี 2005 นอกจากนี้ปริมาณการซื้อไวน์ของกลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวในระหว่างเดือนกันยายนปี 2008 ถึงพฤษภาคมปี 2009 สำหรับผู้เขียนแม้รายงานข่าวฉบับนี้จะเป็นเพียงข้อเขียนสั้นๆ หากแต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการดื่มกินของชาวจีนในปัจจุบันสมัยได้เป็นอย่างดี โดยผู้เขียนได้มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับปริมาณและมูลค่าการบริโภคไวน์อันสัมพันธ์กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลและการเพิ่มจำนวนของเศรษฐีใหม่ (NouveauRiche) ในประเทศจีน ข้อสังเกตประการแรก คือ การขยายตัวของการประมูลไวน์และการตั้งศูนย์การประมูลไวน์ในฮ่องกงของบริษัทจัดประมูลชั้นแนวหน้าของโลกเป็นผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่ทางการฮ่องกงได้ยกเว้นภาษีไวน์ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=117&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์ Telegraph ของอังกฤษได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการที่ Sotheby บริษัทจัดประมูลรายใหญ่ที่เก่าแก่ของอังกฤษได้ขายไวน์ในรอบปีที่ผ่านไปในฮ่องกงเป็นมูลค่าถึง 14.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มากกว่าในนิวยอร์คที่ขายได้เป็นมูลค่า 10.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และลอนดอน 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และได้กล่าวต่อไปถึงการประมูลไวน์ Chateau Petrus ปี 1982 จำนวน 1 Imperiale (8 ขวด) ด้วยราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 93,077 เหรียญฯ สหรัฐ โดยชาวจีนแผ่นดินใหญ่ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของตลาดและกำลังซื้อไวน์จากชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวจีน รายงานข่าวฉบับนี้ได้ให้ข้อมูลต่อไปด้วยว่าฮ่องกงได้กลายเป็นศูนย์กลางการประมูลไวน์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ในทางเดียวกันกลุ่มผู้ประมูลไวน์เหล่านี้ก็คือบรรดาเศรษฐีชาวจีนจากทั้งบนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และไต้หวัน ที่มีจำนวนถึงร้อยละ 61 ของกลุ่มคนที่ทำการประมูล ซึ่งขยายตัวอย่างมากจากจำนวนเพียงแค่ร้อยละ 7 ในปี 2005 นอกจากนี้ปริมาณการซื้อไวน์ของกลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวในระหว่างเดือนกันยายนปี 2008 ถึงพฤษภาคมปี 2009</p>
<p>สำหรับผู้เขียนแม้รายงานข่าวฉบับนี้จะเป็นเพียงข้อเขียนสั้นๆ หากแต่ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการดื่มกินของชาวจีนในปัจจุบันสมัยได้เป็นอย่างดี โดยผู้เขียนได้มีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับปริมาณและมูลค่าการบริโภคไวน์อันสัมพันธ์กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลและการเพิ่มจำนวนของเศรษฐีใหม่ (NouveauRiche) ในประเทศจีน</p>
<p><span id="more-117"></span></p>
<p>ข้อสังเกตประการแรก คือ การขยายตัวของการประมูลไวน์และการตั้งศูนย์การประมูลไวน์ในฮ่องกงของบริษัทจัดประมูลชั้นแนวหน้าของโลกเป็นผลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่ทางการฮ่องกงได้ยกเว้นภาษีไวน์ เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ชนิดอื่นๆ เมื่อช่วงต้นปี 2008 ซึ่งสวนทางกับแนวทางในหลายประเทศที่พยายามเพิ่มภาษีประเภทนี้ ส่งผลให้ราคาไวน์ในฮ่องกงมีราคาที่ต่ำกว่าพื้นที่อื่นๆ ของโลก บริษัทจัดจำหน่ายและประมูลไวน์จำนวนมากจึงได้ขยายหรือย้ายฐานมาจัดตั้งในฮ่องกง อย่างไรก็ดีการยกเว้นภาษีดังกล่าวก็มิได้ทำให้รายได้ของทางการลดลง เพราะรายได้จากการซื้อขาย จัดเก็บ และประมูลไวน์ ได้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 4 พันล้านเหรียญฯ สหรัฐในรอบปีที่ผ่านมา</p>
<p>ประการที่สอง แม้เงื่อนไขทางภาษีจะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญสำหรับการขยายตัวของตลาดไวน์ในฮ่องกง หากแต่การขยายตัวอย่างมหาศาลดังกล่าวจะเป็นไปมิได้เลยหากขาดแรงสนับสนุนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนหลังการปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจที่เปิดรับตลาดเสรีมากขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 และการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกในปี 2001 ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากทั้งภาคการส่งออกและบริโภคภายในประเทศดังกล่าว ได้ส่งผลให้ชาวจีนมีฐานะร่ำรวยขึ้นอย่างมากและกลายเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง เคยมีการประมาณการอย่างคร่าวๆ ว่ามีมหาเศรษฐีจีนประมาณ 130 คนที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1 พันล้านเหรียญฯ สหรัฐ จำนวนของมหาเศรษฐีเหล่านี้ดูจะเป็นรองแต่เพียงประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้ นักข่าวผู้สันทัดเรื่องจีนได้เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่ามหาเศรษฐีเหล่านี้ใช้เงินมากมายขนาดที่ว่าสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวไปรับประทานอาหารตามเมืองต่างๆ ของประเทศจีนแล้วค่อยกลับมาทำงาน ในแง่นี้จึงมิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่พวกเขาจะมีเงินในการซื้อหาไวน์ราคาแพงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Chateau Petrus, Chateau Lafite Rothschild,Chateau Mouton Rothschild หรือ Domaine de la Romanee-Conti ทั้งเพื่อดื่มกิน เก็บสะสมและเก็งกำไร นอกจากนี้บรรดาชาวจีนที่รวยระดับรองลงมาก็ยังได้หันมาบริโภคไวน์กันมากขึ้นอันส่งผลให้ตลาดไวน์ในทุกระดับขยายตัวอย่างมาก มีตัวเลขประมาณการว่าอัตราการจำหน่ายไวน์ (ทั้งที่ผลิตในและนอกประเทศ) ในประเทศจีนเพิ่มจาก 1.5 พันล้านลิตรในปี 2001 มาเป็นประมาณ 2.5 พันล้านลิตรในปี 2008 การเพิ่มจำนวนการจำหน่ายไวน์ดังกล่าวนี้ได้ทำให้จีนกลายเป็นประเทศบริโภคไวน์สูงสุดเป็นอันดับ 6 ของโลก (5 อันดับแรก คือ ฝรั่งเศส อิตาลี อเมริกา เยอรมันและสเปน) และมีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่อัตราการการจำหน่ายหรือบริโภคจะเพิ่มขึ้นต่อไปอีก ซึ่งปัจจุบันบริษัทไวน์จากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะออสเตรเลียและอิตาลีก็ได้เห็นโอกาสทางการค้าและพยายามเข้ามาทำตลาดแย่งส่วนแบ่งกับไวน์จากฝรั่งเศสซึ่งเป็นที่นิยม</p>
<p>ประการที่สาม ผู้เขียนมีความคิดว่าตลาดไวน์และอัตราการบริโภคไวน์ของจีนจะขยายตัวขนาดนี้มิได้เลยหากขาดแรงจูงใจทางการบริโภคสัญญะที่แฝงอยู่ในไวน์ เพราะบรรดาชาวจีนที่ร่ำรวยทั้งหลายต่างมีความสามารถในการซื้อหาเครื่องดื่มที่มีมูลค่าพอๆ กับไวน์ราคาแพงได้ อาทิ Single Malt หากแต่ตลาดและความนิยมของเครื่องดื่มชนิดนี้ก็มิได้ขยายตัวมากมายแต่อย่างใด อาจกล่าวได้ว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีความสัมพันธ์กับการให้คุณค่าทางสังคมอย่างยากจะแยกขาด แม้ในอดีตไวน์อาจเป็นเครื่องดื่มของหลายกลุ่มคนตั้งแต่ชนชั้นสูง ถึงชนชั้นล่าง (ไวน์เคยถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างแรงงานในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิตาลีในช่วงกลางศตวรรษที่ 19) แต่ในปัจจุบันสมัยไวน์ดูจะถูกทำให้มีความหมายของการเป็นเครื่องดื่มสำหรับ “ผู้มีฐานะ” ทางสังคมและเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ฐานะดังกล่าวย่อมเป็นสิ่งที่ผันแปรไปตามการครอบครองหรือบริโภคไวน์แต่ละยี่ห้อ แต่ละปี ในแง่นี้ย่อมส่งผลให้ไวน์ที่ถูกจัดอันดับต้นๆ ทั้งจากนิตยสารไวน์และแวดวงสังคมได้รับความนิยมอย่างมากจากบรรดาเศรษฐีที่ต้องการยกสถานะทางสังคมของตัวเอง นอกเหนือจากสถานะทางเศรษฐกิจ เพราะไวน์ราคาสูงจาก Chateau ต่างๆ เป็นสิ่งที่แฝงไปด้วยเรื่องราวและสะท้อนให้เห็นถึงการที่จะต้องมีความรู้ในการทำความเข้าใจเรื่องราวและชื่อที่ปรากฎอยู่บนฉลาก รวมถึงวิธีการดื่มที่ถูกต้อง</p>
<p>สัญญะที่แฝงอยู่ในไวน์ยังแสดงให้เห็นอีกว่าแม้จีนจะสามารถผลิตสินค้าชนิดต่างๆ ป้อนสู่ตลาดโลกได้อย่างมหาศาล อันนำมาซึ่งความร่ำรวยของชาวจีนจำนวนมาก หากแต่ถึงที่สุดแล้วสินค้าจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจากยุโรปก็ยังเป็นสิ่งที่ได้รับความสำคัญในฐานะเครื่องมือหนึ่งในการยกสถานะทางสังคมของชาวจีน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ยุโรป เครื่องแก้วคริสตอลยี่ห้อดัง หรือนาฬิกาสวิสต์ เป็นต้น และถึงแม้จะมีสินค้าจีนบางยี่ห้อที่สามารถสร้างความนิยมและสถานะทางสังคมอย่างเสื้อผ้าสำเร็จรูปผู้ชายยี่ห้อ Trands แต่สำหรับผู้เขียนคิดว่าโดยรวมสินค้าประเภทนี้ก็ยังมีจำนวนไม่มากเท่าใดนักและปัจจุบันก็ยังมีชื่อชั้นทัดเทียมกับสินค้าจากยุโรปไม่ว่าจะเป็น รองเท้าหนังจากอิตาลี หรือเสื้อผ้าจากฝรั่งเศส ได้ยากยิ่ง ซึ่งการพัฒนามูลค่าทางสัญญะของสินค้าจีนคงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง โดยเฉพาะไวน์ที่ผลิตในจีนอาจต้องใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษในการสร้างเรื่องเล่าและมูลค่าทางสัญญะให้กับสินค้า</p>
<p>จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ถึงการที่ไวน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ในการสร้างสถานะและตัวตนของผู้ครอบครองและผู้บริโภคให้มีความแตกต่างจากผู้อื่น ซึ่งความต้องการสร้างสถานะทางสังคมดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่บรรดาคนร่ำรวยทั้งหลายได้ใช้มูลค่าเงินในกระเป๋าของพวกเขาแลกเปลี่ยนกับไวน์ชั้นดีเพื่อให้ได้มาซึ่งมูลค่าทางสัญญะที่จะทำให้พวกเขาดูมีวิถีชีวิตที่หรูหราและมีสถานะทางสังคมทัดเทียมกับชนชั้นนำในที่ต่างๆ ของโลก</p>
<p>ตีพิมพ์ครั้งแรกใน &#8220;มุมมองบ้านสามย่าน&#8221; หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม 2553</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/117/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/117/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/117/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=117&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2011/04/25/%e2%80%9c%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e2%80%9d-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ &#8220;โบราณ&#8221;</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Nov 2009 14:52:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=111</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับ&#8221;กาแฟโบราณ&#8221;"ขนมครกโบราณ&#8221;"วุ้นโบราณ&#8221;"ทองม้วนโบราณ&#8221; หรือ&#8221;ขนมเบื้องโบราณ&#8221;ที่ตั้งร้านขายอยู่ตามย่านตรอก ซอก ถนนต่างๆ จนราวกับว่าชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ ต้องพบเจอกับ &#8220;&#8230;โบราณ&#8221; ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มีข้อสังเกตของหลายต่อหลายคนที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย &#8220;โบราณ&#8221; ว่าเป็นสิ่งที่แพร่หลายอย่างมากหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา และส่วนใหญ่มักพบตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทว่ามักไม่พบตามต่างจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่และไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แม้ต่างจังหวัดเหล่านี้ จะมีอาหารที่เหมือนกับอาหาร &#8220;&#8230;โบราณ&#8221; ก็ตาม แต่ก็ไม่เรียกต่อท้ายด้วยคำว่า &#8220;โบราณ&#8221; ข้อเขียนสั้นๆ ชิ้นนี้ เป็นความพยายามในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์และสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านของชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย &#8220;โบราณ&#8221; มีแนวคิดทางสังคมวิทยาจำนวนหนึ่ง ที่พยายามอธิบายสินค้าและระบบการแลกเปลี่ยนในโลกสมัยใหม่ทุกวันนี้ ว่า นอกจากสินค้าจะมีมูลค่า &#8220;การใช้สอย (Use Value)&#8221; ที่ส่งผลให้เกิดมูลค่า &#8220;การแลกเปลี่ยน (Exchange Value)&#8221; ดังที่เป็นมาในอดีตแล้ว สินค้าสมัยใหม่ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามูลค่า &#8220;ทางสัญญะ (Sign Value)&#8221; ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิเช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง หรือกระโปรงนั้น มูลค่าการใช้สอยของสิ่งเหล่านี้ คือ การสวมใส่ไปทำงาน ส่วนมูลค่าทางการแลกเปลี่ยน ก็คือ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=111&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับ&#8221;กาแฟโบราณ&#8221;"ขนมครกโบราณ&#8221;"วุ้นโบราณ&#8221;"ทองม้วนโบราณ&#8221; หรือ&#8221;ขนมเบื้องโบราณ&#8221;ที่ตั้งร้านขายอยู่ตามย่านตรอก ซอก ถนนต่างๆ จนราวกับว่าชีวิตของเราในวันหนึ่งๆ ต้องพบเจอกับ &#8220;&#8230;โบราณ&#8221; ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</p>
<p>มีข้อสังเกตของหลายต่อหลายคนที่น่าสนใจเกี่ยวกับบรรดาชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย &#8220;โบราณ&#8221; ว่าเป็นสิ่งที่แพร่หลายอย่างมากหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา และส่วนใหญ่มักพบตามเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทว่ามักไม่พบตามต่างจังหวัดที่ไม่ใช่เมืองใหญ่และไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว แม้ต่างจังหวัดเหล่านี้ จะมีอาหารที่เหมือนกับอาหาร &#8220;&#8230;โบราณ&#8221; ก็ตาม แต่ก็ไม่เรียกต่อท้ายด้วยคำว่า &#8220;โบราณ&#8221; ข้อเขียนสั้นๆ ชิ้นนี้ เป็นความพยายามในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์และสิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านของชื่ออาหารที่ต่อท้ายด้วย &#8220;โบราณ&#8221;</p>
<p>มีแนวคิดทางสังคมวิทยาจำนวนหนึ่ง ที่พยายามอธิบายสินค้าและระบบการแลกเปลี่ยนในโลกสมัยใหม่ทุกวันนี้ ว่า นอกจากสินค้าจะมีมูลค่า &#8220;การใช้สอย (Use Value)&#8221; ที่ส่งผลให้เกิดมูลค่า &#8220;การแลกเปลี่ยน (Exchange Value)&#8221; ดังที่เป็นมาในอดีตแล้ว สินค้าสมัยใหม่ยังมีสิ่งที่เรียกว่ามูลค่า &#8220;ทางสัญญะ (Sign Value)&#8221; ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาทิเช่น เสื้อเชิ้ต กางเกง หรือกระโปรงนั้น มูลค่าการใช้สอยของสิ่งเหล่านี้ คือ การสวมใส่ไปทำงาน ส่วนมูลค่าทางการแลกเปลี่ยน ก็คือ ตัวเงินหรือทรัพย์สินที่เรานำไปแลกเปลี่ยนสินค้านี้มา ซึ่งเกิดจากประโยชน์ของการใช้สอย ต้นทุนทางการผลิต และกำไร (ถ้ามี) อย่างไรก็ดี ถ้าในกรณีที่เสื้อเชิ้ต กางเกงหรือกระโปรง มียี่ห้อหรือแบรนด์ดังที่พบกันทั่วไปในปัจจุบัน จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง คือ &#8220;มูลค่าทางสัญญะ&#8221; ที่นอกจากจะส่งผลให้มูลค่าทางการแลกเปลี่ยนสูงขึ้น จากการมี &#8220;ยี่ห้อ&#8221; แล้ว ยังส่งผลให้ผู้สวมใส่รู้สึกหรือมีอัตลักษณ์ที่ต่างออกไปจากคนอื่นด้วย ดังคำพูดของนักคิดท่านหนึ่งที่ว่า &#8220;เราได้กลืนกินสัญญะของสินค้าเข้าไป&#8221;</p>
<p>ย้อนกลับมาที่ประเด็นอาหารซึ่งลงท้ายด้วยคำว่าโบราณ แน่นอนอาหารที่ขายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ย่อมมีมูลค่าการใช้สอย คือ การตอบสนองต่อความอยากกินและความหิว รวมถึงมีมูลค่าทางการแลกเปลี่ยนที่สะท้อนผ่านราคาของอาหารอยู่แล้ว แต่อาหารที่มีคำว่าโบราณเพิ่มเข้าไปนั้น ดูเหมือนจะส่งผลให้เกิดมูลค่าทางสัญญะเข้ามาด้วย มุมหนึ่งในแง่ของการขาย การกินขนมครกโบราณ วุ้นโบราณ กาแฟโบราณ ฯลฯ ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของอาหารเหล่านี้ กับอาหารประเภทอื่นๆ ความโบราณได้ถูกนำมาเป็นจุดขาย ทำนองเดียวกับ &#8220;ความเป็นอิตาลี&#8221; หรือ &#8220;ความเป็นฝรั่งเศส&#8221; ส่วนในอีกมุมหนึ่งผู้ซื้อบางคนก็อาจจะเสพสัญญะของความโบราณดังกล่าว ที่ส่งผลให้รู้สึกว่าตัวเองมีอัตลักษณ์ต่างจากคนอื่น</p>
<p>เป็นที่น่าสังเกตว่า &#8220;เทรนด์&#8221; ของการใช้ความโบราณมาเป็นจุดขาย และการนิยมความโบราณนี้มิได้มีแต่อาหารหรือบรรดาของกินเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่ดูจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดของบรรดาตลาดโบราณร้อยปี และร้านอาหารร่วมสมัยที่ใช้บ้านเก่ามาดัดแปลง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน และดูจะไม่น่าแปลกใจเลยที่ในสถานที่อย่างตลาดโบราณร้อยปี จะเต็มไปด้วยอาหารที่มีคำว่าโบราณต่อท้าย</p>
<p>สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อไป คือ ทำไมความโบราณ จึงได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆ อย่างมากมายในปัจจุบัน</p>
<p>แม้สินค้าในโลกสมัยใหม่จะมีมูลค่าทางสัญญะปรากฏอยู่ หากแต่มูลค่าทางสัญญะหรือความรู้สึกต่อตัวสินค้าไม่ว่าจะเป็นความหรูหรา ทันสมัยหรืออินเทรนด์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากผู้คนในสังคมไม่มีสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าทางสัญญะที่แฝงอยู่ ซึ่งสำนึกเกี่ยวกับคุณค่าและนัยที่แฝงอยู่กับสินค้าต่างๆ นี้ ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ผ่านกลไกของสังคมสมัยใหม่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลข่าวสาร การโฆษณา และการมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่คนกล่าวถึงสัญญะของสินค้าต่างๆ (&#8220;นี่เธอเคยลองไปกินอาหารสุดฮิปที่ร้านนี้แล้วหรือยัง&#8221;)</p>
<p><span id="more-111"></span></p>
<p>สำหรับสำนึกเกี่ยวกับความโบราณที่ให้คุณค่าและความรู้สึกที่มีต่อสินค้านั้น ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับปรากฏการณ์โหยหารากเหง้าของ &#8220;ความเป็นไทย&#8221; &#8220;ความเป็นท้องถิ่น&#8221; และ &#8220;อดีตของสังคม&#8221; ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540</p>
<p>นักวิชาการหลายต่อหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 หรือวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ส่งผลให้คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนชั้นกลางคอปกขาวในเมือง และบรรดานักธุรกิจใหญ่น้อยต้องตกงานและล้มละลาย ซึ่งคนเหล่านี้จำนวนหนึ่งรวมถึงชนชั้นนำทางสังคม ได้ตั้งคำถามถึงทิศทางของสังคมและเศรษฐกิจที่เดินตามแนวทางของความทันสมัย ตะวันตก และความมั่งคั่งทางเงินตราอย่างที่เป็นมาในช่วงก่อนหน้าว่า &#8220;เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด&#8221; &#8220;เหมาะกับสังคมไทย&#8221; หรือ &#8220;นำมาซึ่งความเติบโตของประเทศ&#8221; จริงหรือ ในแง่นี้ได้ส่งผลให้เกิดความคิดในการย้อนกลับไปหาสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า &#8220;รากเหง้า&#8221; ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการหวนกลับไปหาท้องถิ่นหรืออดีต และพัฒนาท้องถิ่นหรืออดีตเหล่านี้ขึ้นมาภายใต้ความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้ คือ &#8220;รากฐานของสังคม&#8221;</p>
<p>ผู้เขียนมีความคิดว่าในมุมหนึ่งการเกิดขึ้นของอาหารที่ต่อท้ายด้วยคำว่าโบราณ เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับเงื่อนไขและบริบททางสังคมที่ถวิลหารากเหง้าในช่วงหลังปี พ.ศ. 2540 ที่นอกจากจะมีการหวนกลับไปหา และพัฒนาท้องถิ่นและอดีตแล้ว ยังมีกระบวนการในการแปรท้องถิ่นและอดีตให้กลายเป็นทุนด้วย และอาหาร &#8220;&#8230;.โบราณ&#8221; คือ ส่วนหนึ่งในกระบวนการดังกล่าวนี้</p>
<p>ในสายตาผู้บริโภคหรือผู้ซื้ออาหารโบราณ นอกจากจะตอบสนองความหิวและความอยากแล้ว การบริโภคอาหารโบราณยังแสดงให้เห็นการมีอัตลักษณ์ที่ต่างกับคนอื่นด้วย อาทิเช่น การกินกาแฟโบราณ อาจสะท้อนให้เห็นการมีสำนึกของการนิยมไทยและรักชาติมากกว่าการกินกาแฟแบรนด์ดังจากต่างประเทศ หรือการกินวุ้นโบราณอาจแสดงให้เห็นความแตกต่างมากกว่าการกินวุ้นธรรมดา ทำนองเดียวกับการไปเที่ยวตลาดโบราณที่สะท้อนให้เห็นความช่วยเหลือ ความรัก และความสนใจต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นและอดีตมากกว่าการไปเที่ยวห้างสรรพสินค้ากลางเมือง</p>
<p>ความโบราณจึงแสดงให้สำนึกของชนชั้นกลางจำนวนหนึ่งในเมือง ที่โหยหากับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า &#8220;รากเหง้า&#8221; &#8220;ท้องถิ่น&#8221; และ &#8220;อดีต&#8221; ซึ่งเราจะแทบไม่พบสำนึกเหล่านี้ในเมืองเล็กๆ ของต่างจังหวัด ที่นิยมเรียกกาแฟที่ใช้ถุงผ้าชง ว่า &#8220;กาแฟป้าทอง หรือยายหมาย&#8221; มากกว่า &#8220;กาแฟโบราณ&#8221;</p>
<p>ที่กล่าวมาคือข้อสังเกตของผู้เขียนในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะถูกและผิดได้พอๆ กัน</p>
<p>มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ  10 กันยายน 2552</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/111/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/111/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=111&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/18/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อาหารไทย ความหวาน และน้ำตาล</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Nov 2009 14:34:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อไม่นานมานี้มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนหวนระลึกถึงเรื่องเรื่องหนึ่งอีกครั้ง เหตุการณ์แรก แม่ครัวคนหนึ่งได้เปรยขึ้นมากับลูกมือของเขาขณะเตรียมอาหารว่า “อาหารไทยต้องหวานนำ” และเหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นขณะผู้เขียนไปกินข้าวกับรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งซึ่งทุกคนต่างลงความเห็นว่า “ยำสามกรอบที่สั่งมาช่างหวานเสียนี่กระไร” เหตุการณ์ทั้งสองได้ชวนให้หวนระลึกประเด็นความหวานของอาหารไทยประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอาหารคาว ที่ได้ทวีความหวานมากขึ้นกว่าแต่ในอดีต ซึ่งผู้เขียนก็ได้ลองตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอาหารไทยอันสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศ หากเราลองพิจารณาทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า “อ้อย” อันเป็นวัตถุหลักในการผลิตน้ำตาลในปัจจุบัน เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างความหวานหรือผลิตน้ำตาลมาเป็นเวลาช้านาน อย่างไรก็ดี แม้อ้อยจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในละแวกประเทศไทยและถูกนำมาเพาะปลูกตั้งแต่ในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่าน้ำตาลจากอ้อยจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเฉกเช่นในปัจจุบัน เพราะสังคมแทบนี้มีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถให้ความหวานได้ เช่น มะพร้าว และตาล ดังที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าน้ำตาลปี๊บ ซึ่งคำเรียก “น้ำตาล” ในภาษาไทยปัจจุบันก็มีความเป็นไปได้ว่ามีต้นตอมาจากการเรียกสารให้ความหวานจาก “ต้นตาล” กระนั้นก็ดี แม้สังคมต่างๆ จะมีพืชให้ความหวานหลายชนิด แต่ก็มิอาจกล่าวได้อีกเช่นกันว่า คนในแถบประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้น้ำตาลในการประกอบอาหารหรือนิยมอาหารคาวที่มีรสหวาน เพราะจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการผลิตน้ำตาลจากพืชต่างๆ ในอดีตเป็นสิ่งที่มีความยุ่งยากและมีวัตถุดิบที่ไม่มากนัก ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีจำนวนไม่มาก ในงานวิจัย “การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคที่มีผลต่อสุขภาพ : ศึกษากรณีน้ำตาลระหว่าง พ.ศ.2504-2539” โดย ชาติชาย มุกสง ได้แสดงให้เห็นการเพิ่มผลผลิตน้ำตาลที่เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ชาวยุโรปนำ “อ้อย” มาปลูกในไร่ที่มีระบบการจัดการในพื้นที่เขตร้อนชื้นของอาณานิคมต่างๆ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มจากพื้นที่ในแถบอเมริกาและละตินอเมริกา [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=105&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนหวนระลึกถึงเรื่องเรื่องหนึ่งอีกครั้ง</p>
<p>เหตุการณ์แรก แม่ครัวคนหนึ่งได้เปรยขึ้นมากับลูกมือของเขาขณะเตรียมอาหารว่า “อาหารไทยต้องหวานนำ” และเหตุการณ์ที่สอง เกิดขึ้นขณะผู้เขียนไปกินข้าวกับรุ่นพี่กลุ่มหนึ่งซึ่งทุกคนต่างลงความเห็นว่า “ยำสามกรอบที่สั่งมาช่างหวานเสียนี่กระไร” เหตุการณ์ทั้งสองได้ชวนให้หวนระลึกประเด็นความหวานของอาหารไทยประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอาหารคาว ที่ได้ทวีความหวานมากขึ้นกว่าแต่ในอดีต ซึ่งผู้เขียนก็ได้ลองตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอาหารไทยอันสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศ<br />
หากเราลองพิจารณาทางประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า “อ้อย” อันเป็นวัตถุหลักในการผลิตน้ำตาลในปัจจุบัน เป็นพืชที่มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างความหวานหรือผลิตน้ำตาลมาเป็นเวลาช้านาน อย่างไรก็ดี แม้อ้อยจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในละแวกประเทศไทยและถูกนำมาเพาะปลูกตั้งแต่ในอดีต แต่ก็มิได้หมายความว่าน้ำตาลจากอ้อยจะถูกใช้กันอย่างแพร่หลายเฉกเช่นในปัจจุบัน เพราะสังคมแทบนี้มีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถให้ความหวานได้ เช่น มะพร้าว และตาล ดังที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าน้ำตาลปี๊บ ซึ่งคำเรียก “น้ำตาล” ในภาษาไทยปัจจุบันก็มีความเป็นไปได้ว่ามีต้นตอมาจากการเรียกสารให้ความหวานจาก “ต้นตาล”<br />
กระนั้นก็ดี แม้สังคมต่างๆ จะมีพืชให้ความหวานหลายชนิด แต่ก็มิอาจกล่าวได้อีกเช่นกันว่า คนในแถบประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้น้ำตาลในการประกอบอาหารหรือนิยมอาหารคาวที่มีรสหวาน เพราะจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการผลิตน้ำตาลจากพืชต่างๆ ในอดีตเป็นสิ่งที่มีความยุ่งยากและมีวัตถุดิบที่ไม่มากนัก ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้มีจำนวนไม่มาก<br />
ในงานวิจัย “การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคที่มีผลต่อสุขภาพ : ศึกษากรณีน้ำตาลระหว่าง พ.ศ.2504-2539” โดย ชาติชาย มุกสง ได้แสดงให้เห็นการเพิ่มผลผลิตน้ำตาลที่เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ชาวยุโรปนำ “อ้อย” มาปลูกในไร่ที่มีระบบการจัดการในพื้นที่เขตร้อนชื้นของอาณานิคมต่างๆ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เริ่มจากพื้นที่ในแถบอเมริกาและละตินอเมริกา จนถึงพื้นที่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะหมู่เกาะที่เป็นประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรสำหรับชาวยุโรปแล้ว น้ำตาลยังเป็นสิ่งที่หายากและราคาสูงจนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่น้ำตาลถึงกลายเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ</p>
<p><span id="more-105"></span><br />
สำหรับสังคมไทยหรือประเทศสยามในอดีตนั้น ภายหลังจากการทำสนธิสัญญาบาวริ่งกับอังกฤษในปี พ.ศ.2398 ได้ส่งผลให้การผูกขาดสินค้าจากราชสำนักและชนชั้นน้ำเริ่มสิ้นสุดลง พร้อมกับการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกข้าว สำหรับอ้อยนั้น แม้ว่าในช่วงแรกจะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกโดยเฉพาะในแถบภาคกลางพร้อมกับการทำน้ำตาลทรายของกลุ่มคนจีน หากแต่ไม่สามารถสู้กับราคาน้ำตาลทรายที่นำเข้าจากอาณานิคมของดัตช์ได้ ส่งผลให้พื้นที่ปลูกอ้อยแปรเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ปลูกข้าวแทน น้ำตาลเกือบทั้งหมดภายในประเทศจึงเป็นสิ่งนำเข้าจากข้างนอก มีมูลค่าที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเครื่องปรุงชนิดอื่น และมิได้กระจายตัวไปตามพื้นที่อื่นๆ ของสยาม นอกจากนี้ในงานของ ชาติชาย มุกสง ยังระบุอีกว่า น้ำตาลยัง “ถูกใช้เป็นรางวัลสำหรับผู้มีฝีมือทางการครัวและการปรุงอาหารในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือแม้แต่ถูกใช้เป็นของขวัญวันแต่งงานสมัยก่อน”<br />
จวบจนช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ที่ประเทศไทยเริ่มมีการวางแผนผลิตน้ำตาลอย่างจริงจังเพื่อลดการน้ำพึ่งพิงจากต่างประเทศ ตามหลักเศรษฐกิจอันเป็นหนึ่งในหลักหกของคณะราษฎร ส่งผลให้มีการก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลขึ้นที่ จ.ลำปาง และ จ.อุตรดิตถ์ ตามมาด้วยจังหวัดอื่นๆ ตามลำดับ แต่กระนั้นการผลิตน้ำตาลก็ดูเหมือนยังคงไม่เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484) การนำเข้าน้ำตาลทรายขาวจากอาณานิคมของตะวันตกก็ได้ประสบปัญหาอันนำไปสู่การขาดแคลนน้ำตาลทรายขาวภายในประเทศต่อเนื่องถึงช่วงหลังสงคราม เพราะน้ำตาลที่ผลิตได้ในประเทศส่วนใหญ่คือน้ำตาลทรายแดง ส่วนน้ำตาลทรายขาวไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้ส่งออกน้ำตาลทุกชนิดไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2490 <br />
 </p>
<p>การผลิตน้ำตาลทรายของไทยเริ่มเพียงพอแก่ความต้องการภายในประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2500 และเริ่มมีการส่งออกขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของโรงงานผลิตน้ำตาลทรายและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยภายใต้บริบทของการ “ปฏิวัติเขียว” ในแง่นี้ได้ส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายลดลงกว่าในอดีตอย่างมาก น้ำตาลจึงมิใช่ของฟุ่มเฟือย ขาดแคลน หรือหายากอีกต่อไป นอกจากนี้ระบบการจัดการธุรกิจสมัยใหม่และการขนส่งที่พัฒนายังส่งผลให้น้ำตาลทรายสามารถกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศและครอบครองตลาดแทนน้ำตาลจากพืชชนิดอื่นที่มีการผลิตยุ่งยากและผลผลิตน้อย ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำตาลได้ถึง 4,492,770.05 ตัน แต่มีการบริโภคในประเทศเพียง 349,473.55 ตัน ส่วนที่เหลือจะเป็นการส่งออก 590,473.07 ตัน ข้อมูลดังกล่าวนี้ได้สะท้อนให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า น้ำตาลมิใช่สิ่งที่หายากอีกต่อไป <br />
 </p>
<p>ในแง่นี้ราคาน้ำตาลที่ถูกลงและสามารถซื้อหาได้ง่ายดูจะเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ส่งผลให้อาหารไทยจำนวนมากทวีความหวานขึ้น และอาหารไทยเกือบทุกชนิดล้วนแต่ใส่น้ำตาลแทบทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตอีกประการหนึ่งว่า อาหารไทยในแถบกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น ดูเหมือนจะมีความหวานกว่าอาหารในต่างจังหวัด ซึ่งในแง่หนึ่งเคยมีผู้อธิบายว่า ความหวานเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับความมั่งคั่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แสดงให้เห็นการมีกำลัง (ทรัพย์) ที่จะใส่เครื่องปรุงรสที่จะในปริมาณมาก รสชาติหวานจากอาหารแถบกรุงเทพฯ ที่แม้แต่ “ยำสามกรอบ” ยังหวานนี้ดูจะส่งผลต่อวิธีคิดการทำอาหารของคนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากที่ได้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับศูนย์กลางประเทศว่า “อาหารไทยต้องหวานนำ” และในมุมหนึ่งได้ส่งผลให้ร้านอาหารจำนวนมากตามเส้นทางสายหลักจากเมืองหลวงเริ่มมีรสหวานนำตามไปด้วย อาจกล่าวอีกมุมหนึ่งได้ว่า นี่คือการสร้างมาตรฐาน (Standardization) ของรสชาติ ภายใต้ตรรกะของรัฐรวมศูนย์ที่คุณค่าและรสนิยมเกือบจะถูกชี้นำจากศูนย์กลาง สิ่งนี้ดูเหมือนจะสัมพันธ์กับอัตราการบริโภคน้ำตาลต่อหัวที่สูงขึ้นสังคมไทยจากประมาณ 5 กิโลกรัมต่อคน ในทศวรรษที่ 2510 มาเป็น 29-30 กิโลกรัมต่อคนในปี พ.ศ.2551<br />
 </p>
<p>กระนั้นก็ดี จากการสังเกตของผู้เขียนพบว่าสำนึกส่วนใหญ่ของคนอายุรุ่น 60 กว่าปีขึ้นไปที่เติบโตมาพร้อมกับสภาพสังคมที่น้ำตาลมิได้เป็นของสามัญและอาหารที่รสชาติไม่หวานนั้น ดูจะมีความรู้สึกว่าการใส่น้ำตาลลงในอาหารที่มากเกินพอดีคือ ความฟุ่มเฟือย และไม่ถูกปากกับอาหารที่รสหวานนำ อย่างไรก็ดี ในท้ายที่สุดสำหรับผู้เขียนแล้ว การเปลี่ยนแปลงของอาหารเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกสังคมตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและส่วนอื่นๆ ของสังคม และนี่มิใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใด <br />
 </p>
<p>บทความนี้เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตหนึ่งของผู้เขียนต่อความเปลี่ยนแปลงของรสชาติอาหารในประเทศไทยเท่านั้น แม้ผู้เขียนจะสร้างรู้สึกหงุดหงิดใจกับอาหารคาวหวานนำในบางเวลาก็ตามที</p>
<p>มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 9 กรกฎาคม 2552</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/105/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/105/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=105&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/16/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>อังกฤษกับพม่า : เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Nov 2009 14:49:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=109</guid>
		<description><![CDATA[ข่าวคราวเกี่ยวกับพม่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดูจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ชายอเมริกันว่ายน้ำเข้าไปในบ้านของออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน อันเป็นเหตุทำให้มีการพิจารณากักบริเวณเธอต่อไปในบ้านพัก หรือข่าวลือเรื่องแผนการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของพม่าที่สัมพันธ์กับการเดินทางของเรือสินค้าจากเกาหลีเหนือ ที่คาดว่าได้บรรทุกอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะได้ส่งผลให้หลายประเทศในโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และหลายชาติในยุโรปตะวันตกเกิดความหวาดระแวง และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่า   อย่างไรก็ดี มีอีกข่าวหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ที่แทบไม่เป็นที่รับรู้ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยเท่าใดนัก นั่นก็คือ รายงานข่าวจากสำนักข่าว Xinhua ของจีน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.  2009 ที่อ้างข้อมูลจาก Weekly Eleven News หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของพม่าที่กล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศในพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 15.77 พันล้านดอลลาร์ จาก 31 ประเทศใน 424 โครงการ โดยไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุดประมาณ 7.41 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 46.98 ของการลงทุนต่างชาติ    สำหรับผู้เขียน ตัวเลขการลงทุนในพม่าที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องเพราะหลังจากการเปิดประเทศของพม่าในปี ค.ศ. 1988 [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=109&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข่าวคราวเกี่ยวกับพม่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดูจะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและความมั่นคง</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ชายอเมริกันว่ายน้ำเข้าไปในบ้านของออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน อันเป็นเหตุทำให้มีการพิจารณากักบริเวณเธอต่อไปในบ้านพัก หรือข่าวลือเรื่องแผนการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของพม่าที่สัมพันธ์กับการเดินทางของเรือสินค้าจากเกาหลีเหนือ ที่คาดว่าได้บรรทุกอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนจะได้ส่งผลให้หลายประเทศในโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และหลายชาติในยุโรปตะวันตกเกิดความหวาดระแวง และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่า<br />
 </p>
<p>อย่างไรก็ดี มีอีกข่าวหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ที่แทบไม่เป็นที่รับรู้ของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทยเท่าใดนัก นั่นก็คือ รายงานข่าวจากสำนักข่าว Xinhua ของจีน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ.  2009 ที่อ้างข้อมูลจาก Weekly Eleven News หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของพม่าที่กล่าวถึงการลงทุนจากต่างประเทศในพม่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 15.77 พันล้านดอลลาร์ จาก 31 ประเทศใน 424 โครงการ โดยไทยเป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุดประมาณ 7.41 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 46.98 ของการลงทุนต่างชาติ <br />
 </p>
<p>สำหรับผู้เขียน ตัวเลขการลงทุนในพม่าที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของไทย ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เนื่องเพราะหลังจากการเปิดประเทศของพม่าในปี ค.ศ. 1988 ไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนติดต่อเป็นแนวยาวกับพม่าเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้สร้างความสัมพันธ์กับผู้นำพม่าชุดใหม่ และเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าหลายกิจการ ภายใต้บริบทของนโยบาย &#8220;เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสนามการค้า&#8221; ส่งผลให้นักธุรกิจไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับผู้นำและนักธุรกิจพม่าและสานสัมพันธ์เรื่อยมา แม้ในช่วงหลังความสัมพันธ์อาจมีปัญหาไปบ้างพร้อมกับการที่ประเทศอื่นเข้าไปลงทุนในพม่ามากขึ้น แต่การลงทุนของไทยดำเนินมาตั้งแต่ช่วงแรก ดูจะทำให้ตัวเลขการลงทุนยังคงครองอันดับหนึ่ง<br />
 </p>
<p>ความสนใจและแปลกใจของผู้เขียนอยู่ที่ตัวเลขการลงทุนของอังกฤษในพม่าที่สูงเป็นอันดับสอง มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.86 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 11.8 ของการลงทุนต่างชาติ ผู้เขียนฉงนเป็นอย่างยิ่งว่าอังกฤษในฐานะประเทศแรกๆ ที่ออกมาสนับสนุนนโยบายแซงแทรกทางเศรษฐกิจกับประเทศพม่า ภายหลังการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่พรรค NLD ได้คะแนนเสียงสูงสุดของคณะนายทหาร ในปี ค.ศ. 1990 และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่าเรื่อยมา แต่การมีตัวเลขการลงทุนในพม่าสูงเป็นอันดับสองดูเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ค่อนข้างยาก <br />
 </p>
<p><span id="more-109"></span></p>
<p>รายงานข่าวฉบับนี้ดูจะได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนอังกฤษ ซึ่งพยายามหาคำอธิบายจากรัฐบาลเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุนที่ปรากฏ สำนักข่าว BBC ได้ทำการสัมภาษณ์ David Miliband รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ซึ่งเขาได้ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนที่จะให้คำอธิบายพอสรุปได้ว่า &#8220;ในอดีตมีบริษัทขนาดใหญ่ของอังกฤษ อาทิเช่น บริษัท Premier Oil และบริษัท British American Tobacco เข้าลงทุนในประเทศพม่า แต่อย่างไรก็ดี บริษัทได้ถอนตัวออกมาจากพม่าแล้ว&#8221; นอกจากนี้ &#8220;จำนวนตัวเลขการลงทุนของอังกฤษในพม่าที่สูงเป็นอันดับสองนั้น อาจมีสาเหตุมาจากการเปิดให้บริษัทต่างชาติ สามารถใช้ดินแดนในอารักขาของอังกฤษ เป็นฐานทางธุรกิจทำให้การลงทุนสะดวกขึ้น&#8221;<br />
 </p>
<p>จากคำสัมภาษณ์ดังกล่าว และจากข้อเขียนอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งได้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนของอังกฤษในพม่านั้น มิใช่การดำเนินผ่านบริษัทขนาดเล็กหรือกลาง หากแต่ดำเนินการโดยบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีอิทธิพลอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก สำหรับ Premier Oil ถือได้ว่าเป็นบริษัทพลังงานจากต่างชาติรายแรกๆ ที่เข้าไปสำรวจและลงทุนในพม่า บริษัทแห่งนี้ได้รับสัมปทานสำรวจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันบริเวณพื้นที่ M13 และ M14 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ซึ่งต่อมาได้ร่วมทุนกับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากชาติอื่นๆ ดำเนินการสำรวจและพบก๊าซธรรมชาติที่รู้จักในปัจจุบันว่าแหล่ง &#8220;เยตากุน&#8221; อย่างไรก็ดี  Premier Oil ได้อ้างว่าทางบริษัทได้ขายส่วนแบ่งของโครงการทั้งหมดให้กับบริษัทน้ำมันรายอื่นไปแล้ว ในส่วนของ British American Tobacco หรือ BAT ถือได้ว่าเป็นบริษัทยาสูบหรือบุหรี่ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ โลก เป็นเจ้าของบุหรี่ยี่ห้อดังจำนวนมาก การลงทุนในพม่าของ BAT ดำเนินการโดยผ่านบริษัท Rothmans of Pall Mall Myanmar หรือ RPMM ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท Rothmans (บริษัทในเครือของ BAT) ร้อยละ 60 และรัฐบาลพม่าร้อยละ 40 ต่อมาในปี ค.ศ. 2002 BAT ก็ได้ประกาศขายสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 60 ใน RPMM ให้กับบริษัท Rothmans Myanmar Holding ที่มีฐานอยู่ในประเทศหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้<br />
 </p>
<p>นอกจากการลงทุนของอังกฤษในพม่าจะแสดงให้เห็นการลงทุนโดยบริษัทขนาดใหญ่ที่ร่วมทุนกับบริษัทจากชาติอื่นๆ และรัฐบาลพม่าในหลายกิจการแล้ว การใช้หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน (British Virgin Island) ดินแดนอารักขาของอังกฤษ กลางทะเลแคริบเบียน เป็นฐานในการจดทะเบียนบริษัทเพื่อลงทุนในพม่าของบริษัทชาติต่างๆ ทั่วโลก ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวที่สำคัญของนักธุรกิจที่ต้องการหลีกเลี่ยงกระแสกดดันทางสังคมในประเทศของตน และมาตรการแทรกแซงทางเศรษฐกิจต่อพม่าอีกด้วย พวกเขาได้อาศัยเงื่อนไขการจดทะเบียนบริษัทอันสามารถทำได้อย่างง่ายได้ในหมู่เกาะแห่งนี้ ในการจัดตั้งบริษัทในการแปลงสัญชาติของเงินในการเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าด้วยวิธีการทางการเงินอันสลับซับซ้อนและแตกต่างกันออกไป ส่งผลให้ภายใต้สัญชาติ &#8220;อังกฤษ&#8221; ของบริษัทเหล่านี้ เราแทบไม่สามารถรู้เลยว่าต้นทางของเงินที่แท้จริงนั้นมาจากประเทศหรือบริษัทใด<br />
 </p>
<p>เทคโนโลยีหรือวิธีการทางการเงินและธุรกิจในการเข้าไปลงทุนในพม่านี้ ดูจะเป็นสิ่งที่สะท้อนอีกด้วย ว่า พม่าได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการเงินของโลกอย่างยากจะหลีกเลี่ยง แม้พม่าจะปกครองโดยระบบแบบรวมศูนย์โดยเหล่านายทหารและถูกแทรกแซงทางเศรษฐกิจจากหลายชาติอย่างหนักก็ตาม หากแต่ทรัพยากรธรรมชาติอันมีความสมบูรณ์และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่มาก รวมถึงการลงทุนอย่างมหาศาลจากจีนและอินเดีย ดูจะได้สร้างความตระหนักพร้อมกับความสนใจให้กับนักธุรกิจจากทั่วโลกให้หันกลับมามองพม่าอีกครั้งในฐานะดินแดนแห่งโอกาสที่มีพื้นที่เชื่อมโยงกับสองประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก หลังจากแทบจะถูกละเลยไปนับตั้งแต่ยุคอาณานิคม ในที่นี้รวมถึงนักธุรกิจจากประเทศที่เป็นผู้นำการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ และประณามการกระทำของรัฐบาลพม่าอย่างต่อเนื่องด้วย ยังผลให้พวกเขาต้องใช้ความสามารถทางการเงินที่มีอยู่พลิกแพลงหาช่องทางลงทุนในพม่า <br />
 </p>
<p>ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับการลงทุนในพม่า จากบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ ทั่วโลก ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมานี้ ดูจะน่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่าประเทศไทยในฐานะเพื่อนบ้านของพม่า ที่มีพรมแดนติดกันเป็นแนวยาวจะยืนอยู่ ณ จุดใดในการแข่งขันเช่นนี้</p>
<p>มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 29 ตุลาคม 2552</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/109/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/109/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=109&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เพศวิถีของคนพิการ : มายาภาพและอคติ</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Nov 2009 14:33:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานประชุมวิชาการเรื่อง &#8220;ถอดมายาคติ สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ : กรณีบังคับทำหมันผู้หญิงพิการ&#8221; ซึ่งในตอนหนึ่งของการประชุม นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวถึงรายงานขององค์การอนามัยโลก ว่า &#8220;ปัจจุบันมีหญิงพิการทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้หญิงทั่วโลก หญิงพิการในประเทศกำลังพัฒนาได้ถูกเลือกปฏิบัติเป็น 3 เท่าของหญิงพิการในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย 2 ใน 3 คน จะเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและละเมิดสิทธิ ซึ่งน้อยรายที่ปกป้องสิทธิตัวเองได้ เพราะขาดความรู้ในกระบวนการยุติธรรม และผู้กระทำส่วนใหญ่ คือ คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดปัญหาการถูกบังคับทำแท้งตามมา ซึ่งบางครั้งผู้ที่แนะนำการทำแท้ง คือ เจ้าหน้าที่รัฐ&#8221; (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2552) &#160; จากสภาพของโลกปัจจุบันที่หลายพื้นที่ได้ก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่และทุนนิยม ส่งผลให้การทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน กลายมาเป็นสิ่งที่สังคมหลายแห่งล้วนให้คุณค่า เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าหากคนทำงานมีประสิทธิภาพก็จะนำมาสู่ผลของงานหรือผลผลิตที่ดีและคุ้มค่ากับทุนและเวลาที่เสียไป [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=101&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สถาบันสร้างเสริมสุขภาพ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a> สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานประชุมวิชาการเรื่อง &#8220;ถอดมายาคติ สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ : กรณีบังคับทำหมันผู้หญิงพิการ&#8221; ซึ่งในตอนหนึ่งของการประชุม นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย หัวหน้าสำนักงานองค์การ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>สากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้กล่าวถึงรายงานขององค์การอนามัยโลก ว่า &#8220;ปัจจุบันมีหญิงพิการทั่วโลกประมาณ 300 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของผู้หญิงทั่วโลก หญิงพิการในประเทศกำลังพัฒนาได้ถูกเลือกปฏิบัติเป็น 3 เท่าของหญิงพิการในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดย 2 ใน 3 คน จะเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศและละเมิดสิทธิ ซึ่งน้อยรายที่ปกป้องสิทธิตัวเองได้ เพราะขาดความรู้ในกระบวนการยุติธรรม และผู้กระทำส่วนใหญ่ คือ คนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดปัญหาการถูกบังคับทำแท้งตามมา ซึ่งบางครั้งผู้ที่แนะนำการทำแท้ง คือ เจ้าหน้าที่รัฐ&#8221; (คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2552)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากสภาพของโลกปัจจุบันที่หลายพื้นที่ได้ก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่และทุนนิยม ส่งผลให้การทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน กลายมาเป็นสิ่งที่สังคมหลายแห่งล้วนให้คุณค่า เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่าหากคนทำงานมีประสิทธิภาพก็จะนำมาสู่ผลของงานหรือผลผลิตที่ดีและคุ้มค่ากับทุนและเวลาที่เสียไป โลกสมัยใหม่จึงเป็นโลกที่เสรีและสะดวกสบายสำหรับคนไม่พิการ แต่สำหรับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>แล้ว โลกสมัยใหม่และทุนนิยมกลับยิ่งไปเพิ่มให้เกิดกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) ผ่านกลไกการผลิตแบบสมัยใหม่ เทคโนโลยีและความรู้สมัยใหม่</p>
<p><span id="more-101"></span></p>
<p>ในทางเดียวกัน ก็เป็นเรื่องยากปฏิเสธอีกเช่นเดียวกัน ว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งที่เชื่อกันว่าเชื่อมโยงกับสภาพของร่างกายที่ &#8220;สมบูรณ์&#8221; &#8220;ปกติ&#8221; และมีอวัยวะที่ครบถ้วน ซึ่งหากมองในแง่นี้แล้วบรรดา<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ทั้งหลายดูจะถูกกีดกันให้พ้นจากขอบเขตของ &#8220;การทำงานที่มีประสิทธิภาพ&#8221; <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>จึงเป็นผู้ที่ &#8220;ไม่ปกติ&#8221; ตามกรอบคิดของโลกทุนนิยมสมัยใหม่ ที่ต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ &#8220;ปกติ&#8221; ของคนทั่วไป และเป็น &#8220;ปัญหา&#8221; ของสังคมแบบหนึ่งที่รัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หรือสงเคราะห์ผ่านการจัดพื้นที่พิเศษต่างๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากจะถูกมองว่าเป็นคนไม่ปกติตามมาตรฐานทางร่างกายแล้ว <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ยังถูกมองว่ามีชีวิตที่ไม่เหมือนกับคนปกติ โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ทางเพศ ความรัก และชีวิตคู่ ที่สังคมไม่อยากให้<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เพราะเกรงว่าจะมีภาระตามมาหลังจากนั้น สังคมจึงจัดวางให้<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>เป็นคนที่ไม่มีเพศ ไม่มีความรัก ไม่มีความสามารถในการมีความสัมพันธ์ทางเพศ และไม่สามารถใช้ชีวิตคู่แบบคนปกติได้ หรือถ้ามีชีวิตคู่ได้จริงก็จะไม่ยั่งยืน รวมถึงการมองว่า<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ไม่ควรมีลูก เพราะลูกอาจมีความพิการเช่นเดียวกับพ่อ/แม่ หรือหากมีแล้วก็จะไม่สามารถเลี้ยงดูเองได้ และจะกลายเป็นปัญหาของสังคมตามมา ทั้งที่ในความเป็นจริง<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>จำนวนมาก ก็สามารถทำงานในหลายประเภทได้ มีประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือดีกว่าคนปกติ และสามารถแต่งงานใช้ชีวิตคู่มีลูกได้เฉกเช่นคนปกติโดยทั่วไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8220;<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>&#8221; จึงถูกผลักให้ไปอยู่ที่ &#8220;ชายขอบ&#8221; ของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และที่ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้สังคมทุนนิยมสมัยใหม่ที่ส่วนใหญ่ให้คุณค่าความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือมีลักษณะแบบ &#8220;สังคมชายเป็นใหญ่&#8221; ก็ดูจะทำให้หญิงพิการถูกผลักไปอยู่ที่ &#8220;ชายขอบของชายขอบ&#8221; ของสังคมไปเลยทีเดียว ในแง่นี้ได้ส่งผลให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศและสิทธิทางเพศของหญิงพิการทั้งทางตรงและทางอ้อมตามมาดังที่สามารถพบเห็นได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ การช่วยเหลือ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>และกรอบคิดทางการแพทย์บางด้านก็ดูเหมือนจะส่งผลให้เกิดการล่วงละเมิดสิทธิทางเพศของหญิงพิการผ่าน &#8220;ความหวังดี&#8221; ของคนโดยรอบได้ด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากประเด็นการทำหมันหญิงพิการที่กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ แพทย์ ครู และคนที่ทำงานกับกลุ่ม<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a> ว่า &#8220;การทำหมันที่กระทำโดยแพทย์หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ต่อเด็กหญิงและหญิงพิการซึ่งส่วนใหญ่อาจจะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง หากแต่ตัว<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ส่วนใหญ่กลับไม่รู้เรื่อง&#8221; นั้น เป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่ และผลของความรักและความปรารถนาดีนั้นจะออกมาในทาง &#8220;ดี&#8221; หรือ &#8220;ร้าย&#8221; ต่อชีวิตของหญิงพิการ เพราะการทำหมัน<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ส่วนใหญ่ ล้วนเกิดมาจากความหวังดีและความคิดชุดหนึ่งของ &#8220;กลุ่มผู้รู้&#8221; บางส่วน ซึ่งทำงานเกี่ยวข้อง<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>ที่แนะนำกับผู้ปกครอง ว่า หากทำหมันหญิงพิการตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก จะทำให้หญิงพิการเหล่านี้ไม่ต้องประสบกับปัญหาการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และปัญหาการดูแลเวลามีประจำเดือน ซึ่งความคิดนี้ดูเหมือนจะตั้งอยู่บนฐานคิดว่าหญิงพิการ คือ คนที่ &#8220;ไม่มีความสามารถ&#8221; ในการดูแลชีวิตตัวเองตามปกติได้ ตลอดจนอาจเป็น &#8220;ปัญหา&#8221; ของคนรอบข้างได้ ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาด้วยการป้องกันแต่ต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นอกจากความคิดการทำหมันหญิงพิการจะตั้งอยู่บนฐานคิดของความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนปกติกับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>แล้ว การกระทำดังกล่าวยังตั้งอยู่บนฐานคิดแบบ &#8220;ชายเป็นใหญ่&#8221; ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะการทำหมันส่วนใหญ่จะกระทำกับหญิงพิการมากกว่าชายพิการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ชายไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการก็ดูจะมีความสามารถในการดูแลปกป้องชีวิตมากกว่าผู้หญิง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับสังคมไทยดูจะน่าตั้งคำถามอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติการ &#8220;ทำหมัน&#8221; หญิงพิการ ว่า ถึงที่สุดแล้วเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดจริงหรือ เพราะการตั้งครรภ์ไม่พึ่งประสงค์เกือบทั้งหมดล้วนมาจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนรอบข้างในสังคม การแก้ไขปัญหานี้จึงควรมองในประเด็นความปลอดภัยทางสังคมแทนหรือไม่ รวมถึงกระบวนสอบสวนทางกฎหมายและความยุติธรรมที่ปัจจุบันนั้นแทบไม่เอื้อต่อการให้ปากคำและความเป็นธรรมกับหญิงพิการที่ถูกละเมิด โดยเฉพาะหญิงพิการทางสติปัญญา ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนหรือไม่ อย่างไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สุดท้ายประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเพศวิถีของ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a> การล่วงละเมิดทางเพศ และการทำหมันหญิงพิการดูจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะชี้ชัด &#8220;ถูก&#8221; &#8220;ผิด&#8221; ลงไปได้อย่างชัดเจน เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องแต่ละกลุ่มก็ล้วนอยู่ในเงื่อนไขและฐานคิดที่แตกต่างกันออกไป ในแง่นี้บรรดาคนที่ทำงานเกี่ยวกับ<a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/search/?cx=009233870810540600983%3Ahkyg0dlysoo&amp;cof=FORID%3A9&amp;ie=windows-874&amp;q=%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3" target="_blank">คนพิการ</a>จะทำอย่างไรให้ &#8220;ความหวังดี&#8221; ของตน เป็น &#8220;ความหวังดีที่แท้จริงและปฏิบัติการได้&#8221; ดูจะเป็นสิ่งที่น่าคิด</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 พฤษภาคม 2552</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/101/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/101/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=101&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2009/11/14/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>กลับไม่ได้ไปไม่ถึง</title>
		<link>http://anukpn.wordpress.com/2008/04/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://anukpn.wordpress.com/2008/04/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Apr 2008 02:01:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>anukpn</dc:creator>
				<category><![CDATA[Culture]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://anukpn.wordpress.com/?p=99</guid>
		<description><![CDATA[สงกรานต์ปีนี้ จากข่าว จากคนรอบข้าง และอะไรอีกมากมาย ที่พยายามยุยง ส่งเสริม เชิดชู ให้เล่นสงกรานต์กันอย่างไทย รักษาจารีตประเพณี ทำให้นึกถึงข้อเขียนอันนึงจากนักคิดแดนไกล ที่อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกรณีนี้ก็ได้ นั่นก็คือ Walter Benjamin Benjamin ได้บรรยายภาพ Angelus Novus ของ Paul Kสee (ด้านบนไว้ว่า) &#8220;There is a painting by Klee called Angelus Novus. It shows an angel who seems about to move away from something he stares at. His eyes are wide, his mouth is open, his [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=99&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color:#003366;">สงกรานต์ปีนี้ จากข่าว จากคนรอบข้าง และอะไรอีกมากมาย ที่พยายามยุยง ส่งเสริม เชิดชู ให้เล่นสงกรานต์กันอย่างไทย รักษาจารีตประเพณี ทำให้นึกถึงข้อเขียนอันนึงจากนักคิดแดนไกล ที่อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับกรณีนี้ก็ได้ นั่นก็คือ Walter Benjamin</span><br />
<img src="http://www.omm.de/veranstaltungen/festspiele2005/bilder/RUHR-shadowtime-angelus-novus.jpg" alt="" width="581" height="743" /><br />
<span style="color:#993300;">Benjamin ได้บรรยายภาพ Angelus Novus ของ Paul Kสee (ด้านบนไว้ว่า)</span><br />
<span style="color:#ff6600;"><span style="color:#003366;">&#8220;There is a painting by Klee called Angelus Novus. It shows an angel who seems about to move away from something he stares at. His eyes are wide, his mouth is open, his wings are spread. This is how the angel of history must look. His face is turned toward the past. Where a chain of events appears before us, he sees on single catastrophe, which keeps piling wreckage upon wreckage and hurls it at his feet. The angel would like to stay, awaken the dead, and make whole what has been smashed. But a storm is blowing from Paradise and has got caught in his wings; it is so strong that the angel can no longer close them. This storm drives him irresistibly into the future to which his back is turned, while the pile of debris before him grows toward the sky. What we call progress is this storm.&#8221;</span><br />
</span><br />
<span style="color:#800000;">&#8220;ดูเหมือนกับว่าเทพเจ้าองค์นี้ กำลังจะเคลื่อนตัวออกไปจากบางสิ่งที่ท่านกำลังเพ่งพินิจอยู่ ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปเบื้องหน้า ริมฝีปากเปิดอ้าและปีกกางสะบัดอยู่ นี่คือจินตนาการที่คนเรามีต่อเทพแห่งประวัติศาสตร์ ใบหน้าของเทพหันไปสู่ทิศทางของอดีต ซึ่งเรามองเห็นเหตุการณ์ในอดีตเชื่อมโยงกันเป็นสายโซ่ เทพแห่งประวัติศาสตร์มองเห็นกลียุคหนึ่งที่สร้างความพินาศให้สังคมครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทับถมกันเป็นกองพะเนิน แล้วปลิวมากองอยู่ที่เบื้องหน้า เทพองค์นี้ต้องการที่จะอยู่ตรงนี้เพื่อปลุกคนที่ตายแล้วให้ตื่นขึ้นมา แล้วสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกทำลายขึ้นมาดังเดิม แต่แล้วก็มีพายุพัดกระหน่ำจากสวรรค์อย่างรุนแรง กระทั่งเทพเจ้าไม่สามารถหุบปีกทั้งสองลงได้ เจ้าพายุนี้ไม่มีใครอาจหยุดยั้ง ได้หอบเอาเทพแห่งอดีตปลิวไปสู่อนาคต ซึ่งอยู่ด้านหลังของเทพ ในขณะเดียวกันกับเศษซากและผงฝุ่นของความพินาศที่กองอยู่เบื้องหน้าปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า เจ้าพายุนี้เองที่เราเรียกว่า ความก้าวหน้า&#8221;</span></p>
<p> <br />
<span style="color:#800000;">นอกจากข้อความข้างต้นแล้ว ขอแนะนำทัศนวิจารณ์จาก นิ้วกลม เกี่ยวกับ <a title="สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรย href=" target=" mce_href=">สงกรานต์แบบไทยเล่นอย่างไรหรอ </a>&gt;&gt; </span></p>
<p><a title="http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรย href=" href="http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหร"><span style="color:#800000;">http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรอ</span></a></p>
<p>จบลงด้วยประการนี้</p>
<p><a title="http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรย href=" href="//roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหร&lt;/a&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;span&gt;&lt;span style="></a><a class="mceWPmore" title="More..." href="http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรย&gt;http://roundfinger.wordpress.com/2008/04/12/สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรฦamp;lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img%20src="></a></p>
<p> </p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/anukpn.wordpress.com/99/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/anukpn.wordpress.com/99/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/anukpn.wordpress.com/99/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/anukpn.wordpress.com/99/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=anukpn.wordpress.com&amp;blog=852799&amp;post=99&amp;subd=anukpn&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://anukpn.wordpress.com/2008/04/16/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3dc4efa3330495cce2f3f7bdac13f14?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">anukpn</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.omm.de/veranstaltungen/festspiele2005/bilder/RUHR-shadowtime-angelus-novus.jpg" medium="image" />
	</item>
	</channel>
</rss>
